หน้าแรก โปรแกรมทัวรสอบถามทัวร์ การจองทัวร์ ติดต่อทีมงาน ข้อมูลการท่องเที่ยวการท่องเที่ยว เช่ารถตู้ หลวงพระบาง ลาวใต้

อุทยานแห่งชาติ รถตู้ที่ใช้ในการเดินทางทุกทริป สาระความรู้ ชวนเที่ยว สไมล์ไทยทัวร์ ทัวร์ บริษัททัวร์ทะเล ทริปที่ผ่านมา ลิ้งค์

แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง ฝ่ายวิชาการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวไว้เมื่อ พ . ศ . 2528 ว่ากาญจนบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง และเป็นจังหวัดที่มีลักษณะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี มีทั้งทรัพยากรการท่องเที่ยวธรรมชาติ ทรัพยากรท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ทรัพยากรท่องเที่ยวประเภทที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมไปถึงการท่องเที่ยวประเภทการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีแยกเป็นรายอำเภอดังนี้

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอเมืองกาญจนบุรี

•  สะพานข้ามแม่น้ำแคว (River Kwai Bridge) หรือเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ชาวตะวันตกว่า The Bridge Over The River Kwai สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่เขตตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสะพานที่สำคัญที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะ เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2486 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ ทหารอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลันดา และแรงงานชาเอเชียอื่นๆ จำนวนมาก มาสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ผ่านประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมีส่วนหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะความทารุณของสงคราม และโรคภัยตลอดจนขาดอาหาร ทำให้เชลยศึกจำนวนหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง สะพานข้ามแม่น้ำแควเดิมได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และรัฐบาลไทยได้ซ่อมแซมใหม่ เมื่อ พ . ศ . 2489 จนสามารถใช้งานได้ สะพานข้ามแม่น้ำแควห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือตามทางหลวงหมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร

•  ทางรถไฟสายมรณะ (The Death Railway) หรือทางรถไฟสายธนบุรี - น้ำตก เริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านเข้ากาญจนบุรี ข้ามแม่น้ำแควใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ จนถึงปลายทางที่เมืองตันบีอูซายัด (Thanbyuzayat) ประเทศเมียนมาร์ ทางรถไฟสายนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ปรงงานเชลยศึกของสัมพันธมิตรที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้าง เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศเมียนมาร์ ทางรถไฟสายมรณะมีความยาวจากหนองปลาดุกถึงสถานีตันบีอูซายัดรวม 415 กิโลเมตร เป็นทางรถไฟอยู่ในเขตประเทศไทยประมาณ 303.95 กิโลเมตรและอยู่ในเขตพม่า 111.05 กิโลเมตร ปัจจุบันเส้นทางนี้ไปสุดปลายทางที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตก ระยะทางจากสถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตก เป็นระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดเดินรถบนเส้นทางนี้ทุกวันและจัดรถไฟขบวนพิเศษสายกรุงเทพฯ - น้ำตก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ จุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากคือช่วงสะพานข้ามแม่น้ำแคว และช่วงโค้งมรณะหรือถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นสะพานโค้งเลียบแม่น้ำแควน้อยยาวประมาณ 400 เมตร

•  พิพิธภัณฑ์อักษะเชลยศึกหรือพิพิธภัณฑ์สงครามวัดใต้ (JEATH War Museum : Japan England Australia Thailand Holland) สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ . ศ . 2520 ในบริเวณวัดไชยชุมพลชนะสงคราม หรือวัดใต้ ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมืองกาญจนบุรี ตัวอาคารสร้างเป็นกระท่อมเลียนแบบค่ายเชลยศึก สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นที่เก็บรวบรวมภาพวาด ภาพถ่าย แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเชลยศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือ เครื่องใช้ของทหารเชลยศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น อาวุธสงคราม หมวก มีด ช้อน ส้อม เป็นต้น สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากสถานีขนส่งกาญจนบุรีเพียง 400 เมตร เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น .

•  สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก (Kanchanaburi War Cemetery) เนื่องจากการเกณฑ์ทหารสัมพันธมิตรมาสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ ผ่านกาญจนบุรีไปเมียนมาร์ของกองทัพญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเหตุให้เชลยศึกพันธมิตรเสียชีวิตที่กาญจนบุรีเป็นจำนวนมาก สุสานแห่งนี้บรรจุกระดูกของทหารสัมพันธมิตร จำนวน 6,982 หลุม สุสานแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 17 ไร่ ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟกาญจนบุรี ห่างจากศูนย์กลางจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 2 กิโลเมตร ในเขตบ้านดอนรัก ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ภายในมีการตกแต่งสวยงาม ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเยี่ยมชมจำนวนมากเพราะเป็นเส้นทางผ่านไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ และอยู่ห่างจากสถานีรถไฟกาญจนบุรีเพียง 300 เมตร เท่านั้น

•  สุสานทหารสัมพันธมิตรเขาปูน หรือสุสานช่องไก่ ( Chong-Kai War Cemetery ) เคยเป็นที่ตั้งค่ายเชลยศึกขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ฝั่งตะวันออก ในตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมืองกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 2 กิโลเมตร ขนาดเล็กกว่าสุสานกาญจนบุรี ( ดอนรัก ) มีพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ บรรจุศพเชลยศึกรวม 1,750 หลุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารอังกฤษ ภายในมีการตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างร่มรื่น การเดินทางไปสุสานเขาปูน ทางรถยนต์ไปตามถนนลาดยางประมาณ 2 กิโลเมตร และอาจเดินทางโดยเรือที่หน้าเมืองกาญจนบุรี ตามลำน้ำแควน้อยอีกประมาณ 2 กิโลเมตร

•  พิพิธภัณฑ์บ้านเก่า (Ban Kao Museum) บ้านเก่าเป็นตำบลเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย เขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 35 กิโลเมตร บ้านเก่าเป็นแหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญของโลก ในระหว่าง พ . ศ . 2503 – 2505 มีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินใหม่ เครื่องมือและเครื่องใช้ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ เครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยหิน เครื่องประดับรูปแบบต่างๆ การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าสะดวกและรวดเร็ว โดยทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - สังขละบุรี ตามทางหลวงหมายเลข 323 แยกเข้าบ้านเก่าที่กิโลเมตราที่ 10 ไปถนนสายลาดยาง ประมาณ 20 กิโลเมตร ถึงบ้านเก่าแยกเข้าพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าประมาณ 1 กิโลเมตร หรือเดินทางโยรถไฟสายกาญจนบุรี - น้ำตกไปลงที่สถานีบ้านเก่าและเดินทางตามทางรถยนต์อีก 2 กิโลเมตร

•  พิพิธภัณฑ์สงครามเชิงสะพานข้ามแม่น้ำแคว ( War Museum ) เป็นสถานที่เก็บรักษาสิ่งที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง อันได้แก่ อาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ โครงกระดูกของเชลยศึกสงคราม และภาพถ่ายเหตุการณ์ในสมัยนั้น นอกจากนี้บางส่วนยังจัดทำเป็นหอศิลป์ เก็บรวบรวมสิ่งของต่างๆ เช่น แสตมป์ ไปรษณีย์บัตรโบราณ เพชร พลอย และเครื่องประดับ พิพิธภัณฑ์สงครามเชิงสะพานข้ามแม่น้ำแควอยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร อยู่ติดกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว

•  ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ด้านหน้าสถาบันราชภัฏกาญจนบุรีอยู่บนถนนสายกาญจนบุรี - ไทรโยค ( ทางหลวงหมายเลข 323) ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นแหล่งแสดงเครื่องใช้ภายในครัวเรือน เครื่องมือที่ใช้ในการประมง ภาชนะดินเผาก่อนประวัติศาสตร์ หนังสือไทยโบราณและศิลปวัตถุต่างๆ

•  สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (Stone Garden) ตั้งอยู่ที่ทุ่งนาคราช ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ในบริเวณวิทยาลัยเกษตรกรรม จังหวัดกาญจนบุรี มีเนื้อที่ 600 ไร่ ประชาชนทั่วไปเรียกสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ว่า “ สวนหิน ” หรืออุทยานหินเพราะในบริเวณนั้นมีหินงอกอยู่เรียงราย อย่างเป็นระเบียบในเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ การเดินทางไปสวนหิน เส้นทางที่ใกล้ที่สุด คือเดินทางจากหลักเมืองไปยังท่าร่วมของแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำแควใหญ่ ข้ามแพขนานยนต์ไปยังฝั่งตรงข้าม เดินทางผ่านสุสานเขาช่องไก่ ถ้ำเขาปูน และวิทยาลัยเกษตรกรรม จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งไปตามถนนแสงชูโต ผ่านสุสานสัมพันธมิตรถึงสามแยกแก่งเสี้ยนเลี้ยวซ้าย ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่ ไปตามเส้นทางวัดเขาปูนจะถึงบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ระยะทาง 21 กิโลเมตร

•  วัดถ้ำมังกรทอง (Wat Tham Mangkon Thong) ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแควน้อย ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีราว 3-4 กิโลเมตร ตามทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - ด่านมะขามเตี้ย ตัวถ้ำอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 100 เมตร ถ้ำมังกรทองเป็นถ้ำขนาดเล็กมีรูปสิงห์โตติดอยู่กับหินแท่งใหญ่ตรงปากถ้ำ ภายในมีซอกหินสลับซับซ้อนสวยงาม บริเวณถ้ำมังกรทองมีวัดถ้ำมังกรทอง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ . ศ . 2477 ทางขึ้นวัดทำเป็นบันไดก่ออิฐถือปูนประมาณ 95 ขั้น สองข้างบันไดทำเป็นรูปมังกรชูศรีษะ นอกจากวัดและถ้ำมังกรทองแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้มีจุดสนใจอยู่ที่การแสดงแม่ชีลอยน้ำ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ การเดินทางไปถ้ำมังกรทองสามารถใช้เส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - ด่านมะขามเตี้ย ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางโดยทางเรือตามลำแควน้อยประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จนถึงวัดถ้ำมังกรทอง

•  ถ้ำขุนแผน (Khun Phaen Cave) หรือถ้ำพุพระ (Phu Phra Cave) เป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแควใหญ่ ในเขตตำบลหนองบัว อำเภอเมืองกาญจนบุรี บนถนนกาญจนบุรี - ไทรโยค ห่างจากเมืองกาญจนบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร โดยอยู่เยื้องกับสถาบันราชภัฏกาญจนบุรีเล็กน้อย แต่เดิมมีชื่อว่า ถ้ำพุพระ เพราะมีการพบพระพิมพ์รุ่นเก่าจำนวนหนึ่ง ต่อมามีการจัดตั้งวัดขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดถ้ำขุนแผน ถ้ำพุพระเป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่สูงจากพื้นราบประมาณ 100 เมตร มีบันไดคอนกรีตประมาณ 190 ขั้น จากพื้นราบจนถึงปากถ้ำ ภายในถ้ำพบหินงอกหินย้อยสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปชมถ้ำพุพระได้ตามเส้นทางรถยนต์สาย กาญจนบุรี - ไทรโยค ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตรจากตัวเมืองแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าตามถนนลูกรังอีกประมาณ 1 กิโลเมตร

•  ถ้ำมะเดื่อ (Ma D) อยู่ภายในบริเวณวัดถ้ำมะเดื่อ ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 40 กิโลเมตร ตัวถ้ำอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ฝั่งตรงข้ามกับปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร การเดินทางไปวัดถ้ำมะเดื่อต้องลงเรือข้ามฟากจากท่าเรือ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟท่ากิเลนประมาณ 1 กิโลเมตร หรือถ้าไปทางรถยนต์ต้องข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแควน้อยที่ตำบลบ้านเก่าต่อไปอีก 2 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีเนื้อที่กว้างขวาง มีหินงอกหินย้อยสวยงามแตกต่างกันไป ในแต่ละคูหา ต้องใช้เวลาในการชมประมาณ 2 ชั่วโมง ทางวัดมะเดื่อได้ติดตั้งไฟฟ้าเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นความงดงามของถ้ำ

•  ถ้ำวังตะเคียน (Wangtakaen Cave) อยู่ในบริเวณเทือกเขาหลังหมู่บ้านวังตะเคียน เขตตำบลขรเข้เผือก อำเภอเมืองกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 30 กิโลเมตร เทือกเขาหลังหมู่บ้านวังตะเคียนมีถ้ำหินปูนหลายแห่ง เช่น ถ้ำระย้าโมกขธรรม ถ้ำนางคอย ถ้ำเท้าช้าง และถ้ำวังตะเคียน หรือถ้ำไทรย้อยเป็นถ้ำที่มีความงามมากกว่าถ้ำอื่นๆ ในหมู่ถ้ำหลังเทือกเขาวังตะเคียน เพราะมีขนาดกว้างขวาง และประกอบด้วยหินงอกหินย้อยรูปแบบต่างๆ จำนวนมาก การเดินทางไปถ้ำวังคะเคียนทำได้ 3 เส้นทาง คือ ไปตามทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - ไทรโยค แล้วเลี้ยวซ้ายที่สามแยกท่าน้ำตื้น ผ่านเขาปูนเป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร จะถึงถ้ำวังตะเคียน อีกสายหนึ่งไปตามทางรถยนต์สาย กาญจนบุรี - ไทรโยค ผ่านสถาบันราชภัฏกาญจนบุรี แล้วเลี้ยวซ้ายไปที่สามแยกเข้าบ้านเก่า ประมาณ 26 กิโลเมตร แล้วต่อไปถ้ำวังตะเคียนอีก 9 กิโลเมตร นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถใช้เส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรี - สถานีน้ำตก ลงที่สถานีวังตะเคียนและเดินเท้าประมาณ 2 กิโลเมตร จนถึงถ้ำวังตะเคียน

•  ถ้ำสัตตบรรณคูหา (Sattabunkuha cave) อยู่ในเขตตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จากทางเข้าสวนหินมาประมาณ 1 กิโลเมตร เยื้องกับวิทยาลัยเกษตรกรรม มีทางแยกไปถ้ำอีก 1 กิโลเมตร บริเวณถ้ำเป็นที่ตั้งสำนักสงฆ์ สภาพภูมิประเทศโดยรอบสวยงามและเงียบสงบ

•  วัดถ้ำพุหว้า (Wat tham Phu Wa) ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองหญ้า เป็นสาขาหนึ่งของวัดปากน้ำ เป็นวัดที่พัฒนา บรรยากาศโดยรอบสะอาดร่มรื่น เงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปปฏิบัติธรรม ทั้งยังสวยงามด้วยภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าไม้ และถ้ำที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยงดงามหลายแห่ง การเดินทางไปยังวัดถ้ำพุหว้า สามารถใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทางคือ เส้นทางกาญจนบุรี - บ้านเก่า เลี้ยวซ้ายบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 16 ไปตามเส้นทางสายพุประดู่ - วังลาน อีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงทางแยกเข้าวัด หรือข้ามแพขนานยนต์ที่ท่าน้ำหน้าเมือง เดินทางผ่านวัดถ้ำเขาปูน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่บริเวณระหว่างกิโลเมตรที่ 48-49 ไปตามเส้นทางสายพุประดู่อีก 5 กิโลเมตร

•  โบราณสถานในเขตเมืองกาญจนบุรี (Ruins of Ancient Town ) ตั้งอยู่ในเขตตำบลลาดหญ้า บริเวณนี้เคยเป็นเมืองหน้าด่าน สกัดกั้นการเดินทัพของเมียนมาร์ที่ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประมาณ พ . ศ . 2031-2328 สภาพปัจจุบันยังเหลือร่องรอยแนวกำแพงดิน รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 168 X 355 มีป้อมค่ายอยู่ทั้ง 4 มุม โบราณสถานโดยรอบวัดมีวัดขุนแผน วัดแม่หม้าย วัดป่าเลไลยก์และวัดนางพิม

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอไทรโยค

พื้นที่อำเภอไทรโยคนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง

•  อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทเมืองสิงห์ (Muang sing historical park) ตั้งอยู่บริเวณที่ราบริมแม่น้ำแควน้อยฝั่งตะวันออก เขตบ้านปากกิเลน หมู่ที่ 1 ตำบลสิงห์ ปราสาทเมืองสิงห์เป็นโบราณสถานสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ได้มีการก่อสร้างศาสนสถานตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายานโดยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมร ปราสาทเมืองสิงห์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญและได้รับการเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ เมื่อ 3 เมษายน พ . ศ . 2535

•  ทางรถไฟสายมรณะ (The death Railway) เป็นทางรถไฟที่สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในส่วนที่ผ่านพื้นที่ของอำเภอไทรโยค เป็นเส้นทางที่ผ่านภูเขาและป่าไม้ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นสะพานโค้งถ้ำกระแซมีความงดงามมาก เพราะเป็นเส้นทางที่หลบภูเขาเลียบตามความโค้งของแม่น้ำแควน้อย ทางรถไฟสายนี้ไปสิ้นสุดปลายทางที่สถานีน้ำตก นับเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี

•  ช่องเขาขาด ( Hellfire Pass ) เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะ การเดินทางไปชม ใช้เส้นทางไทรโยค - ทองผาภูมิ ถึงกิโลเมตรที่ 66 มีทางแยกซ้ายไปช่องเขาขาดอีก 500 เมตร ช่องเขาขาดเป็นภูเขาที่ถูกตัดเป็นช่องเพื่อสำหรับสร้างทางรถไฟในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันมีร่องรอยของทางรถไฟปรากฏอยู่

•  เมืองครุฑ (Muang khrut) ตั้งอยู่ในเขตบ้านท่าตาเสือ หมู่ที่ 6 ตำบลสิงห์ เมืองครุฑเป็นเมืองโบราณ อยู่ใบบริเวณที่ราบหุบเขาล้อมรอบด้วยเขาแก้วน้อย เขาแก้วใหญ่และเขาเมืองครุฑ ลักษณะเมืองครุฑ เป็นเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกำแพงดินล้อมรอบ 3 ด้าน และที่สำคัญมีการขุดพบชิ้นส่วนรูปครุฑขนาดใหญ่ เมื่อ พ . ศ . 2534 หลักฐานที่พบพอสันนิษฐานได้ว่า เมืองครุฑสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 มีอายุใกล้เคียงกับปราสาทเมืองสิงห์

•  น้ำตกไทรโยคใหญ่ (Saiyok yai Waterfall) ตั้งอยู่ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค ตำบลไทรโยค น้ำตกไทรโยคใหญ่หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “ น้ำตกเขาโจน ” เป็นน้ำตกที่ไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย ภายในบริเวณน้ำตกแห่งนี้ยังมีค่ายทหารญี่ปุ่นและเชลยศึกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาท่องเที่ยว

•  น้ำตกไทรโยคน้อย หรือน้ำตกเขาพัง (KHAO Phang Waterfall) เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ช่วงที่น้ำตกมีความสวยงามมากคือ เดือนตุลาคม - มกราคม เนื่องจากมีปริมาณน้ำมาก น้ำตกไทรโยคน้อยตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้านท่าเสา สุขาภิบาลไทรโยคน้อย อยู่ใกล้ถนนสายกาญจนบุรี - สังขละบุรีและห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีเพียง 52 กิโลเมตร

•  ด่านบ้องตี้ (Bong Ti Pass) ด่านบ้องตี้ อยู่ในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ในเขตบ้านบ้องตี้บน หมู่ที่ 1 ตำบลบ้องตี้ ด่านบ้องตี้เป็นเส้นทางติดต่อระหว่างไทย - เมียนมาร์ ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พื้นที่ตอนล่างของด่านบ้องตี้ เป็นหมู่บ้านชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ดั้งเดิมหมายหมู่บ้าน เช่น บ้านบ้องตี้ล่างและบ้านท้ายเหมือง ด่านบ้องตี้เป็นเส้นทางที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและเมียนมาร์ มาตั้งแต่สมัยโบราณ

•  ถ้ำรูป (Rub Cave) เป็นถ้ำที่พบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในเขตพื้นที่บ้านบ้องตี้น้อย หมู่ที่ 8 ตำบลวังกระแจะ อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เมตร ทางขึ้นปากถ้ำลาดชัน ห่างจากแม่น้ำแควน้อยประมาณ 5 กิโลเมตร ถ้ำรูปเป็นชื่อที่คนในท้องถิ่นตั้งขึ้นนานมาแล้ว หมายถึงถ้ำที่มีรูป ถ้ำรูปเป็นแหล่งโบราณคดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำรูปแสดงให้เห็นถึงงารนสร้างสรรค์ สำคัญของคนในสมัยนั้น ภาพที่พบ ประกอบด้วย ภาพคน สัตว์ ภาพมือและภาพลายเรขาคณิต ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสมัยนั้น

•  ถ้ำดาวดึงส์ ( Daowadung Cave ) ถ้ำดาวดึงส์อยู่ในบริเวณบ้านดาวดึงส์ หรือบ้านแก่งมะเติง หมู่ที่ 6 ตำบลไทรโยค บริเวณถ้ำอยู่ห่างจากแม่น้ำแควน้อยไปทางตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะถ้ำดาวดึงส์เป็นถ้ำขนาดกลาง ภายในถ้ำพบหินงอกและหินย้อยรูปแบบต่างๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอไทรโยค

•  ถ้ำละว้า (Lawa cave) ถ้ำละว้าตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อยฝั่งตะวันตกในเขตบ้านแก่งละว้า หมู่ที่ 5 ตำบลวังกระแจะ ถ้ำละว้าเป็นแหล่งที่พบหลักฐานมนุษย์ในสมัยหินเก่าของสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถ้ำละว้าเป็นถ้ำขนาดใหญ่พบหินงอกหินย้อยแบบต่างๆ กันสวยงามมาก

•  ถ้ำพระ (Phra cave) ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 บ้านแก่งประลอม ตำบลไทรโยค บริเวณวังพระ ริมแม่น้ำแควน้อยฝั่งตะวันออก อยู่ห่างจากน้ำตกไทรโยคใหญ่ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร ถ้ำพระเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากแห่งหนึ่งเพราะมีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินกลาง รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนมาก เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ถ้ำพระมีมนุษย์อาศัยอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือประมาณ 7,000 ปีมาแล้ว

•  ถ้ำไทรทอง ( Chrai Thong Cave ) หรือถ้ำตาหม่อง ตั้งอยู่ที่บ้านไทรทอง ตำบลลุ่มสุ่ม ห่างจากอำเภอไทรโยคประมาณ 8 กิโลเมตร ไปตามถนนสายวังโพธิ์ - บ้านท้ายเหมือง แล้วแยกเข้าเส้นทางสายบ้านพุน้อย - แก่งระเบิด ถึงบริเวณเชิงเขา ต่อจากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นไปยังปากถ้ำ ถ้ำไทรทองมีความกว้างของปากถ้ำ 20 เมตร ความยาวตลอดถ้ำประมาณ 100 เมตร ตอนปลายถ้ำมีช่องเปิดสู่ด้านบนของภูเขา ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม

•  ถ้ำสวรรค์วังบาดาล ( Sawanwangbadan Cave ) ( ถ้ำวังบาดาล ) เป็นถ้ำซึ่งค้นพบโดยชาวบ้าน อำเภอไทรโยค ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าเสา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 63 กิโลเมตร อยู่ด้านหลังน้ำตกไทรโยคน้อยประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นถ้ำขนาดเล็กแต่มีความลึกมาก จากการสำรวจพบว่าถ้ำแห่งนี้มีทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นจะมีความลาดชัน และมีชื่อเรียกไปตามจินตนาการของผู้พบเห็น ถ้ำนี้มีความงามตามธรรมชาติ มีหินงอกหินย้อย สลับซับซ้อนภายในถ้ำมีแอ่งน้ำกว้างประมาณ 10 เมตร มีปลาอาศัยอยู่และเป็นที่น่าสังเกตว่าปลามีสีขาวทุกตัว จากความงามภายในถ้ำ ชาวบ้านและผู้พบเห็นจึงตั้งชื่อว่า “ ถ้ำสวรรค์บันดาล ”

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอทองผาภูมิ

อำเภอทองผาภูมิเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ป่าไม้ สถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอทองผาภูมิจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติเกือบทั้งหมด เช่น น้ำตก ภูเขา ป่าไม้ ฯลฯ

•  น้ำตกผาตาด (PHATAD WATERFALL) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อยู่ใกล้เคียงกับน้ำพุร้อนหินดาดในเขตตำบลหินดาด อำเภอเมืองทองผาภูมิ ห่างตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 130 กิโลเมตร การเดินทางไปน้ำตกผาตาด เข้าตามทางลาดยางอีกประมาณ 9 กิโลเมตร จึงถึงบริเวณหน้าน้ำตกผาตาด น้ำตกผาตาดมีหลายชั้น โดยเฉพาะหน้าฝนจะงดงามมาก สภาพของสองข้างทางตลอดลำธารน้ำตกยังมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี

•  น้ำพุร้อนหินดาด หรือน้ำพุร้อนกุยมั่ง (Hindato Hot Spring) เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติริมลำธารตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 135 กิโลเมตร ตามเส้นทางกาญจนบุรี - สังขละบุรี ทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 107 น้ำพุร้อนหินดาดได้รับการพัฒนาครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นสร้างทางรถไฟสายมรณะและสร้างค่ายทหารที่หินดาด (HINDATO CAMP) ทหารญี่ปุ่นได้สร้างบ่อซีเมนต์ขนาด 20 ตารางเมตร หลังจากนั้นน้ำพุร้อนหินดาดได้มีชื่อเสียงตามลำดับ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

•  น้ำตกเกริงกระเวีย (Kroeng Krawia Waterfall) เป็นน้ำตกชั้นเตี้ยๆ ไหลลดหลั่นมาตามชั้นหินปูน ซึ่งมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น มีน้ำมากในฤดูฝน น้ำตกเกริงกระเวียตั้งอยู่ริมทางสายทองผาภูมิ - สังขละบุรี ห่างจากทองผาภูมิไปประมาณ 32 กิโลเมตร

•  น้ำตกไดช่องถ่อง (Dai chong Thong Waterfall) เป็นน้ำตกขนาดเล็กเลยน้ำตกเกริงกระเวียไปตามเส้นทางทองผาภูมิ - สังขละบุรี 2 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายไปน้ำตกอีกประมาณ 6 กิโลเมตร สภาพเส้นทางเข้าตัวน้ำตกไม่ดีนัก เดินทางลำบาก โดยเฉพาะในฤดูฝน

•  บึงเกริงกระเวีย (Kroeng Krawia Swump) อยู่ติดกับหมู่บ้านเกริงกระเวีย ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ ห่างจากอำเภอทองผาภูมิประมาณ 35 กิโลเมตร ลักษณะของบึงเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ในหุบเขา และปกคลุมด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เนื้อที่ในฤดูแล้งจะมีพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ในฤดูฝนพื้นที่บึงจะขยายออกไปหลายเท่าตามปริมาณน้ำ ในแต่ละปี บึงเกริงกระเวียนอกจากเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญแล้วยังอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้ และสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือน พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ จะมีนกเป็ดน้ำหลายชนิดอพยพจากไซบีเรีย มาอาศัยอยู่เป็นแสนๆ ตัว

•  อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ( Khao Laem Park ) มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณป่าเขาและอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม เป็นพื้นที่ประมาณ 815 ตารางกิโลเมตร นอกจากทิวทัศน์ที่สวยงามของอ่างเก็บน้ำแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีก ได้แก่ น้ำตกเกริงกระเวีย น้ำตกไดช่องถ่อง บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ตั้งอยู่ริมทางหลวงสายทองผาภูมิ - สังขละบุรี มีสถานที่สำหรับกางเต็นท์ที่พักแรม

•  ทุ่งใหญนเรศวร (Thung Yai Naresuan Wildlife Sanctuary) เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในเขตติดต่อระหว่างอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยทิวเขาใหญ่น้อยของเทือกเขาตระนาวศรี บางตอนเป็นที่ราบกว้างขวาง บางพื้นที่เป็นหุบเขาสูงชัน บริเวณนี้จึงเป็นต้นน้ำสำคัญของแควใหญ่และแควน้อย ทุ่งใหญ่นเรศวรมีความสำคัญหลายลักษณะดังนี้

•  เป็นแหล่งที่มีความงดงามทางธรรมชาติที่หาได้ยากที่สุดของโลก เนื่องจากมีแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย มีเทือกเขา เนินเขา และทุ่งหญ้าสลับซับซ้อนจึงเป็นเขตป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

•  เป็นแหล่งสัตว์ป่านานาชนิดที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก และปลาน้ำจืด สัตว์บางชนิดในบริเวณนี้เป็นสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองที่หายาก และกำลังจะสูญพันธุ์ เช่น แรด กระซู่ สมเสร็จ เก้งหม้อ เสือลายเมฆ และเสือลายพาดกลอน

•  เป็นบริเวณที่มีความหลากหลายของพันธุ์พืชประเภทต่างๆ เช่น ป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าเต็งรัง ทุ่งหญ้า เป็นต้น และพืชบางชนิดในเขตทุ่งหญ้าเป็นพืชหายากและล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์

•  เป็นเขตที่มีประชากรชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากการเดินทางเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ สามารถเข้าไปได้ทั้งทางอำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอสังขละบุรี แต่ต้องขออนุญาตกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ และควรเดินทางในฤดูแล้งจะสะดวกที่สุด

•  เขื่อนเขาแหลม (Khao Laem Dam) เขื่อนเขาแหลมอยู่ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ ห่างจากตัวอำเภอทองผาภูมิไปทางเหนือประมาณ 6 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีตามเส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี – สังขละบุรี ประมาณ 150 กิโลเมตร เขื่อนเขาแหลมเป็นเขื่อนเอนกประสงค์โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ ตัวเขื่อนสร้างขึ้นบริเวณเขาแหลม ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ และอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนอยู่ในเขตอำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรี แยกเข้าอำเภอทองผาภูมิ 1 กิโลเมตรและมีถนนเชื่อมถึงเขื่อนเขาแหลมอีก 6 กิโลเมตร

•  เหมืองแร่ปิล็อก (Pilok Mine) เป็นกลุ่มเหมืองแร่หลายแห่งบนเทือกเขาตะนาวศรี เขตตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ห่างจากอำเภอทองผาภูมิไปทางทิศตะวันตกประมาณ 67 กิโลเมตร บริเวณเหมืองแร่ปิล็อก ประกอบด้วย เหมืองสำคัญคือ เหมืองอีต่อง เหมืองอีปู่และเหมืองผาแป แร่ที่ผลิตในบริเวณนี้คือ วุลแฟรม ตะกั่ว พลวง สังกะสีและดีบุก เหมืองแร่ปิล็อกนอกจากมีความสำคัญด้านเศรษฐกิจแล้วยังมีธรรมชาติโดยรอบที่น่าสนใจ เพราะเป็นภูเขาสลับซับซ้อน การเดินทางไปเหมืองแร่ปิล็อก แต่เดิมใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องผ่านเส้นทางที่เป็นภูเขาสูงจากอำเภอทองผาภูมิประมาณ 67 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถเดินทางรถยนต์ไปกลับจากตัวเมืองกาญจบุรีได้ภายในวันเดียว

•  เจดีย์กลางน้ำบ้านพุอ่อง อยู่ที่บ้านพุอ่อง ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ ห่างจากตัวเมืองอำเภอทองผาภูมิไปทางทิศตะวันตก 35 กิโลเมตร เจดีย์พุอ่องเป็นเจดีย์ทรงมอญ สร้างบนยอดเขาเล็กๆ มีบึงใหญ่ล้อมรอบ ไม่ทราบแน่ชัดว่าเจดีย์สร้างขึ้นในสมัยใด เจดีย์พุอ่องเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของอำเภอทองผาภูมิที่มีชาวไทย กะเกรี่ยง มอญ และพม่าให้ความเคารพนับถือ โดยมีประเพณีบูชาเจดีย์ประจำปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 การเดินทางไปเจดีย์พุอ่องใช้เส้นทางเดียวกับไปเหมืองแร่ปิล็อก

•  น้ำตกทุ่งนางครวญ (Thung Nang Khuen Waterfall) เป็นน้ำตกหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านทุ่งนางครวญ ตำบลชะแล สภาพน้ำตกยังคงความเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมทั่วบริเวณตัวน้ำตก เป็นหินปูน มีทั้งสิ้น 7 ชั้น แต่ละชั้นมีลักษณะเป็นหน้าผาขนาดสูงใหญ่ บางชั้นสูงกว่า 50 เมตร และมีน้ำไหลตลอดปี อยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 190 กิโลเมตร การเดินทางใช้เส้นทางสาย 323 ตามถนนทองผาภูมิ - สังขละบุรี เลี้ยวขวาบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 26 โดยสังเกตจากพระพุทธรูปสีขาวที่อยู่บริเวณทางแยก เดินทางต่อไปอีก 15 กิโลเมตร สภาพถนนเป็นทางราดยางสลับกับทางลูกรังอัดแน่น เมื่อถึงหมู่บ้านทุ่งนางครวญ จะมีทางแยกเข้าน้ำตกอีก 3 กิโลเมตร

•  ถ้ำลำคลองงู ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับน้ำตกทุ่งนางครวญ ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ เป็นถ้ำที่สวยงาม มีโพรงถ้ำใต้ดิน เสาหินปูน ลำธารใต้ดินและค้างคาว การเดินทางใช้เส้นทางสาย 323 ตามถนนทองผาภูมิ - สังขละบุรี ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีเกือบ 200 กิโลเมตร ตัวถ้ำอยู่ห่างจากน้ำตกทุ่งนางครวญประมาณ 4.5 กิโลเมตร

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอสังขละบุรี

สถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอสังขละบุรีมีหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น น้ำตก ภูเขา ป่าไม้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวประเภทวัฒนธรรม เช่น วัดวังวิเวการาม ด่านเจดีย์สามองค์ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอสังขละบุรีมีดังนี้

•  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร (Thung Yai Naresuam Widlife Sanctuary) มีพื้นที่อยู่ในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภออุ้มผางจังหวัดตาก ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนยอดเขาสูงสุดคือ เขาใหญ่ อยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่เป็นต้นน้ำของลำธารหลายสาย มีป่าไม้หลายชนิดประกอบด้วยทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การเดินทางไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งนเรศวรยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากสภาพถนนบางช่วงไม่ดี จากเส้นทางทองผาภูมิ - สังขละบุรี บริเวณแยกห้วยเสือไปยังบ้านคลิตี้ระยะทาง 42 กิโลเมตร ผู้ที่จะไปยังทุ่งใหญ่นเรศวรต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร สำนักงานป่าไม้จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 71000

•  ด่านเจดีย์สามองค์ (Three Pagodas Pass) ด่านเจดีย์สามองค์เป็นช่องทางผ่านระหว่างไทยกับเมียนมาร์ ที่มีความสำคัญมานาน บริเวณที่ราบเล็กๆ บนเทือกเขาตะนาวศรี มีพื้นที่ 2-3 ไร่ พื้นที่โดยรอบเป็นป่าไม้และภูเขาสูง อยู่ในท้องที่ตำบลหนองลู อำเภอ สังขละบุรี อยู่ห่างจากอำเภอสังขละบุรีประมาณ 20 กิโลเมตร และห่างตัวจังหวัดกาญจนบุรีไปทางเหนือประมาณ 245 กิโลเมตร สิ่งที่สำคัญของด่านเจดีย์สามองค์คือ มีเจดีย์เล็กๆ สามองค์ตั้งอยู่ตรงพรมแดนไทยและเมียนมาร์ ปัจจุบันองค์เจดีย์ทั้งสามองค์มีขนาดใกล้เคียงกัน มีลักษณะเป็นเจดีย์สูง 5 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ความสำคัญของด่านเจดีย์สามองค์ นอกจากเป็นเส้นทางผ่านไทยและเมียนมาร์ที่มีความสำคัญมานานแล้ว องค์พระเจดีย์ยังเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของกาญจนบุรีด้วย ปัจจุบันมีเส้นทางรถยนต์กาญจนบุรี - สังขละบุรีและสังขละบุรี - ด่านพระเจดีย์สามองค์ ที่สามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว

•  วัดวังก์วิเวการาม (Wat Wangwivegaram) ตั้งอยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี มีวิหารริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามและเป็นที่จำพรรษาของ “ หลวงพ่ออุตตมะ ” ซึ่งประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกะเหรี่ยงและเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเคารพนับถือ อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยาบรรจุพระบรมสารี - ริกธาตุ ผู้ที่จะเดินทางไปยังเจดีย์แห่งนี้ ต้องเลี้ยวขวาก่อนเข้าตัวอำเภอ มีป่ายบอกทางไปเจดีย์เป็นระยะทางอีก 5 กิโลเมตร

•  น้ำตกคลีตี้ (Kliti Wterfall) คลีตี้เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “ เสือโทน ” มีต้นน้ำอยู่บนยอดเขาดีกะ ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งนเรศวร การเดินทางไปน้ำตกคลีตี้บน ต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2 วัน จากบ้านกะเหรี่ยงคลีตี้ และจะต้องมีลูกหาบและคนนำทางส่วนน้ำตกคลีตี้ล่างอยู่เหนือทะเลสาบแควใหญ่บริเวณลำเขางู ใช้เวลาเดินทางเรือท่ากระดานหรือท่าหม่องกระแทะประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

•  น้ำตกตะเคียนทอง (Takaienthong Waterfall) ( น้ำก๊วย ) น้ำตกตะเคียนทองเป็นน้ำตกที่ถูกปกคลุมด้วยป่าไผ่ ดงหวาย ดงเฟิร์น และไม้ใหญ่ยืนต้นนานาพันธุ์ บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี แนวเขตชายแดนไทย - เมียนมาร์ ในเขตสังขละบุรี ตัวน้ำตกมีต้นน้ำอยู่ในเขตประเทศเมียนมาร์ ไหลเลาะเลื้อยมาตามแนวเขาที่กั้นเขตแดน สู่ประเทศไทยที่ห้วยซองกาเลีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นแม่น้ำแควน้อย จากความอุดมสมบูรณ์ของป่า ทำให้เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี แต่ละชั้นมีความงามแปลกตา ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นลานกว้าง มีน้ำตกไหลแผ่กระจายกันออกไป นักท่องเที่ยวสามารถเดินลุยน้ำไปตามน้ำตกเพื่อขึ้นไปชมในชั้นสูงๆ ได้ การเดินทางไปน้ำตกตะเคียนทองแยกจากอำเภอสังขละบุรี - ด่านเจดีย์สามองค์ไปประมาณ 8 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางเข้าน้ำตกอยู่ริมถนนด้านขวาเลี้ยวตามทางแยกไปบนถนนลูกรังอีกประมาณ 12 กิโลเมตร เส้นทางค่อนข้างแคบ และบางช่วงมีเนินสูงชัน และต้องตัดผ่านลำธารเป็นบางช่วง จึงควรใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือระกระบะในการเดินทาง เมื่อถึงจุดพักรถจะต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 30 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตก

•  น้ำตกกระเต็งเจ็ง (Krattengien Waterfall) เป็นน้ำตกที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อำเภอสังขละบุรี เป็นน้ำตกที่มีความสูงถึง 36 ชั้น นักท่องเที่ยวจะต้องปีนป่ายผ่านสายน้ำขึ้นไปตามชั้นต่างๆ จนถึงชั้นบนสุด เมื่อขึ้นไปถึงแล้วนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินป่าที่ยังคงสภาพป่าดิบอันสมบูรณ์ ระหว่างทางจะผ่านดงเฟิร์น ที่กว้างใหญ่ตระการตา ผ่านป่าระกำไฟ ลิ้นจี่ป่า มะไฟป่า และต้นไม้ยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ถึง 13 คนโอบ ตลอดทางเดินจะได้ยินเสียงน้ำตกกระทบโขดหินดังก้องอยู่ในป่าตลอดเวลา จัดเป็นเส้นทางการเดินป่าที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง การเดินทางไปน้ำตกกระเต็งเจ็งใช้เส้นทางทองผาภูมิ - สังขละบุรี จนถึงอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณขวามือของถนนก่อนถึงอำเภอสังขละบุรี ประมาณ 30 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็จะถึงตัวน้ำตก

•  ถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล (Kaewsawanbundan Cave) ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี ห่างจากด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร อาณาเขตของถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล กินบริเวณกว้างขวาง เนื่องจากเป็นถ้ำที่อยู่ในภูเขาทั้งลูก ภายในยังแบ่งเรียกถ้ำต่างๆ อีก 4 ถ้ำ คือ ถ้ำวังบาดาล ถ้ำมรกต ถ้ำแก้ว และถ้ำสวรรค์บันดาล แต่ละถ้ำมีความสลับซับซ้อนสามารถเดินเชื่อมทะลุถึงกันได้หมดทุกถ้ำ ภายในมีหินย้อยรูปทรงต่างๆ งดงามมาก เมื่อกระทบกับแสงไฟจะสะท้อนแสงแวววาวคล้ายถูกโรยไว้ด้วยกากเพชร การเข้าไปเที่ยวชมควรแต่งกายด้วยชุดที่รัดกุม เลือกสวมรองเท้าที่เหมาะสม และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะบางถ้ำมีโขดหินสูงชัน บางถ้ำต้องใช้วิธีการคลานและมุดไปตามซอกของช่องหิน และบางถ้ำต้องเดินผ่านธารน้ำเล็กๆ ภายในถ้ำที่มีระดับน้ำสูงประมาณเข่า หากต้องการจะเที่ยวชมให้ครบหมดทุกถ้ำ จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป การเดินทางใช้เส้นทางอำเภอสังขละบุรี - ด่านเจดีย์สามองค์ โดยเลี้ยวขวาที่บริเวณศาลาพักร้อนริมทาง ที่อยู่ก่อนด่านเจดีย์สามองค์ประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นขับรถไปตามถนนดินอีกประมาณ 700 เมตร เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางอีก 200 เมตร

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอศรีสวัสดิ์

•  เขื่อนศรีนครินทร์ (Srinakarin Dam) ตั้งอยู่ที่เขตตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 70 กิโลเมตร เขื่อนนี้เดิมมีชื่อเขื่อนเจ้าเณร เพราะตั้งอยู่ที่บ้านเจ้าเณร เป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2516 แล้วเสร็จ พ . ศ . 2523 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนวัตถุประสงค์ที่รองลงไปคือ การชลประทาน บรรเทาอุทกภัย การคมนาคม อุปโภคบริโภค สถานที่พักผ่อน การประมง การเจือจางน้ำเสีย และการผลักดันน้ำเค็ม เป็นต้น การเดินทางไปเขื่อนศรีนครินทร์ใช้เส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - น้ำตกเอรา - วัณ และมีทางรถยนต์ต่อจากบริเวณน้ำตกเอราวัณ ถึงตัวเขื่อนประมาณ 4 กิโลเมตร

•  น้ำตกเอราวัณ (Erawan Waterfal) เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงาม บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ น้ำตกเอราวัณมีความยาว 2,000 เมตร ทั้งหมด 7 ชั้น อยู่ห่างจากตัวเมือง 65 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสายกาญจนบุรี - ศรีสวัสดิ์ ( ทางหลวงหมายเลข 3199) เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 56 แยกซ้ายข้ามสะพานเข้าตลาดเขื่อนศรีนครินทร์ตรงไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงลานจอดรถแล้วเดินต่อไปอีก 500 เมตร จะถึงน้ำตก สำหรับการเดินทางโดยรถประจำทางมีรถออกจากสถานีขนส่งใกล้ที่ทำการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มายังตลาดเขื่อนศรีนครินทร์ทุกวันที่บริเวณน้ำตกเอราวัณมีบ้านพักของกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย

•  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ (Khao Numphu Natural and Wildlife Education Center ) ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 55 กิโลเมตร ริมทางหลวงกาญจนบุรี - ศรีสวัสดิ์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระมีการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อการศึกษาวิจัย มีเส้นทางเดินเท้าผ่านลำธาร เนินเขา หน้าผา เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาธรรมชาติ พันธุ์ไม้และสัตว์ป่าโดยใช้เวลาเดินทางไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมง ในบริเวณมีค่ายพักแรมสำหรับเยาวชน ติดต่อล่วงหน้าโดยการทำหนังสือถึงกองอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมป่าไม้

•  อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ ( Chaloemratranakosin Park ) หรือถ้ำธารลอด อยู่ในบริเวณหมู่บ้านท่าลำใย ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีไปตามเส้นทางกาญจนบุรี บ่อพลอย และหนองปรือ ประมาณ 90 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาตินี้รู้จักกันดีในนามถ้ำธารลอด ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์เมื่อ พ . ศ . 2535 อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์เป็นกลุ่มสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งคือ ถ้ำธารลอดใหญ่ ถ้ำธารลอดน้อย น้ำตกไตรตรึงส์ น้ำตกธารทอง น้ำตกธารเงิน เป็นต้น

ถ้ำธารลอดอยู่ในบริเวณเขาตลอด ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเดิมคือ ถ้ำตลอดน้อยและถ้ำตลอดใหญ่ และเปลี่ยนชื่อให้มีความหมายตามสภาพของถ้ำมาเป็นถ้ำธารลอดน้อยและถ้ำธารลอดใหญ่ เมื่อ พ . ศ . 2516 ลำธารที่ไหลผ่านถ้ำธารลอดมีชื่อว่าลำกระพร้อย ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ที่เทือกเขากำแพง ถ้ำธารลอดน้อยมีความกว้างประมาณ 50 เมตร และยาวประมาณ 270 เมตร มีลักษณะทางธรณีวิทยาเป็นทางน้ำใต้ดิน (subteranian stream) ซึ่งไหลผ่านใต้เนินเขาในช่วงต่อระหว่างหินปูนกับหินแกรนิต ต่อมาน้ำได้กัดกร่อนหินจนเกิดเป็นช่องลำธารใต้ภูเขาและเมื่อระดับน้ำลดต่ำลงเกิดช่องว่างตอนบนซึ่งมีหินงอกหินย้อยเกิดขึ้น

น้ำตกไตรตรึงส์อยู่เหนือถ้ำธารลอดน้อยประมาณ 1,500 เมตร เป็นน้ำตกขนาด 3 ชั้น แต่ละอยู่ห่างกันประมาณ 100-200 เมตร แต่ละชั้นมีความงามแตกต่างกัน ชั้นที่ 1 มีแอ่งน้ำลึกสามารถอาบน้ำได้ ชั้นที่ 2 มีขนาดน้ำตกกว้างและใหญ่ ส่วนชั้นที่ 3 น้ำตกสูงกว่า 20 เมตร จากน้ำตกชั้นที่สามจะเป็นเส้นทางสูงชันไปสู่ถ้ำธารลอดใหญ่

ถ้ำธารลอดใหญ่อยู่ห่างจากน้ำตกไตรตรึงส์ชั้นที่ 3 ประมาณ 500 เมตร ลักษณะของถ้ำทางธรณีวิทยาเรียกว่า สะพานธรรมชาติ ( Natural Bridge ) ซึ่งแต่เดิมในบริเวณนี้ปกคลุมด้วยหินปูน ต่อมาเกิดทางน้ำไหลผ่านกัดเซาะจนเกิดโพรงถ้ำขึ้น และเมื่อระดับน้ำลดลงจึงมีโพรงถ้ำขนาดใหญ่มองดูเหมือนสะพานธรรมชาติบนพื้นดิน ถ้ำธารลอดใหญ่มีขนาดกว้างขวาง มีลักษณะเหมือนเพิงหินขนาดใหญ่เชื่อมติดกันและสูงจากพื้นดินมาก ตรงเพดานถ้ำส่วนหนึ่งพังทลายลงมาเหมือนปล่องทำให้แสงสว่างผ่านได้ ลำธารที่ไหลผ่านถ้ำธารลอดใหญ่คือ ลำกระพร้อยซึ่งเป็นสายเดียวกันกับลำธารที่ผ่านถ้ำธารลอดน้อย

น้ำตกธารทองและน้ำตกธารเงิน (Than Thong and Than Ngen Waterfall) อยู่ใกล้เคียงกับทางเข้าถ้ำธารลอดน้อย เป็นน้ำตกที่มีต้นน้ำอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขากำแพง ไหลมาตามลำห้วยทองหลาง น้ำตกธารเงินเป็นน้ำตกขนาดเล็กลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ส่วนน้ำตกธารทองเป็นน้ำตกขนาดใหญ่มี 15 ชั้น สองข้างทางมีพรรณไม้ป่านานาชนิด การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ใช้เส้นทางรถยนต์สายกาญจน - บุรี - บ่อพลอย ผ่านอำเภอบ่อพลอยไปตามทางรถยนต์ บ่อพลอย - ถ้ำธารลอดอีกประมาณ 50 กิโลเมตร

•  น้ำตกห้วยขมิ้น (Huai Kamint Waterfall) อยู่ฝั่งตะวันตกของทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ในบริเวณบ้านห้วยขมิ้น อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากเมืองกาญจนบุรีประมาณ 100 กิโลเมตร น้ำตกห้วยขมิ้นได้รับการเผยแพร่สู่นักท่องเที่ยวเมื่อ พ . ศ . 2522 น้ำตกแห่งนี้เกิดจากลำห้วยแม่ขมิ้น และไหลลงสู่ทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ น้ำตกแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือตอนบนและตอนล่าง แต่ละตอนมีความยาวหลายกิโลเมตร และมีความงามไม่น้อยไปกว่าน้ำตกเอราวัณ การเดินทางไปยังน้ำตกห้วยขมิ้นใช้เส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - เขื่อนศรีนครินทร์ และใช้เส้นทางรถยนต์หลังเขื่อนอีกประมาณ 40 กิโลเมตรจะถึงบริเวณน้ำตกอีกเส้นทางหนึ่งเดินทางเรือจากทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ประมาณ 30 นาที แล้วเดินเท้าจากท่าเรือน้ำตกห้วยขมิ้นอีก 2 กิโลเมตรก็จะถึงบริเวณน้ำตก

•  ถ้ำพระธาตุ (Prathat Cave) อยู่ในบริเวณภูเขาแก่งเรียง ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ( เขาสลอบ ) ห่างจากน้ำตกเอราวัณประมาณ 1 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทางเหนือประมาณ 77 กิโลเมตร แต่เดิมถ้ำนี้มีชื่อว่าถ้ำดุสิตมหึมา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นถ้ำพระธาตุ ตามลักษณะของหินปูน หรือแคลเซียมคาร์บอเนตที่ผสมอยู่ในน้ำ และเกิดเป็นผลึกเล็กๆ เรียกว่า ไข่มุกถ้ำ (cave pearl) คล้ายพระธาตุ การเดินทางไปถ้ำพระธาตุสะดวกมาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางตามเส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - เขื่อนศรีนครินทร์ แล้วผ่านเส้นทางหลังเขื่อนอีกประมาณ 8 กิโลเมตร จากนั้นเดินเท้าอีกประมาณ 500 เมตร จึงถึงปากถ้ำ

•  ถ้ำองจุ (Ongiu Cave) อยู่บริเวณเทือกเขาองจุ ตำบลนาสวน อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากอำเภอศรีสวัสดิ์ประมาณ 22 กิโลเมตร ถ้ำองจุเป็นถ้ำสูงจากพื้นดินประมาณ 150 เมตร มีลักษณะเป็นโพรงหินลึกเข้าไปในภูเขา ภายในถ้ำมีขนาดกว้างขวางพื้นถ้ำราบเรียบและมีหินงอกหินย้อยเกิดขึ้นเป็นรูปลักษณะต่างๆ ถ้ำองจุมีลักษณะพิเศษกว่าถ้ำอื่นๆ เพราะเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ภายในถ้ำมีหลวงพ่อองจุซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเก่าแก่ ขนาดหน้าตัก 6 ศอก สูง 9 ศอกเศษ การเดินทางไปถ้ำองจุใช้เส้นทางรถยนต์กาญจนบุรี - ศรีสวัสดิ์ ข้ามแพขนานยนต์เหนือเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านทางเข้าอำเภอศรีสวัสดิ์ไปทางเส้นทางศรีสวัสดิ์ - บ้านปลายนาสวนอีกประมาณ 20 กิโลเมตร จึงถึงทางเข้าวัดถ้ำองจุ

•  สวนเวลารำลึก เป็นสวนที่อยู่ภายในเขื่อนศรีนครินทร์ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้สร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมพระเกียรติและรำลึกถึงำพระกรุณาธิคุณในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีทางพระเจริญมายุครบ 90 พรรษา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2533 สวนเวลารำลึกนี้ เป็นสวนปฏิมากรรม บอกเวลาบนลานกว้างของพื้นที่สวน 30 ไร่ ของเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นเครื่องเตือนใจให้รำลึกถุงคุณค่าแห่งชีวิตที่ก้าวล่วงเวลาทุกนาทีที่ผ่านไป สมดังพระราชหฤทัยของสมเด็จย่าที่ทรงตระหนักเป็นแน่แท้ว่า “ เวลาเป็นของมีค่า ” ซึ่งควรจะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่ควรปล่อยให้ล่วงเลยไปอย่างไร้ประโยชน์ สัญลักษณ์แห่งสวนนี้จึงเป็นนาฬิกาแดดและลานรอบนาฬิกาแดดเป็นประติมากรรมคอนกรีตเสริมเหล็กทางเข้าจะเป็นบ่อน้ำพุขนาดใหญ่ บนลานโดยรอบจะมีที่นั่งพักผ่อนเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของเขื่อนศรีนครินทร์

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอท่ามะกา

•  โบราณสถานพงตึก (Ruins of Ancient Pongtuk) เป็นโบราณสถานสมัยทวาราวดีพุทธศตวรรษที่ 13-16 ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับวัดดงสักทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง ตรงข้ามกับหมู่บ้านท่าหว้า ในเขตหมู่ที่ 4 ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่ามะกาประมาณ 6 กิโลเมตร โบราณสถานแห่งนี้ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 90 กิโลเมตร ห่างจากตังจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 38 กิโลเมตร โบราณสถานประกอบด้วย ซากอาคารหลายแห่ง เช่น ซากอาคารขนาดใหญ่อยู่ใกล้ศาลเจ้า ซากอาคารขนาดเล็กในบริเวณบ้านนายมา ซากอาคารสี่เหลี่ยมจัตุรัสบริเวณสวนกล้วย นอกจากนี้ยังมีการพบโบราณวัตถุสำคัญอีกจำนวนมาก ที่แสดงให้เห็นว่าพงตึกเป็นชุมชนโบราณที่เคยมีความสำคัญในอดีต เช่น ตะเกียงโรมันสำริด การเดินทางไปโบราณสถานพงตึกที่สะดวกที่สุดใช้เส้นทางจากกรุงเทพมหานคร ตามถนนเพชรเกษม และถนนแสงชูโต แยกเข้าพงตึกตรงสะพานวัดดงสักอีก 1 กิโลเมตร

•  พระแท่นดงรัง (Pra Than Dong Rung) อยู่ในเขตหมู่ที่ 7 ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่ามะกาประมาณ 16 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 38 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 100 กิโลเมตรเศษ พระแท่นดงรังเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณพระแท่นดงรังเป็นเนินเขาเตี้ยๆ และป่าไม้มีเนื้อที่ประมาณ 2,390 ไร่ โดยเป็นเขตของวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร ประมาณ 100 ไร่เศษ นอกนั้นเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติพระแท่นดงรัง วัดพระแท่นดงรังวรวิหารเป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในระยะใกล้เคียงกับการค้นพบพระแท่นดงรัง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาในวันที่ 26 ธันวาคม พ . ศ . 2515 จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกวัดพระแท่นดงรังเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร สถานที่สำคัญในบริเวณวัดพระแท่นดงรังวรวิหารคือ วิหารพระแท่นดงรังตั้งอยู่เชิงเขาเตี้ยๆ ที่เรียกว่าเขาถวายพระเพลิง ตัววิหารสร้างคลุมองค์พระแท่นดงรังที่สมมติว่าเป็นพระแท่นบรรทมของพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานบนพระแท่นนี้ การเดินทางไปพระแท่นดงรังจากกรุงเทพ - มหานคร ใช้เส้นทางรถยนต์สายเพชรเกษม และถนนแสงชูโต แยกเข้าถนนท่าเรือพระแท่นอีกประมาณ 16 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งมาตามถนนเพชรเกษมและมาลัยแมน แยกเข้าถนนกำแพงแสน - พนมทวนอีกประมาณ 22 กิโลเมตร

•  รอยพระพุทธบาทจำลองและฆ้องมโหระทึกวัดเขาสะพายแร้ง วัดเขาสะพายแร้งอยู่ในเขตหมู่ 2 ตำบลสนามแย้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่ามะกาประมาณ 13 กิโลเมตร วัตถุโบราณที่พบที่วัดนี้มีอายุตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุสำคัญคือรอยพระพุทธบาทจำลอง ฆ้องมโหระทึก เครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยหินและเครื่องปั้นดินเผา

•  อุทยานมัจฉาสังกะวาส อยู่ในบริเวณวัดหวายเหนียว ตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา อุทยานแห่งนี้มีปลาสังกะวาสเลี้ยงไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยากทั้งยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอท่าม่วง

•  เขื่อนวชิราลงกรณ์ (Wachiralongkorn Dam) ตั้งอยู่ในเขตตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 14 กิโลเมตร จัดเป็นเขื่อนชลประทานที่มีความสำคัญที่สุดของโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำแม่กลอง เขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนแห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2507 เพื่อการชลประทานในลุ่มแม่น้ำแม่กลองตอนล่าง จำนวน 3 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี สุพรรณบุรี นครปฐมและสมุทรสาคร การเดินทางไปเขื่อนแห่งนี้ใช้เส้นทางถนนแสงชูโตและแยกเข้าตัวเขื่อนที่ตัวอำเภอท่าม่วงอีก 3 กิโลเมตร

•  วัดมโนธรรมาราม (Wat Manothunmaram) หรือวัดนางโน ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง เขตตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ประมาณ 4 กิโลเมตร วัดนี้เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามีปูชนียสถานสำคัญดังนี้ พระพุทธไสยาสน์เก่าสร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างด้วยปูนปั้นผิวนอกขัดปูน พระปรางค์ขนาดความสูง 20 เมตร สร้างด้วยอิฐถือปูนในระยะใกล้เคียงกับพระพุทธไสยาสน์ การเดินทางไปวัดมโนธรรมาราม ใช้เส้นทางผ่านเขื่อนวชิราลงกรณ์ ตามถนนลาดยางต่อจากเขื่อนอีก 4 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งใช้เส้นทางข้ามสะพานหน้าศาลากลางจังหวัดแล้วแยกซ้ายตรงเชิงสะพานต่อเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร

•  วัดถ้ำเสือ (Wat Thumsuae) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง บริเวณเขาน้อยซึ่งมีความสูงไม่มากนัก ในท้องที่ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ 4 กิโลเมตร วัดถ้ำเสือมีปูชนียสถานสำคัญคือ พระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี อุโบสถอัฐมุขทรงไทย รอยพระบาทหินธรรมชาติลึก 2.50 เมตร กว้าง 1.50 เมตร น้ำขังตลอดปี ถ้ำหลวงพ่อปู่หรือถ้ำเสือมีรูปปั้นพระสงฆ์เก่าแก่ไม่ปรากฏนามชัดเจน พระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาทเป็นเจดีย์สูง 59 เมตร ขนาด 9 ชั้น เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร ชั้นที่ 8 บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดีย การเดินทางไปวัดถ้ำเสือใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปวัดมโนธรรมาราม

•  วัดบ้านถ้ำ (Wat banthum) เป็นวัดเก่าแก่ในเขตตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง สร้างในสมัยสุโขทัย ต่อเนื่องกับสมัยอยุธยา ภายในบริเวณวัดมีปูชนียสถานสำคัญหลายแห่ง เช่น พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย อู่ทอง และอยุธยา พิพิธภัณฑ์วัดบ้านถ้ำเป็นที่จัดแสดงพระพุทธรูปสมัยต่างๆ รวมถึงเครื่องใช้ต่างๆ ถ้ำคุหามังกรสวรรค์ หรือถ้ำนางบัวคลี่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 8 ศอก สูง 11 ศอก นอกจากนี้ยังมีถ้ำใหญ่เล็กอีกหลายถ้ำ เช่น ถ้ำม่านวิจิตร ถ้ำดอกจอก ถ้ำขุนแผน ถ้ำดุสิต ถ้ำหมืนหาญ และถ้ำนางนวล ถ้ำแต่ละแห่งมีหินงอกหินย้อยรูปลักษณะต่างๆ กัน การเดินทางไปวัดบ้านถ้ำใช้เส้นทางเดียวกับวัดถ้ำเสือ

•  วัดถ้ำเขาน้อย (Wat Thumkaonoi) ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลองติดกับวัดถ้ำเสือ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัดสร้างด้วยศิลปะแบบจีน สิ่งก่อสร้างที่สำคัญและสวยงามคือเก๋งแบบจีนบนยอดเขาน้อย การเดินทางไปวัดเขาน้อยใช้เส้นทางเดียวกับทางไปบ้านถ้ำ

•  วัดสันติคีรีบรมธาตุ (Wat Santikeereborommathat) วัดนี้เดิมชื่อวัดเขาดิน ตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้านเขาดิน หมู่ที่ 4 ตำบลท่าล้อ สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2494 ต่อมาใน พ . ศ . 2498 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดสันติคีรีบรมธาตุ ด้วยเป็นวัดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปสำริดสมัยสุโขทัย คือ พระร่วงโรจน์ประดิษฐานอยู่ในวิหารพระร่วง วัดเขาดินตั้งอยู่ริมถนนแสงชูโต ห่างจากอำเภอท่าม่วงประมาณ 2 กิโลเมตร

 

•  สถานที่ที่องเที่ยว : อำเภอพนมทวน

•  บ้านดอนเจดีย์ (Ban Donchedi) ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร องค์เจดีย์เป็นโบราณสถานสมัยอยุธยา มีลักษณะฐานกลมกว้างประมาณ 12 เมตร ส่วนยอดหักพังลงเหลือความสูงเพียง 7 เมตร นอกจากเจดีย์ทรงกลมดังกล่าวแล้ว ในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีเจดีย์อีก 3 องค์ ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 300 เมตร เจดีย์องค์กลางสร้างขึ้นลักษณะเป็นปรางค์มียอดบนบานออก เจดีย์ทรงปรางค์นี้เป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง บริเวณดอนเจดีย์ได้ขุดพบโครงกระดูก กระดูกช้าง ม้า เครื่องมือ เครื่องใช้ในการทำสงครามจำนวนมาก จึงเชื่อกันว่าบริเวณนี้เคยเป็นสมรภูมิสงครามไทยรบเมียนมาร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ในบริเวณดอนเจดีย์ยังพบหลักฐานของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ พ . ศ . 2535 เช่นโครงกระดูกมนุษย์ และเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่า บ้านดอนเจดีย์เป็นชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว การเดินทางไปดอนเจดีย์ใช้เส้นทางกาญจนบุรี - อู่ทอง มีเส้นทางเข้าวัดดอนเจดีย์ที่กิโลเมตรที่ 15 อีกประมาณ 5 กิโลเมตร

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอบ่อพลอย

•  บ่อพลอย (Bo Ploi) บ่อพลอยอยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 45 กิโลเมตร บริเวณตัวอำเภอบ่อพลอยเป็นแหล่งขุดพลอยที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรีมานานแล้วในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการขุดพลอยส่งไปยังกรุงเทพ - มหานครเรียกว่าส่วยพลอย ต่อมาได้มีประชาชนท้องถิ่นใกล้เคียงเข้าไปขออนุญาตทางราชการมากขึ้นจนกลายเป็นแหล่งชุมชนใหญ่ การขุดพลอยแต่เดิมใช้เครื่องมือเครื่องใช้แบบง่ายๆ เช่น จอบ ชะแลง ปุ้งกี๋ กระป๋อง คันโพงโดยขุดหลุมพลอยเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือหลุมกลม ลึกประมาณ 10-15 เมตร จะพบชั้นพลอยหรือที่ชาวเหมืองเรียกกันว่าชั้นแร่หรือกะสะ ชั้นนี้จะมีความหนาประมาณ 1-5 เมตร หรือโดยเฉลี่ยประมาณ 3 เมตร

พลอยที่มีชื่อเสียงซึ่งขุดได้จากบ่อพลอยคือพลอยสีน้ำเงิน ( ไพลิน ) พลอยสีเหลือง ( บุษราคัม ) นอกจากนี้ยังมีพลอยสีอื่นๆ ที่มีคุณภาพและราคาด้อยลงมา เช่น พลอยสีผักตบชวา สีเขียวคราม สีหมอกมัว และสีดำ ( นิล ) ในปัจจุบันการทำเหมืองพลอยแบบดั้งเดิมหมดลงแล้ว เนื่องจากได้มีการเปิดสัมปทานเป็นเหมืองพลอยขนาดใหญ่ ที่ใช้เครื่องจักร และเครื่องมือทันสมัย มีการผลิตเพื่อการค้าขายในประเทศและมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ การเดินทางไปเหมืองพลอยอำเภอบ่อพลอยใช่เส้นทางกาญจนบุรี - ศรีสวัสดิ์ และแยกเข้าอำเภอบ่อพลอยที่บ้านลาดหญ้าอีกประมาณ 31 กิโลเมตร

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอเลาขวัญ

•  อ่างเก็บน้ำห้วยเทียน (Huaitien Reservoir) อ่างเก็บน้ำห้วยเทียน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเทียนเป็นโครงการชลประทานขนาดกลางที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของตำบลหนองโสน ตำบลหนองปลิง และตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ โดยอยู่ห่างจากตัวอำเภอเลาขวัญประมาณ 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางรถยนต์สายเลาขวัญ - อำเภอหนองปรือ และอยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 100 กิโลเมตร ตามเส้นทางกายจนบุรี - หนองปรือ - เลาขวัญ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเทียนอยู่ในบริเวณเดียวกับป่าดอนแสลบ - เลาขวัญ เป็นพื้นที่ที่มีภูมิประเทศสวยงาม และอยู่ห่างจากเส้นทางรถยนต์สายเลาขวัญ - หนองปรือเพียง 2 กิโลเมตร จึงเป็นสถานที่สำคัญที่เหมาะต่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอเลาขวัญ

•  วัดโบสถ์สระจิกด่าน (Wat Botsrajikdan) วัดโบสถ์สระจิกด่านหรือวัดเก่าเลาขวัญ ตั้งอยู่ริมทางรถยนต์สายเลาขวัญ - อู่ทอง ตำบลเลาขวัญ ห่างจากอำเภอเลาขวัญประมาณ 2 กิโลเมตร วัดโบสถ์กระจิกด่านเป็นวัดโบราณสร้างขึ้นประมาณสมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในบริเวณวัดมีเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ มีสระน้ำโบราณเรียกว่าสระจิกด่าน วัดนี้ มีโบสถ์เก่าล้อมด้วยกำแพงแก้ว ภายในกำแพงแก้วมีเจดีย์ราย 4 องค์ มีเสมา 8 องค์ ใบเสมาของโบสถ์เป็นหินทรายแกะสลักลวดลายสวยงามมาก ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังลายดอกไม้และเทวดาและมีพระพุทธรูปเก่าประดิษฐานอยู่ 4 องค์

•  บ้านห้วยหิน (Ban Huai Hin) ตั้งอยู่บริเวณบ้านห้วยหินหมู่ที่ 1 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 100 กิโลเมตร และห่างจากอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ตามเส้นทางรถยนต์สายอู่ทอง - สระกระโจม - เลาขวัญ ประมาณ 50 กิโลเมตร บ้านห้วยหินมีลักษณะเป็นที่ราบมีลำห้วยวังหินซึ่งเป็นลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่านทางตะวันออก จากการขุดค้นของกรมศิลปากรเมื่อ พ . ศ . 2530 ได้พบโบราณวัตถุหลายอย่าง เช่น เปลือกหอยโข่งจำนวนมาก ขี้ตระกรันของเหล็กหลายแห่ง กระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ เครื่องปั้นดินเผาของจีนอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-18 เครื่องถ้วยลพบุรีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-18 โบราณวัตถุที่พบที่บ้านห้วยหินเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณบ้านห้วยหินเป็นชุมชนโบราณสมัยลพบุรีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอหนองปรือ

•  โครงการพระราชดำริห้วยองคต โครงการห้วยองคตอยู่ในพื้นที่ตำบลสมเด็จเจริญ ห่างจากอำเภอหนองปรือประมาณ 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางรถยนต์หนองปรือ - ห้วยองคต และอยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีตามเส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - ด่านช้าง - ห้วยคต ประมาณ 80 กิโลเมตร โครงการห้วยองคต เป็นโครงการพระราชดำริเพื่อสร้างชุมชนเกษตรกรรมสมัยใหม่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ทรุดโทรม จึงเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชากรในท้องถิ่นและยังเป็นแหล่งศึกษาและแหล่งท่องเที่ยว เพราะสภาพแวดล้อมมีการจัดภูมิทัศน์สวยงาม

•  เขาหินตั้ง (Kao Hin Tunk) เขาหินตั้งอยู่ในบริเวณบ้านเขาหินตั้ง ตำบลสมเด็จเจริญ ห่างจากอำเภอหนองปรือไปทางเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร เขาหินตั้งเป็นแท่งหินแกรนิตธรรมชาติขนาดสูง 8 เมตร ความยาวโดยรอบประมาณ 10 เมตร มีลักษณะเหมือนแท่งหินปักลงไปในดินท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา

•  ธารพุร้อน (Than Hot Spring) ธารพุร้อน อยู่ระหว่างอำเภอหนองปรือและถ้ำธารลอด ห่างจากอำเภอหนองปรือไปทางเหนือประมาณ 15 กิโลเมตร ธารพุร้อนหนองปรือเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดินแล้วไหลมารวมกันเป็นลำธาร

•  ถ้ำฤาษี ถ้ำลับแล และถ้ำเนรมิตร (Thum Neramitre) ถ้ำฤาษี ถ้ำลับแล และถ้ำเนรมิตร เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันบริเวณเทือกเขาหินตั้ง บ้านห้วยใหญ่ หมู่ที่ 13 ตำบลหนองปรือ ทั้งสามถ้ำเป็นถ้ำที่เพิ่มพบใหม่ อยู่ห่างจากตัวอำเภอหนองปรือไปทางเหนือประมาณ 18 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีอากาศถ่ายเทสะดวก มีหินงอกหินย้อยลักษณะต่างๆ กัน

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอด่านมะขามเตี้ย

อำเภอด่านมะขามเตี้ยเป็นอำเภอที่จัดตั้งใหม่ ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยวจึงยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร สถานที่สำคัญที่ควรปรับปรุงเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว คือ

•  วัดถ้ำอ่างหิน บ้านท่าโป่ง หมู่ที่ 3 ตำบลจรเข้เผือก

•  วัดด่านมะขามเตี้ย ตำบลด่านมะขามเตี้ย

•  วัดเขาปู่คง บ้านเขาปู่คง หมู่ที่ 10 ตำบลกลอนโด

•  วัดเขาชะอางค์ ตำบลหนองไผ่

ลำน้ำภาชีถ้าได้รับการขุดลอกให้มีน้ำไหลตลอดปีสามารถเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง เพราะเคยเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

แม่น้ำแควน้อยช่วงตำบลจรเข้เผือกและตำบลกลอนโด เป็นช่วงที่มีแม่น้ำลึกและสวยงามเหมาะต่อการท่องเที่ยวตามลำน้ำ

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอห้วยกระเจา

•  หนองนาทะเล (Nong Na Thale) ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 อำเภอห้วยกระเจา ด้านที่ว่าการอำเภอห้วยกระเจาในปัจจุบัน หนองนาทะเลเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอห้วยกระเจา มีพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ แหล่งน้ำแห่งนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาการในหมู่บ้านห้วยกระเจาและใกล้เคียงสำหรับใช้บริโภคและอุปโภค นอกจากนี้สภาพโดยรอบมีภูมิประเทศสวยงามเหมาะที่จะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

•  โบราณสถานวัดสระลงเรือ (Ruins of Ancient Wat Sralongrua) วัดสระลงเรืออยู่ในบริเวณหมู่บ้านสระลงเรือ ตำบลสระลงเรือ ภายในวัดมีซากโบราณและเจดีย์ 2 องค์ สันนิษฐานสร้างในมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในบริเวณวัดสระลงเรือเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากเคยเป็นค่ายของขบวนการเสรีไทยที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีสมัยนั้น

•  โบราณสถานวัดเขารักษ์ (Ruins of Ancient Wat Kaoruk) วัดเขารักษ์ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านเขารักษ์ ตำบลดอนแสลบ โบราณสถานสำคัญคือ ปรางค์โบราณสมัยอยุธยาตั้งอยู่บนยอดเขารักษ์

โบราณสถานวัดสระดอนกระเบื้อง (Ruins of Ancient Wat Sradonkrabung) วัดสระดอนกระเบื้องอยู่ในบริเวณหมู่บ้านดอนแสลบ ตำบลดอนแสลบ ภายในวัดมีโบราณสถานสำคัญคือโบสถ์และปรางค์โบราณสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยูธยา

ประวัติศาสตร์จังหวัดกาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรีมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เป็นดินแดงที่มีความสืบเนื่องในทางประวัติศาสตร์และยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทั้งนี้เนื่องสภาพภูมิศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ แหล่งน้ำตามธรรมชาติ และที่ราบลุ่มแม่น้ำ นับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดกาญจนบุรีแบ่งออกได้เป็น 3 ตอน คือยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์ และยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

 

กาญจนบุรีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์

การศึกษาเรื่องสมัยก่อรประวัติศาสตร์ของไทยเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก คือการค้นพบหลักฐานในจังหวัดกาญจนบุรี เริ่มจากในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ( พ . ศ . 2484-2488 ) กองทัพของจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น ได้บุกเข้าโจมตีฐานทัพของประเทศสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ลฮาเบอร์ ในมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเพิร์ลฮาเบอร์แตก ก็ได้ส่งทหารเข้าโจมตีประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มจากฟิลิปปินด์ มลายู สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยญี่ปุ่นต้องการใช้เป็นฐานทัพที่จะรุกเข้าไปในเมียนมาร์และอินเดีย ซึ่งขณะนั้นอยู่ในการปกครองของอังกฤษ ด้วยความประสงค์ดั้งกล่าว กองทัพญี่ปุ่นจึงสร้างทางรถไฟเพื่อลำเรียงยุทธปกรณ์จากไทยไปเมียนมาร์ โดยได้เกณฑ์เฉลยศึกชาวอังกฤษ ฮอลันดา และออสเตรเลียที่จับมาจากประเทศต่าง ๆ เช่น

อินโดนิเซีย ฟิลิปปินด์ มลายู สิงค์โปร์ ฯลฯ รวมทั้งว่าจ้างแรงงานกรรมกร จากมลายู อินเดีย จีน และไทย ฯลน ทางรถไฟสายนี้แยกจากทางรถไฟสายใต้ โดยเริ่มจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโปง จังหวัดราชบุรี เลียบลำน้ำแม่กล่อง สร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่ลำน้ำแควใหญ่ที่บ้านท่ามะขาม และพเลียบตามลำน้ำแควน้อยขึ้นไปจนถึงด่านพระเจดีย์สามองค์เข้าสู่ประเทศเมียนมาร์

ในขณะที่เชลยศึกถูกบังคับให้ทำงานหลัก มีนักโบราณคดีชาวออลันดาที่ได้มาทำการขุดค้นอยู่ที่อินโดนิเซีย คือ ดร . แวน ฮิกเกอเรน ( Dr.H.R.Van Heckeren) ถูกจับตัวมาสร้างทางรถไฟที่กาญจนบุรี ระหว่างที่ก่อสร้างทางรถไฟแถวสถานีบ้านเก่า ตำบลจระเข้เผือกอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ดร . แวน ได้พบเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์จึงได้เก็บซุกซอนเอาไว้ เมื่อสงครามสงบ ดร . แวน ได้นำเครื่องมือหินรวม 7 ชิ้น ไปตรวจสอบที่สถาบันพีบอดี้ มหาวิทยาลัยฮาร์ด สหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบโดยศาสตร์จารย์ฮัลเลม เอช โมเวียสจูเนียร์

( Hallem H.Movius Jr.) ได้วินิจฉัยว่าเครื่องมือหินกรวดเหล่านี้ มีลักษณะคล้ายกับที่พบแล้วที่

สหพันธ์มลายา ประเทศอินโดนีเซียและประเทศจีน

พ . ศ . 2499 ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ศาสตราจารย์โมเวียส แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้ส่งลูกศิษย์คือ นายคาร์ล จี โอเดอร์ ( Karl G.Heider ) เข้ามาสำรวจที่กาญจนบุรี

โดยมีข้าราชการกรมศิลปากร ร่วมด้วยคือ คณะสำรวจที่ได้ทำการสำรวจที่บริเวณระหว่างสถานีรถไฟบ้านเก่า และสถานีท่ากิเลน ผลการสำรวจเครื่องมือหินกรวดจากพื้นผิวดิน 104 ชิ้น เครื่องมือหินสะเก็ด 4 ชิ้น ขวานหินขัด และเศษภาชนะดินเผาสมัยหินใหม่หลายชิ้นเฉพาะเครื่องมือหินกรวด ได้ส่งไปตรวจสอบที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเครื่องมือหินเหล่านี้ไม่ได้พบจากการขุดค้นในชั้นดิน และไม่มีหลักฐาน เช่น ซากสัตว์ โครงกระดูกมนุษย์ยืนยันประกอบ ฯลฯ จึงไม่สามารถวินิจฉัยว่า เป็นเครื่องมือของมนุษย์ในสมัยหินเก่า (Palaeolithic period ) ทั้งหมด หรือ เป็นของมนุษย์สมัยหินกลาง (Mesolithic period ) ศาสตราจารย์โมเวียส คงให้คำวินิจฉัยแต่เพียงว่า ในจำนวนเครื่องมือหินกรวด 104 ชิ้น นี้บางส่วนเป็นเครื่องมือสมัยหินเก่า บางส่วนเป็นเครื่องมือสมัยหินกลาง การกำหนดอายุสมัยดังกล่าวอาศัยตรวจดูลักษณะ และวิธีกะเทาะว่าหยาบหรือประณีตเพียงใด และเรียกเครื่องมือหินที่พบนี้ว่า “ วัฒนธรรมเฟงน้อย ? (Fengonl or Fengnioian) โดยใช้เครื่องมือที่ค้นพบลำน้ำแควน้อยเรียกเพี้ยนไปว่า เฟงน้อย ฟิงน้อย ต่อมามีการศึกษาสำรวจขุดค้นในจังหวัดกาญจนบุรีอีกหลายครั้ง ได้พบหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก เช่น โครงกระดูกสมัยหินใหม่ เครื่องมือหินกะเทาะ เครื่องมือหินขัด ภาชนะดินเผา กระดูกสัตว์ พระพุทธรูป สำริด เครื่องประดับ ฯลฯ ( มหาวิทยาลัยมหิดล 2542 : 36 )

จากการศึกษาเรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดกาญจนบุรี มีหลักฐานเรื่องราวสืบต่อกันมาโดยไม่ขาดสาย ตามการแบ่งยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของนักโบราญคดี ดังนี้

1. สมัยหินเก่า (Palaeolithic period ) อายุประมาณ 10,000 – 500,000 ปีมาแล้วมนุษย์ในสมัยนี้จัดเป็นสังคมนายพราน ล่าสัตว์เร่ร่อน ไม่มีถิ่นฐานแน่นอน พบหลักฐานตามถ้ำเพิงผา แลที่ราบริมแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ หลักฐานที่พบได้แก่เครื่องหินกรวดกะเทาะหน้าเดียว แหล่งที่พบได้แก่ บ้านเก่า ทุ่งผักหวาน บ้านจัดเด บ้านท่ามะนาว ฯลฯ ยังไม่พบหลักฐานโครงมนุษย์แต่อย่างใด

2. สมัยหินกลาง (Mesolithic period ) อายุประมาณ 7,000 ปีขึ้นไป หลักฐานที่พบคือเครื่องมือหินกะเทาะมีความประณีตขึ้น ภาชนะดินเผาแบบง่าย ๆ โครงกระดูกที่ถ้ำพระ อำเภอไทรโยค กระดูกสัตว์ที่พบ เช่น หมู กวาง หมี หอย ปู ปลา เต่า แหล่งที่พบในเขตอำเภอทองผาภูมิ บ้านท่ามะนาว ถ้ำพระ ถ้ำเทวฤทธิ์ ฯลฯ

3. สมัยหินใหม่ ( Neolithic period ) มนุษย์ยุคนี้มีความเจริญกว่าคนในยุคหินเก่า และหินกลางมากอายุประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว หลักฐานที่พบเครื่องมือหินขัดแบบมีบ่า และไม่มีบ่าภาชนะดินเผา เครื่องจักรสาน การเพาระปลูก การเลี้ยงสัตว์ เครื่องประดับชนิดต่าง ๆ โครงกระดูกมนุษย์ ประเพณีการฝังศพ ฯลฯ แหล่งโบราณคดีที่มีชื่อเสียงคือ พิพิธภัณฑ์บ้านเก่า ที่ได้ทำการขุดค้นเมื่อ พ . ศ . 2503 และ พ . ศ . 2504 โดยนักโบราณคดีไทย – เดนมาร์ก นอกจากนี้แหล่งโบราณคดีใหม่ที่ขุดพบ คือบริเวณไร่หารสงคราม บ้านท่ามะนาว และตามริมริมน้ำแควน้อยและแควใหญ่อีกมากมาย

4. สมัยโลหะ (Metal period ) ในยุคนี้มนุษย์รู้จักนำเอาสำริดและเหล็กมาใช้ จากหลักฐานที่พบเป็นที่รู้จักกันดีคือ บริเวณบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน พบเครื่องมือสำริดจำนวนมาก และที่ถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์ พบกลองมหาโหรทึก ทำด้วยสำริดจำนวน 2 ใบ นอกจากนี้ยังพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคนี้ ที่บ้านแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง และพบโครงกระดูกมนุษย์อีก 4 โครงที่ริมแม่น้ำแควน้อยข้างกำแพงเมือง อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค

นอกจากนี้ ยังพบภาพเขียนสี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นศิลป์ถ้ำ 3 แห่ง คือ

1. ถ้ำรูป เขาเขียว ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค

2. ถ้ำตาด้วง ใกล้เขื่อนท่าทุ่นนา อำเภอศรีสวัสดิ์

3. ถ้ำเขาแดง เทือกเขาแดง ตำบลด่านแม่เฉลบ อำเภอศรีสวัสดิ์

กาญจนบุรีจึงนับเป็นแหล่งโบราณคดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีความสำคัญในการศึกษาค้นคว้าแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทำให้เกิดการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการด้านนี้ และยังมีหลักฐานที่ยังไม่ได้ทำการสำรวจและศึกษา

กาญจนบุรีกับสงครามมหาเอเชียบูรพา

ญี่ปุ่นบุกเข้าโจมตีฐานทัพอเมริกาที่เพิรส์ฮาเบอร์แบสายฟ้าแสบ ตอนเช้าตรู่ของวันที่ 8 ธันวาคม พ . ศ . 2484 หลังจากถล่ม เพิรส์ฮาเบอร์ ได้บุกเข้าโจมตีประเทศต่าง ๆ ในเอเชียบูรพาและได้ยกพลขึ้นบกที่ประเทศไทย ตั้งแต่บางปู สมุทรปราการ และทางตอนใต้ของไทยตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ ชมพร สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ปัตตานี ยื่นคำขาดต่อรัฐบาลไทยขอสร้างทางรถไฟผ่านไปยังประเทศเมียนมาร์ เพื่อเป็นฐานทัพลุกเข้าไปในอินเดีย ซึ่งขณะนั้นอยู่ในการปกครองอังกฤษ จอมพล ป . พิบูลสงคราม นายยกรัฐมนตรีของไทย จำเป็นต้องตกลงและยินยอมตามข้อเสนอของกองทัพญี่ปุ่นและร่วมลงนามในข้อตกลงการสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างไทย – เมียนมาร์

หลังจากรับบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป . พิบูลสงคราม ยอมเจรรากับญี่ปุ่นและประกาศสงครามกับอังกฤษ อเมริกา ฯลฯ มีหลายฝ่ายไม่เห็นโดยเฉพาะนายปรีดี พนมยงค์ ม . ร . ว . เสนีย์ ปราโมช จำกัด พลางกรู คุณสงวน ตุลารักษ์ ผู้ว่าราชการบางคน ฯลฯ จึงตั้งขบวนเสรีไทยต่อต้านทั้งในประเทศและนอกประเทศ ญี่ปุ่นจับชาวต่างประเทศในไทยที่เป็นปรปักษ์กับญี่ปุ่นกักขังไว้ มีบางส่วนหนีรอดไปได้

•  การสร้างทางรถไฟสายไทย – เมียนมาร์

การสร้างทางรถไฟสายไทย – เมียนมาร์ ได้มีการลงนามระหว่างหับญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ . ศ . 2485 โดยจุเริ่มแรกจากทางรถไฟสายใต้ที่บ้านหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เลียบตามลำน้ำแม่กลอง ตรงไปยังจังหวัดกาญจนบุรี แล้วตัดขึ้นเหนือแม่น้ำแควใหญ่บ้านท่ามะขาม เลียบตามลำน้ำผ่านขุนเขา หน้าผาและป่ารกชัฏ ไปจนสุดแดนไทยที่ด่านเจดีย์สามองค์ จนถึงสถานีบูซายัต ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองละแหม่ง กับเมืองเยประเทศเมียนมาร์ รวมระยะทาง 415 กิโลเมตร อยู่ในเขตไทย 303.05 กิโลเมตร งานนี้จะต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 14 เดือน ทางรถไฟเริ่มสร้างขึ้น เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ . ศ . 2485

หลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นตัดสินใจสร้างรถไฟสายนี้ เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถูกจับจากยุทธภูมิในย่านเอเชียแปซิฟิค ได้ถูกส่งตัวมายังประเทศไทยและเมียนมาร์ในช่วงปี พ . ศ . 2485 –2488 โดยมีเชลยชาวอังกฤษ ดัทช์ ออสเตรเลีย ชาวอเมริกัน และแรงงานกรรมกรโดยถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มหนึ่งส่งไปยังประเทศเมียนมาร์ อีกกลุ่มหนึ่งถูกส่งมายังประเทศไทย ทางรถไฟสายนี้สร้างขึ้นเพื่อจะแบ่งเบาภาระการลำเลียงทางทะเล จากย่างกุ้งไปยังสิงค์โปร์ และช่องแคบมะละกา ด้วยเหตุที่ว่าเส้นทางลำเลียงทางทะเลนั้น อาจถูกโจมตีโดยเรือดำน้ำ และเครื่องบินจากฝ่ายสัมพันธมิตร การก่อสร้างทางรถไฟจำเป็นต้องสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่ ที่บ้านท่ามะขามเดิมได้สร้างเป็นสะพานไม้ ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน พ . ศ . 2485 เสร็จเมือเดือนกุมภาพันธ์ พ . ศ . 2846 ในขณะเดียวกันก็สร้างสะพานคอนกรีตและเหล็กกล้า มีความยาวทั้งหมด 12 ช่วง ประมาณ 300 เมตร โดยได้นำโครงเหล็กมาจากชวา ลำเลียงมาทางเรือเข้ามาตามลำน้ำแม่กลอง นำมาประกอบด้วยแรงเชลยศึก สะพานคอนกรีตสร้างเสร็จ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ . ศ . 2486 ต่อมา สัมพันธมิตรโจมตีอย่างหนักเพื่อตัดการลำเลียง เมือวันที่ 28 พฤศจิกายน พ . ศ . 2487 สะพานก็ถูกระเบิดเสียหายอย่างหนัก 3 ช่วง คือ ช่วง 4-6 แต่ก็ได้รับการซ่อมแซมต่อมาจนใช้การได้ภายหลังสงครามยุติ

2. หลักฐานการสร้างสะพานรถไฟสายมรณะ

เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตร ใช้ระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ จนวันที่ 15 สิงหาคม พ . ศ . 2488 เวลาเที่ยงตรงตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น สถานีวิทยุแห่งโตเกียว ได้ประกาศราชองค์การของจักรพรรดิญี่ปุ่น ให้ญี่ปุ่นยอมจำนนแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร โดยไม่มีเงื่อนไข สงครามจึงสบงลงกองทัพญี่ปุ่นได้วางอาวุธ และถูกควบคุ่มตัว โดยเชลยเพื่อถูกลงโทษตามระเบียบข้อบังคับต่อไป ภายหลังสงครามสงบ จังหัดกายจนบุรีได้อนุสรณ์จากสงครามครั้งนี้หลายประการเช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว สุสานทหารฝ่ายสัมพันธมิตรโดยการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ ต้องผ่านลำน้ำ ลำธาร ป่าเขา หุบเหว เลียบหน้าผาสูงชันและดินแดนที่ทุรกันดารเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด โรคภัยไขเจ็บ อากาศที่ร้อนและหนาวจัดเชลยศึกจึงล้มตายเป็นจำนวนมาก จนพากันเรียกทางรถไฟสายนี้ว่า ? ทางรถไฟสายมรณะ ? ( The death Railway ) หลักฐานยังปรากฏเป็นอนุสรณ์เตือนใจอยู่มีดังนี้

2.1 สุสานทหารฝ่ายสัมพันธมิตรหรือสหประชาชาติ เมื่อสิ้นสงครามก็ได้มีการตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่กรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ . ศ . 2497 เพื่อได้จัดสร้างสุสานผู้เสียชีวิตในการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ที่จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 2 แห่งด้วยกัน เพื่อฝั่งศพบรรดาเชลยที่เสียชีวิตดังนี้

2.1.1 สุสานกาญจนบุรี ( Kanchanaburi War Cemetery) ตั้งอยู่ที่บ้านดอนรักเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี หรือชาวบ้านเรียกกันว่าป่าช้าฝรั่ง มีเนื้อที่ 17 ไร่ ตัวสุสานล้อมรอบด้วยต้นภู่ระหงทั้ง 4 ด้าน และมีลวดหนามอีกชั้นหนึ่ง ทางเข้าด้านหน้าก่ออิฐถือปูนเป็นซุ้มประตูมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า ? Kanchanaburi War Cemetery 1939 – 1945 ? ภายในห้องโถงมี คำจารึกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความว่า ? คริสต์ศักราช 1939-1945 ? แผ่นดินซึ่งเป็นที่ตั้งสุสานนี้ เป็นสมบัติของประชาชนชาวไทย ได้อุทิศให้เป็นที่พักตลอดกาล สำหรับทหารเรือ ทหารบก และทหารอากาศผู้ซึ่งได้รับเกียรติ ณ ที่นี่

2.1.2 สุสานช่องไก่ ( Chungkai War Cemetery )

บ้านเขาปูน ตำบลลิ้นช้าง อำเภอเมืองกาญจนบุรี ตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำแควน้อยมีเนื้อที่ 11 ไร่ ลักษณะการสร้างเหมือนที่สุสานดอกรักสุสานนี้เคยเป็นที่ตั้งค่ายใหญ่ของเชลยมาก่อน ในค่ายนี้มีทั้งโรงพยาบาล โบสถ์ โรงภาพยนต์รวมทั้งเป็นที่พักเชลย มีผู้เสียชีวิตรวบรวมไว้ที่สุสานนี้จำนวน 1,740 คน

2.2 สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตั้งอยู่ที่บ้านท่ามะขาม ในเขตเทศบาลเมือง เป็นอนุสรณ์สงครามที่ยิ่งใหญ่ เดิมสร้างเป็นสะพานไม้เพื่อลำเลียงสิ่งของสัมภาระข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม ต่อมาจึงสร้างเป็นสะพานคอนกรีตถาวร ห่างกับสะพานไม้ประมาณ 100 เมตร สะพานนี้ประกอบไปด้วยช่องสะพานเหล็ก 12 ช่อง มีความยาว 300 เมตร เริ่มสร้างเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำแควใหญ่ลดลง ในปลายเดือนพฤศจิกายน พ . ศ . 2485 การก่อสร้างใช้ซุงทั้งต้นมาเป็นเสาเข็ม ตอกลงไปจนไม่ทรุด โดยได้ลำเลียงโครงเหล็กมาจากชาวชวาโดยทางเรือมาประกอบกันเป็นโครงสะพาน สะพานสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ . ศ . 2486 ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ . ศ . 2486 ต่อมาฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มมีกำลังเข้มแข็งขึ้น จึงได้นำเครื่องบินมาทำลายทางรถไฟ โดยเแพาะบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแควถูกทิ้งระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรรวมถึง 10 ครั้ง ถูกโจมตีครั้งแรกในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ . ศ . 2486 และวันที่ 13 มกราคม พ . ศ . 2487 แต่ทัศน์วิสัยไม่ค่อยดีและต่อมาถูกโจมตีอีกหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งถูกคอสะพานชำรุดไป 3 ช่อง แต่ได้รับการบูรณะใหม่ จนใช้การได้ หลังจากสงครามยุติไทยซื้อเส้นทางรถไฟจากรัฐบาลอังกฤษ นับเป็นสะพานชั่วนิจนิรันดร์ที่เป็นอนุสรณ์ที่สำคัญของสงคราม มาจนทุกวันนี้ จังหวัดกาญจนบุรี ได้จัดงานเพื่อเป็นเครื่องเตือนถึงภัยของสงคราม ในปลายปีพฤศจิกายนของทุกปี

2.3 อนุสรณ์ไทยานุสรณ์ อนุสรณ์ไทยานุสรณ์ คืออนุสรณ์เชลยศึกและกรรมการ ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นบริเวณใกล้สะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อเป็นการประกาศเกรียติคุณ และเคารพสักการะวิญญาณของผู้เสียชีวิตไป อนุสรณ์สร้างด้วยปูนก่อเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสอบขึ้น สูง 4 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมมีบันไดทางขึ้น 4 ด้าน ทั้งสี่มุมมีคำจารึกไว้อาลัยมุมละ 2 ภาษา รวม 8 ภาษา คือ ภาษาอินเดีย เมียนมาร์ มลายู จีน ฮอลันดา อังกฤษ ไทย ญี่ปุ่น

2.4 โค้งมรณะหรือถ้ำกระแซ เป็นบริเวณที่ทางรถไฟเลียบลำน้ำแควน้อย ที่ถ้ำกระแซ บ้านอ้ายหิต อำเภอไทรโยค การก่อสร้างทางรถไฟในช่วงนี้ มีเทือกเขาสูงชันติดกับลำน้ำแควน้อย วิศวกรญี่ปุ่นจำเป็นต้องสร้างเลียบลำน้ำ ทางรถไฟแห่งนี้คดเคี่ยวลัดเลาะไปตามภูเขายาว 400 เมตร บางช่วงสูงกว่าพื้นดิน 10 เมตร โดยใช้ไม้ค้ำยันเพื่อความมั่นคง ด้านขวามีถ้ำอยู่ 2 ถ้ำคือ ถ้ำกระแซ กับ ถ้ำชะนี ส่วนด้านซ้ายเป็นแม่น้ำแควน้อย

2.5 ช่องเขาขาดหรือช่องไฟนรก ( Hell Fire Pass ) อนุสรณ์ที่ช่องเขาขาด ตั้งอยู่บริเวณเขตการเลี้ยงสัตว์ กรป . กลาง ในเขตอำเภอไทรโยค เป็นหน้าผาสูงชันที่เชลยต้องสกัดภูเขาด้วยแรงงาน ทำงานทั้งวันทั้งคืนตลอด 12 สัปดาห์ เพื่อวางรางรถไฟอย่างรีบด่วน เชลยชาวออสเตรเลียที่รับผิดชอบบริเวณนี้ ยังจำเหตุการณหฤโหดแห่งนี้อย่างไม่รู้ลืม เมื่อสงครามสงบผู้รอดชีวิตชาวออสเตรเลีย โดยการนำของเซอร์เอ็ดเวิร์ด ดันลอป (Sir Edward Dunlop ) ได้กลับมาสร้างเป็นอนุสรณ์ในบริเวณนี้ และเรียกชื่อบริเวณนี้ว่า ช่องไฟนรก ( Hell Fire Pass ) โดยสร้างเป็นบันไดไม้ลงไปข้างล่างที่วางรางรถไฟสูง ประมาณ 15 เมตร เป็นบริเวณที่ทำการขุดเจาะระเบิดหิน เป็นช่องทางกว้าง 10 เมตร เพื่อวางรางรถไฟซึ่งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ความสูงจากยอดเขาลงไปประมาณ 17 เมตร ต่อมาเกิดไฟไหม้บันไดไม้ ในปัจจุบันมีการสร้างเป็นบันไดคอนกรีต และแผ่นป้ายทองเหลือง แสดงจุดที่สำคัญของเส้นทางรถไฟ ปัจจุบันได้รับความร่วมมือของสมาคมออสเตรเลีย – ไทย ก่อการสร้างพิพิธภัณฑ์โดยทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ . ศ . 2541 เพื่อเป็นสิ่งที่ระลึกถึงสงคราม

2.5.1 ค่ายไทรโยค ( Sai Yok )

ตั้งอยู่ในบริเวณไทรโยตใหญ่ ใกล้กับแหล่งกำเนิดน้ำที่ไหลทะลุช่องเขามากลายเป็นลำธารไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย เป็นน้ำตกไทรโยค ใหญ่ที่สวยงาม ญี่ปุ่นได้ใช้ค่ายนี้เป็นที่ตั้งค่าย เพราะอยู่ใกล้แม่น้ำมีความสมบูรณ์ ร่มเย็นและมีน้ำตกที่งดงาม ยังปรากฏหลักฐานในปัจจุบันคือ เนินดินที่สถานีไทรโยค ( กิโลเมตรที่ 168 ) ก่องถ่านหินที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง ซากเตาหุงข้าวขนาดใหญ่ อีกหลายแห่ง

2.6 ทางรถไฟที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ด่านพระเจดีย์สามองค์ ตั้งอยู่ชาวแดนไทย – เมียนมาร์ ที่ตำบลหนองลู อำเภอสังขะบุรี เป็นเขตสถานที่สุดท้ายของไทยที่สถานีซองกาเลีย ตรงหลักกิโลเมตรที่ 294 บริเวณนี้เชลยศึก ต้องสร้างสะพาน เพื่อข้ามลำน้ำซองกาเลีย มุ่งตรงไปยังด่านพระเจดีย์สามองค์ ติดเขตประเทศเมียนมาร์ ซึ่งสถานีแรกในเขตเมียนมาร์ คือ สถานีจันการายา (Changarya ) กิโลเมตรที่ 301 ยังปรากฏร่องรอยของรางรถไฟที่อยู่ในเขตเมียนมาร์ต่อกับเขตไทย นับเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ปรากฏจนถึงทุกวันนี้

ประวัติความเป็นมาของจังหวัดกาญจนบุรี นับว่ามีความเป็นมาที่ยาวนานเกือบทุกยุคทุกสมัยของโลก ซึ่งเป็นจุดเด่นของจังหวัดกาญจนบุรี เพราะมีการค้นพบหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก เช่น เครื่องมือหินกรวด เครื่องมือหินสะเก็ด เครื่องมือหินกระเทาะ ขวานหินขัด โครงกระดูกมนุษย์ โดยมีการตั้งชื่อวัฒนธรรมสมัยนี้ว่า ? วัฒนธรรมแฟงนอย ? ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่าแควน้อยนั้นเอง นอกจากนี้ยังมีการค้นพบกระเกียงโรมันที่บ้านพงตึก โบราณสถานพงตึก ปราสาทเมืองสิงห์ซึ่งเป็นโบราณสถานอิทธิพลขอมที่พบในภาคตะวันตก รวมไปถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์อีกจำนวนมาก ได้แก่ ด่านพระเจดีย์สามองค์ ตำบลหลองลู อำเภอสังขะบุรี เป็นด่านที่สำคัญในสมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นเส้นทางเดินทัพระหว่างไทย – เมียนมาร์ สงครามเก้าทัพ พ . ศ . 2328 เป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทย และโบราณสถานที่รู้จักกันดีทั่วโลกคือ ทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งสร้างขึ้นด้วยแรงงานเชลยศึกและกรรมกร ใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 1 ปี พร้อมกับโศกนาฎกรรมของบรรดาเชลยศึกที่ล้มตายเป็นจำนวนนับหมื่นคน รวมทั้งชีวิตกรรมกรกว่า 1 แสนคน จนได้ชื่อว่า ? ทางรถไฟสายมรณะ ?

กาญจนบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา

กรุงศรีอยุธยาสถาปนาขึ้นใน พ . ศ . 1893 และมีอำนาจมากขึ้นตามลำดับในเวลาต่อมาอำนาจของกรุงอยุธยาได้ขยายครอบคุ้มพื้นที่จังหวัดกาญจนาบุรีในปัจจุบันอย่างชัดเจน ชุมชนกาญจนบุรีหลายแห่งมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามลำดับในฐานะที่เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญและมีสมรภภูมิสมคารามไทยรบพม่าที่สำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา

เมืองหน้าด่านสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา สภาพของชุมชนโบราณในบริเวณของจังหวัดกาญจนบุรีที่ปรากฏร่องรอยสำคัญหลายแห่งตั้งสมัยก่อนประวัติสาสตร์ได้มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ และมีชุมชนหลายแห่งได้ปรากฏความสำคัญชัดเจนขึ้นมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยเฉพาะการพัฒนามาเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญทางตะวันตก ในคำให้การชาวกรุงเก่าระบุเมืองหน้าด่านในจังหวัดกาญจนบุรีได้ดังนี้

- เมืองกาญจนบุรีเก่า ตำบลลาดหญ้า

•  เมืองศรีสวัสดิ์

•  เมืองท่ากระดาน

•  เมืองทองท่าพี

•  เมืองทองผาภูมิ

•  เมืองไทรโยค

บรรดาเมืองหน้าด่านที่ปรากฏในเอกสารเก่ายังคงมีร่อยรอยทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ และชื่อต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ยกเว้นเพียงเมืองทองท่าพีเท่านั้นที่ยังไม่ทีหลักฐานปรากฏว่าคือชุมชนใดในปัจจุบัน เมืองหน้าด่านเหล่านี้มี 3 เมือง ตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำแควใหญ่ คือเมืองศรีสวัสดิ์ เมืองท่ากระดาฯ และเมืองกาญจนบุรีเก่าที่ตำบลลาดหญ้า ส่วนเมืองทองผาภูมิตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อยตอนบน เป็นที่หน้าสังเกตว่าชุมชนสำคัญทางตอนล่างที่อยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง เช่น กาญจนบุรี เช่นกาญจนบุรีปัจจุบัน ท่าม่วง และท่ามะกา และยังไม่ปรากกหลักฐานว่ามีความสำคัญในฐานะเมืองสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา

เมืองหน้าด่านทั้ง 5 เมืองในบริเวณจังหวัดกาญจนบุรีสมัยอยุธยามีความสำคัญชัดเจนในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านตะวันตก ตรี อมาตยกุล กล่าวว่าเป็นเมืองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์ โดยมีหน้าที่สำคัญคือการลาดตะเวนรักษาด่านเป็นประจำทั้งในฤดูฝนหรือฤดูแล้ง เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าเล็ดลอดเข้ามาสืบข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยและในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่สืบความเคลื่อนไหวของฝ่ายพม่าให้ส่วนกลางรับรู้ นอกจากนี้ในยามสงครามประชาชนในเมืองต่าง ๆ นี้ยังต้องช่วยราชการสงครามด้วย

 

 

กาญจนบุรีในสงครามไทยรบพม่าสมัยกรุงศรีอยุธยา

เมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี พ . ศ . 1893 พระมหากษัตริย์พระองค์แรกขึ้นเสวยราชสมบัติคือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ( อู่ทอง ) เมื่อตั้งกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ได้ทำสงครามกับประเทศใกล้เคียง เช่น เขมร เชียงใหม่ รัฐทางแหลมลายูบางรัฐสงครามที่สำคัญคือ กรุงสุโขทัยกับอยุธยา ผลสุดท้ายฝ่ายสุโขทัยเสียเอกราชให้กับอยุธยาเมื่อปี พ . ศ . 1921 ในแผ่นดินพระบรมราชาธิราชที่ 1 เมื่อประเทศพม่ามีอำนาจมากขึ้นในลุ่มแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำอิระวดี พม่าเริ่มขยายดินแดนไทย ทำให้ไทยกับพม่าต้องทำสงครามในเวลาต่อมา และเป็นสงครามอันยาวนาน

สมัยกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ พ . ศ . 2091 ถึง . พ . ศ . 2310 ไทยรบกับพม่า 24 ครั้ง ไทยแพ้ครั้งแรกปี พ . ศ . 2112 ตกเป็นเมืองขึ้นพม่า 15 ปี ครั้นปี พ . ศ . 2127 สมเด็จพระเนรศวรมหาราชได้ทำการต่อสู้นำเอาเอกราชกลับคืน เสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ . ศ . 2310 และเป็นสงครามครั้งที่ 24 การแพ้ครั้งนี้ไทยเสียเมืองหลวง เพราะพม่าเผ่าเมืองเสียหายยับเยิน พม่าทำกองรบแบบกองโจนเมื่อเข้าเมืองได้ก็ค้นหาทรัพย์สมบัติ ปล้นฆ่าอนาจารชาวบ้าน ขั้นสุดท้านคือเผ่าบ้านเผาเมืองเผาพระพุทธรูปเพื่อเอาทองคำแล้วเอาสมบัติทั้งปวงรวมทั้งเชลยนำไปพม่า

เส้นเดินทัพไทย – พม่า

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชยานุภาพ ทรงกล่าวไว้ว่า เส้นทางเดินทัพไทยพม่ามีอยู่ 2 เส้นทาง ดั้งนี้

ทางเหนือ คือ ทางด่านแม่ละเมา จังหวัดตาก เข้ามาทาง กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง และเข้าตีอยุธยา โดยได้รับการสนับสนุนจากหัวเมืองเหนือ คือเชียงแสน เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน เป็นต้น

ทางใต้ คือ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกายจนบุรีผ่าน สุพรรณบุรี วิเศษไชยชาญ เข้าตีอยุธยา ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุด

สงครามไทย – พม่าสมัยอยุธยา

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พม่ารบไทยรวม 24 ครั้ง เส้นทางพื้นที่ที่กองทัพไทยและกองทัพพม่าได้เคลื่อนทัพไปพม่าได้เคลื่อนทัพไปมา เพื่อสงครามต่อกัน หรือเดินทัพผ่านมาในเขตเมืองกาญจนบุรี หรือใช้เส้นทางด่านเจดีย์สามองค์ ทั้งหมดประมาณ 17 ครั้ง ดั้งนี้คือ

. ศ . 2031 จากหลักฐานพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐกล่าวว่าในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พม่าได้มายึดเมืองทวาย ซึ่งเป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย พระองค์จึงจัดทัพไปตีทวายกลับคืนมา หลังจากได้ทวายแล้วไนปีนั้นพระองค์ก็สวรรคต

. ศ . 2081 คราวพม่าตีเมืองเชียงกราน การรบที่เมืองเชียงกราน

( มอญ เรียกว่า เดิงกรายน์ อังกฤษเรียก อัตรัน ) เมืองนี้อยู่เหนือด่านเจดีย์สามองค์ ขึ้นไป สาเหตุของสงครามคือ พระเจ้าตะเบงชะเวตี้กษัตริย์พม่า ยกกองทัพไปปราบพวกมอญที่เมาะตะมะแล้วเลยมาตีเมืองเชียงกราานไว้ในอำนาจ สมเด็จพระไชยราชาทราบจึงยกกองทัพไปตีกับคืนมา

. ศ . 2091 คราวสมเด็จพระศรีสุริโยทัยขาดคอช้าง พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์ และสมเด็จพระศรีสุริโยทัย เสด็จออกรบพระเจ้าแปรแม่ทัพหน้าได้ทีขับไล่พระเจ้าจักรพรรดิ์ สมเด็จพระศรีสุริโยทัยเกรงกว่าพระราชสวามีจะได้รับอันตรายจึงตรงเข้าขวางถูกพระเจ้าแปรฟันขาดคอช้าง พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้แต่ไม่สมรารถเอาชนะได้ ในที่สุดต้องถ้อยทัพกลับ

พ . ศ . 2127 คราวพระนเรศวรประกาศอิสรภาพ เมื่อพระนเรศวรประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงแล้ว แม่ทัพพม่าที่ยกกำลังติดตามมาทัน สมเด็จพระนเรศวรทรงปืนยาว 3 คืบ

ยิงถูกสุกรรมาตายและทรงเกรงว่าพม่าจะติดตามมาทัน จึงได้นำกองทัพเข้ามาทางเขตทุ่งใหญ่ ผ่านศรีสวัสดิ์ เมืองกาญจนบุรี มุ่งสู่อยุธยา ทุ่งใหญ่นี้คือ บริเวณอนุรักษ์พันธ์ป่าปัจจุบัน จึงได้ชื่อว่า

ทุ่งใหญ่นเรศวร

ในปีเดียวกัน คราวรบพระยาพสิมที่เมืองสุพรรณบุรี พระเจ้าหงสาวดีเห็นว่าไทยยังมีกำลังไม่มากนัก จึงโปรดให้พระยาพสิมคุมกองกำลังเข้าทางด่านเจดีย์สมองค์ทางหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบจึงยกทัพมาสกัดที่เมืองสุพรรณบุรี รบกันที่เขาพระยาแมน พม่าพ่านแพ้กลับไป

คราวพระเจ้าหงสาวดีล้อมกรุง พระเจ้าหงสาวดีส่งกองทัพมาตีไทยโดยประชุมทับที่กำแพงเพชร ฝ่ายไทยรู้ล่วงหน้าได้เตรียมการและส่งกำลังรักษาพระนคร พม่ายกเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา พระนเรศวรทรงต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ทรงประกอบวีรกรรมหลายอย่าง เช่น ทรงดาบพระแสงดาบปืนเขาตีค่ายพม่า แทงลักไวทำมูด้วยทวนตายในที่รบ ในที่สุดพม่าต้องแตกร่นถอยทัพกลับผ่านทางกาญจนบุรี ด่านเจดีย์สามองค์เข้าแดนพม่า

. ศ . 2133 คราวพระมหาอุปราชายกมาครั้งแรก พระเจ้าหงสาวดี นันทบุเรงโปรดให้พระมหาอุปราชายยกกองทัพ 200,000 คน เข้ามาตีไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาซึ่งเสด็จสวรรคต ทราบข่าวจึงนำกำลังไปสกัดทัพพม่าที่ลำน้ำท่าคอย เขตเมืองสุพรรณ พม่ายกกองทัพมาถึงเมืองกาญจนบุรีไม่เห็นมีทัพไทยอยู่จึงยกกองทัพผ่านเข้ามา ฝ่ายไทยจึงแอบซุ่มโจมตีพม่าพ่ายกลับไป

. ศ . 2135 คราวสมเด็จพระนเรศวรชนช้าง พระเจ้าหงสาวดี แค้นที่ไม่สามารถเอาชนะไทยได้ จึงโปรดให้พระมหาอุปราชามาตีไทยอีกครั้งหนึ่ง โดยยกกองทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ผ่านตำบลพนมทวน สมเด็จพระนเรศวรยกกำลังออกมาสกัดทัพทางเมืองสุพรรณ และได้ทำสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์กองทัพพม่าแตกพ่ายกลับไปทางด่านเจดีย์สามองค์

. ศ . 2135 คราวไทยตรีเมืองทวายและเมืองตะนาวศรี หลังจากที่พระนเรศวรมีชัยชนะยุทธหัตถีแล้ว ได้ประชุมปรึกษาโทษนายทหารที่มีความรับผิดชอบรัดพระราชโองการและแม่ทัพนายกองที่ตามเสด็จไม่ทันมีโทษประหารชีวิต แต่สมเด็จพระวนรัตน์กับพระราชาคณะ ขอให้โปรดยกโทษ สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้เจ้าพระยา 6 คน ที่มีความรับผิดชอบยกกองทัพไปตีเมืองทวาย เมืองตะนาวศรี และเมืองมะริดได้ เจ้าพระยาทั้ง 6 จึงพ้นโทษ

. ศ . 2137 คราวสมเด็จพระนเรศวรได้เมืองมอญ พระเจ้าหงสาวดี ขัดเครืองมอญที่เข้ามาร่วมกับฝ่ายไทย จึงตั้งขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาเป็นเจ้าเมืองเมาะตะมะ และส่งกำลังมาปราบเมืองเมาะลำเลิง เจ้าเมืองจึงขอกำลังจากไทยไปช่วย สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้กองทัพไทยไปช่วยพม่าสู้ไม่ได้ถอยทัพกลับไป ไทยจึงได้เมืองเมาะตะมะด้วย

. ศ . 2142 คราวสมเด็จพระนเรศวรตีหงสาวดีครั้งที่ 2 สมเด็จพระนเรศวรวางแผนที่จะไปตีเมืองหงสาวดีให้ได้ โดยตะเตรียมกองทัพและเสบียงอาหาร พร้อม กับพยายามเกลี้ยกล่องให้หัวเมืองที่มิได้ขั้นกับพม่ามาอ่อนน้อมด้วย แล้วจึงยกกองทัพเข้าตีเมองหงสาวดี พม่าหนีไปเมืองตองอู จึงติดตามไปแต่ไม่สามารถเข้าเมืองได้เพราะเสบียงหมด และถูกเจ้าเมืองยะไข่และพระเจ้าตองอูหักหลังจึงยกทัพกลับไป

. ศ . 2156 คราวพม่าตีเมืองทวาย ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถ พม่าเห็นว่าเมืองทวายและตะนาวศรีเคยเป็นของพม่ามาก่อนจึงยกกำลังมายึดเมืองทั้งสอง สมเด็จพระเอกาทสรถทรงทราบจึงยกกำลังเข้าโจมตีเมืองตะนาวศรีและทวายกลับคืนมา

. ศ . 2165 คราวพม่าตีเมืองทวาย ช่วงปลายสมัยพระเอกาทศรถมีการแย่งชิงอำนาจกันในกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าทรงธรรมได้ขึ้นครองราชย์ พระเจ้าอังวะ ส่งกำลังมาตีเมืองทวายไปได้กองทัพไทยไม่สามารถตีเมืองทวายได้จึงยกกำลังกลับ

. ศ . 2206 คราวรบพม่าที่เมืองไทรโยค ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พระเจ้าอังวะ ส่งกองทัพมาปราบมอญ มอญหนีมาพึ่งไทยเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี พม่ายกกำลังติดตามมา สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้พระยาสีหราชเดโชชัยยกกำลังไปทางด่านแม่ละเมาะ ถ้าพม่าไม่ยกมาให้เลยมาทางเมืองกาญจนบุรีและโปรดให้เจ้าพระยาโกษาธิบดีเป็นแม่ทัพใหญ่นำทัพสกัดทัพพม่าที่ยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ เมืองทราบว่าพม่ายกเข้ามาถึงเมืองไทรโยค กองหลวงตั้งอยู่ท่าดินแดน พระยาโกษาธิบดีจึงรับยกกองทัพมาที่เมืองกาญจนบุรีแล้วให้กองทัพหน้าไปขัดตาทัพอยู่ที่ตำบลท่ากระดานและด่านกรามช้างริมลำน้ำแควใหญ่ ฝ่ายกองทัพพระยาสีหราช ทราบข่าวศึกพม่ายกทัพมาทางเมืองกาญจนบุรี จึงยกทัพมาทางกำแพงเพชร นครสวรรค์ ผ่านเมืองอุทัยธานี เข้าแขวงเมืองกาญจนบุรี จนถึงเมืองศรีสวัสดิ์คอยฟังคำสั่ง เมื่องกองทัพพระยาโกษธิบดีเข้าตีพม่าที่เมืองไทรโยค กองทัพพระยาสีหราช ยกทัพ อ้อมเขาเข้าไปเมืองสังขละ สกัดทัพพม่าด้านหลัง พม่าจึงพ่ายแพ้หนีกลับแดนไป

. ศ . 2207 คราวไทยตีเมืองพม่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงแก้แค้นพม่าที่ยกกำลังมาตีไทยโปรดให้พระยาโกษาธิบดี ( ขุนเหล็ก) ยกกองทัพไปทางด้านพระเจดีย์สามองค์ เข้าตีพม่าทางเมืองเมาะตะมะ ตีหัวเมืองตามรายทางได้ เมืองจิตตอง เมืองสิเรียม เมืองร่างกุ้ง เมืองหงสาวดี เมืองแปรและเข้าล้อมเมืองพุกาม แต่ก็ไม่สามารถเข้าเมืองได้ เพราะขาดเสบียงอาหารถึงถ่อยทัพกลับ

. ศ . 2302 คราวพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก เมื่องพระเจ้าอลองพญาได้เป็นใหญ่ในประเทศพม่า เป็นเวลาที่ไทยอ่อนแอ เพราะหลังจากนำกำลังเข้าตีกำลังทหารไทยที่ด่านสิงขรได้รับการต่อต้านเพียงเล็กน้อยแล้วหนีไป ทำให้พม่าแปลกใจจึงจัดกำลังลุก เข้ามาเรื่อย ๆ ผ่านเพชรบุรีพระเจ้าอลองพญาเห็นว่าหน้าจะเข้ามาตีอยุธยา จึงตะเตรียมทัพที่เมืองตะนาวศรี ฝ่ายเมืองกาญจนบุรีได้ยินเกียรติศัพท์ว่า พม่าจะยกทัพมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ จึงมีใบบอกมายังกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเอกทัศน์จึงให้พระยาอภัยมนตรีเป็นแม่ทัพยกทัพไปขัดตาที่กาญจนบุรี กองทัพไทยถูกพม่าตีแตกถอยร่นลงมา พระเจ้าอลองพญาจึงรวมพลและยกต่อมาเมืองสุพรรณบุรี ฝ่ายไทยเข้าสกัดบริเวณแถวเมืองวิเศษไชยชาญก็ต้องแตกพ่ายพม่าเข้าล้อมอยุธยาเอาปืนใหญ่เข้าพระนคร เผอิญปืนแตกถูกพระเจ้าอลองพญาบาดเจ็บ จึงถ่อยอทัพกลับไปทางด่านแม่ละเมาะ ในที่สุดสิ้นพระชนม์กลางทาง

พ . ศ . 2310 คราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ในสมัยแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศน์ การเสียกรุงครั้งนี้เพราะการอ่อนแอป้องกันประเทศ การแก่งแยงชิงดชิงเด่นระหว่างราชวงศ์ส่วนหนึ่งกับระหว่างราชวงศ์ส่วนหนึ่งกับระหว่างเสนาบดี ข้าราชการทุกฝ่ายขาดความสามัคคีส่วนหนึ่ง ปรากฏว่าหลังจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ . ศ . 2231 แล้วกรุงศรีอยุธยาเริ่มอ่อนแอเป็นลำดับจนกระทั่งต้นปี พ . ศ . 2308 กองทัพพม่าเสร็จการสงครามที่เชียงใหม่ ทวาย พระเจ้ามังระเห็นเป็นช่องทางที่จะหาทรัพย์และเชลย และเห็นว่าไทยอ่อนแอ จึงส่งกองทัพมาตีไทย 2 ทางโดย ให้เนเมียวสีหบดีคุมพลมาทางเมืองเชียงใหม่ มังมหานรธามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เข้าตีกองทัพไทยที่เมืองกาญจนบุรีแตกยับเยิน พม่ายกมาทางลำน้ำแม่กลอง มาตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลลูกแก ตำบลดอกละออมและที่บ้านดงรังหนองขาว คอยปล้นทรัพย์จับเชลยไปจนเมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี และเมืองสุพรรณบุรีไปจนถึงเมืองธนบุรี ฝ่ายกองทัพของเนเมียวสีหบดี เที่ยงค้นทรัพย์ จับผู้คนทางเมืองวิเศษไชยชาญจนชาวบ้านบางระจันเมืองสิงห์บุรีออกมาต่อสู้ในที่ดก็ฝ่ายแพ้ พม่า รวมเวลาพม่าล้อมพระนคร 1 ปี กับ 2 เดือน การสงครามครั้งนี้เป็นเพียงกองโจร มิใช่เป็นกองทัพกษัตริย์แต่อย่างใดและเป็นครั้งแรกที่พม่าเผาผลาญบ้านเมือง ขนทรัพย์สมบัติและอาวุธรวมทั้งเชลยที่ยึดไปทางเรือโดยออกไปทางคลองฝั่งธนบุรี เข้าแม่น้ำท่าจีน ตัดออกแม่น้ำแม่กลองขั้นไปแควน้อย และเดินทางเข้าพม่าทางด่านพระเจดีย์สามองค์

กาญจนบุรีในสมัยอิทธิพลขอม

ราวพุทธสตวรรษที่ 16-18 ขอมมีอำนาจในดินแดงในประเทศไทยบริเวณท้องที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้พบศิลปะซึ่งมีทั้งประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ลักษณะละม้ายคล้ายกับศิลปะขอมในประเทศสาธารณรัฐกัมพูชา ปัจจุบันจึงให้ชื่อเรียกกันว่า ? ศิลปะสมัยลพบุรี ? เพราะเหตุว่าละโว้ หรือลพบุรีเป็นเมืองสำคัญ ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ศิลปะบางท่านได้เรียก ศิลปะขอมที่พบในประเทศไทยว่า ? ศิลปะอิทธิพลขอม ? ในจังหวัดกาญจนบุรีได้พบศิลปะแบบขอมนี้ ที่ปราสาทเมืองสิงห์ ริมลำน้ำแควน้อย อำเภอไทรโยค เมืองครุฑ เมืองกลองโด ซึ่งเป็นศิลปะที่เหมือนศิลปะขอม สมัยบายน

ปราสาทเมืองสิงห์

ที่ตั้งปราสาทเมืองสิงห์ บริเวณปราสาทเมืองสิงห์ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแควน้อย ตำบลสิงห์ และ ยาว 800 เมตร พื้นที่โดบรอบมีลักษณะเปฌนที่ราบล้อมรอบด้วยภูเข่าหลักฐานที่พบบริเวณปราสาทเมืองสิงห์คือ

หลักฐานจากโบราณสถาน ได้แก่ กำแพงเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 880 เมตร ยาว 1,200 เมตร สูง 5 เมตร ก่อด้วยศิลาแลง กำแพงด้านในถมดินลาดเป็นคันกำแพง กำแพงรอบนอกด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือมีซากกำแพงดิน 3 ชั้น ด้านทิศตะวันตกมีซากกำแพงดิน 7 ชั้น ด้านทิศใต้ติดกับลำน้ำแควน้อย

โบราณสถาน หมายเลข 1 หรือเรียกว่าปรางประธาน ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมืองหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สร้างด้วนศิลาแลง ลักษณะฐานเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุม มีมุขยื่นออกไปทั้ง 4 ทิศ มีระเบียงคดเชื่อม 4 ด้าน โดยมีกำแพงแก้ว กว้าง 81.50เมตร ยาว 104 เมตร ล้อมรอบอีชั้นหนึ่ง

โบราณสถาน หมายเลข 2 หรือวิหาร หรือบรรณาลัยเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน ด้านบนหักพังหมดเหลือแต่ฐานที่ก่อด้วยศิลาแลง โดยได้ทำการบูรณะแล้ว ด้านบนพบหลุมเสา และเสากระเบื้องดินเผาเป็นจำนวนมาก สันนิฐานว่าคงสร้างเป็นอาคารไม้หลังคามุงกระเบื้อง นอกจากนั้น ยังพบอาคารเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่ในกำแพงเมืองอีกหลายแห่ง

หลักฐานทางด้านประติมากรรมและโบราณวัตถุที่พบดังนี้

กลุ่มพระพุทธรูป ได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรก พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย พระพุทธรูปนั่งสมาธิ พระสังกัจจายณ์

กลุ่มเทวรูป ได้แก่พระโพธิ์สัตว์อวโลกิเตศวรปางเปล่งรัศมี 8 กรพระโพธิ์สัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร นางปรัชญาปาริมตา ประติมากรรมปูนปั้น เศียรพระอิศวร

หลักฐานจากเครื่องปั้นดินเผา มีทั้งชนิดเคลือบ และไม่เคลือบ

หลักฐานจากเครื่องมือเป็นใบหอก เหล็ก สกัด สิ่ว ตะขอ ฯลฯ

หลักฐานจากจารึกได้แก่

ได้มีการค้นพบจารึกบนฐานประติมากรรมเป็นอักษรเขมร อ่านว่า ? พญาไชยกร ?

จารึกที่ปราสาทพระขรรค์ เป็นจารึกที่ศิลาเป็นภาษาสันสฤกต ในบทหนึ่งกล่าวถึงเมือง ต่าง ๆ 23 เมือง มีเมืองสำคัญ 6 เมือง คือ ลโวทยะปุระ ( ละโว้ ) สวรรณปุระ ( เนินทางพระสุพรรณบุรี ) ศัมพูกปัฎฎนะ ( สระ โกสนนารายณ์ อ . บ้านโป่ง ) ชัยราชบุรี ( ราชบุรี ) ศรีชัยสิงห์บุรี ( สิงห์บุรี ) คือปราสาทเมืองสิงห์ ที่จังหวัดกาญจนบุรี

เมืองครุฑ

เป็นเมืองโบราณในท้องที่บ้านท่าตาเสือ ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโค ชื่อเมืองครุฑเป้นชื่อที่ชาวบ้านตั้งขึ้นภายหลังการก่อสร้างโบราณสถาน โดยเรียกตามประติมากรรมรูปครุฑที่ปรากฏในบริเวณนี้ บริเวณที่ตั้งเมืองโบราณแห่งนี้อยู่ในหุบเขามีภูเขาเมืองครุฑอยู่ทางทิศเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ และที่เชิงเขาเมืองครุฑมีห้วยมะไฟไหลผ่านลงสู่แม่น้อยแควน้อย ตัวเมืองโบราณนี้อยู่ห่างจากปราสาทเมืองสิงห์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 6 กิโลเมตร ตามการสำรวจขุดแต่งของกรมศิลปากร เมื่อ พ . ศ . 2534 พบว่าในบริเวณเมืองครุฑมีพื้นที่ประมาณ 150 ไร่ ลักษณะของตัวเมืองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีกำแพงล้อมรอบถึง 3 ชั้น เมืองโบราณแห่งนี้มีอายุประมาณพุทธสตวรรษที่ 18-19 การก่อสร้างใช้ศิลาแลงและพบว่ายังก่อสร้างไม่เรียบร้อย เนื่องจากทำเลไม่เหมาะสมเพราะเป็นเมืองปิด มีภูเขาล้อมรอบ หรืออาจจะถูกทิ้งร้างเนื่องจากเกิดความแห้งแล้งเนื่องจากมีลำห้วยมะไฟซึ่งเป็นลำน้ำสายเล็ก ๆ ไหลผ่านเพียงสายเดียวเท่านั้น และเมื่อมีการย้ายเมืองใหม่คงไปสร้างที่บริเวณปราสาทเมืองสิงห์ โบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญที่พบบริเวณเมืองครุฑมีกำแพงเมืองครุฑลักษณธรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้า ซากโบราณสถาน มีลักษณะเป็นฐานอาคารขนาดกว้าง 5.60 เมตร และยาว 6 เมตร ก่อสร้างด้วยศิลาแลงและมีร่องรอยการฉาบผิวด้วยปูน ประติมากรรมรูปครุฑ มีลักษณะเป็นประติมากรรมลอยตัวขนาดสูงประมาณ 2.50 เมตร องค์ครุฑแกะสลักด้วยหินทรายมีลายดอกไม้ 4 กลีบ และลายขนนก ซึ่งมีลักษณะของศิลปเขมรแบบบายนมีอายุประมารพุทธศตวรรษที่ 18 นับเป็นประติมากรรมที่มีขนาดใหญ่ มากและไม่เคยพบมาก่อนในประเทศไทย กรรมศิลปากรสรุปว่า ประติมากรรมรูปครุฑนี้คงเป็นลักษณะช่างฝีมือท้องถิ่นและยังแกะสลักไม่เรียบร้อย

 

กาญจนบุรีสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

สงครามในแผ่นดินกรุงธนบุรี

เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าแล้ว พระเจ้าตากสินได้รวบรวมกำลัง ขับไล่พม่าพ้นราชอาณาเขตไทยและปราบชุมชนต่าง ๆ ที่เป็นอิสระ รวบรวมบ้านเมืองไว้ได้และย้ายราชธานีไปตั้งยังกรุงธนบุรีในปี พ . ศ . 2310 ในรัชกาลที่ได้เกิดสงครามกับพม่า 10 ครั้ง เกิดการรบในพื้นที่เมืองกาญจนบุรี 3 ครั้ง ด้วยกัน ดังนี้

. ศ . 2310 คราวรบพม่าที่บางกุ้ง ปลายปี พ . ศ . 2310 หลังจากที่พระเจ้ากรุงธนบุรีทำพิธีราชาภิเษกพระเจ้าอังวะทรายว่าไทยมีกำลังที่เข้มแข็ง จึงให้แมงกี้มารญ่าเจ้าเมืองทวายมาตรวจตราเหตุการณ์ในเมืองไทย พระยาทวายยกทัพเข้ามาเมืองไทรโยค ( เข้าใจว่ามาทางด่านบ้องตี้) ผ่านเมืองกาญจนบุรี ราชบุรี เข้าตีบ้านบางกุ้งในเขตเมืองสมุทรสงคราม สมเด็จพระเจ้าตากสิน โปรดให้พระมหามนตรี ( กรมพระราชวังบวชมหาสุรสีนาท ) เป็นทัพหน้า พระอง๕เป็นทัพหลวงเข้าโจมตีพระยาทวายสู้ไม่ได้จึงหนีไปทางก่านเจ้าขวาง

. ศ . 2317 คราวรบพม่าที่บางแก้วเมืองราชบุรี อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่าติดตามครัวมอญมาถึงมะตะเมาะและให้งุยอคงหวุ่นติดตามครัวมอญเข้ามาในเขตไทย ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ พระเจ้าตากสิน จึงจัดกองทัพเข้าสกัดพม่าที่บ้านบางแก้ว เขตเมืองราชบุรี บางส่วนต่อสู้กันบริเวณบ้านหนองขาว เมืองกาญจนบุรี ผลการรบพม่าพ่ายแพ้ถูกจับเป็นเชลยและถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากส่วนที่หนีกลับไปทางด่านบองตี้ ด่านมะขามเตี้ย และด่านจ้าขว้าว

. ศ . 2318 คราวอะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมือง สงครามครั้งนี้เป็นศึกใหญ่กว่าทุกครั้ง ในสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้ามังระให้โปรดสุพลา เป็นแม่ทัพมาทางเชียงใหม่ให้ประกันหวุ่นเป็นแม่ทัพ ยกมาทางพระเจดีย์สามองค์อีกทางหนึ่ง เพื่อมมาตีกรุงธนบุรีแต่เกิดเรื่องในเมืองเมาะตะมะก่อนการสงครามส่วนใหญ่รบกันที่เมืองพิษณุโลกเป็นสำคัศ พม่าที่ตั้งอยู่ที่นครสวรรค์ถูกกองทัพไทยตีแตกพ่ายหนีมาทางเมืองอุทัยธานี พระเจ้าตากสินโปรดกองทัพไทยไล่ติดตามพามาทันที่บ้านเดิมบางนางบวช แขวงเมืองสุพรรณบุรีต่อเมืองสรรค์ ได้รับพุ่งกันพม่าสู้ไม่ได้ก็แตกทัพหนีไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์

สงครามในแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ไดเส็ดจขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงเห็นว่ากรุงธนบุรีไม่เหมาะสมหลายประกาศจึงย้านเมืองใหม่ มาอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างกรุงเทพ ฯ ขึ้นใน พ . ศ . 2325 เมื่อพม่าทราบว่าไทยเปลี่ยนแผ่นดินและสร้างเมืองหลวงใหม่จึงเป็นโอกาศที่จะยกทัพมาตีไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์จึงเกิดสงครามอีก 10 ครั้ง สงครามที่กระทำกันในบริเวณเมืองกาญจนบุรีมีประมาณ 7 ครั้ง ดั้งนี้

. ศ . 2328 คราวพม่ายกมา 5 ทาง หรือสงครามเก้าทัพ เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองราชย์และได้ย้ายเมืองมายังกรุงเทพ ฯ ในปี พ . ศ . 2325 พระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่าได้ขึ้นครองราชย์และสร้างราชธานี คืออมรปุระและรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ไว้ในอำนาจจึงคิดที่จะยกกองทัพมาตีไทยเยื้องบรรพกษัตริย์พม่า โดยได้จัดแบ่งออกเป็น 9 ทัพยกมา 5 ทาง จากเหนือจดใต้ ฝ่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระปรีชาสามารถและตัดสินพระทัยวางแผนการรบเผด็จศึกใหญ่ได้สำเร็จ

. ศ . 2329 คราวรบพม่าที่ท่าดินแดง บ้านท่าดินแดง อยู่ในเขตบ้านวังปะโท ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี ปัจุบันอยู่จมในเขื่อนเขาแหลม พม่าตกการแก่ตัวใหม่เพราะว่าไม่สามารถเอาชนะไทยได้จึงเตรียมกำลังละเสบียงอาหาร ยกเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์ โดยตั้งค่ายอยู่ที่บ้านท่าดินแดงและสามสบในเขตกาญจนบุรี เสด็จยกกองทัพเรือเข้าคลองบางกอกน้อย ผ่านแม่น้ำท่าจีน ออกลำน้ำแม่กลอง เข้าสู่ลำน้ำแควน้อยมาถึงเมืองไทรโยค แล้วยกทัพบกมาถึงเมืองท่าขนุน ทรงจัดให้กรมพระราชบวร ฯ เสด็จขึ้นไปตีพม่าทัพรบติดพันกัน 3 วัน 3 คืน ผลการรบพม่าแพ้ยับเยิน

. ศ . 2330 คราวไทยตีเมืองทวาย พระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงคิดที่จะแก้แค้นพม่าที่ยกมาตีไทยหลายครั้ง จึงยกกำลังทางเรือมาขึ้นที่เมืองตะกั่ว ( บ้านท่าเสา อำเภอไทรโยค ) เขตเมืองไทรโยค ทางทวายมี 2 ทางคือ ทางด่านบ้องตี้อีกทางอยู่เหนือขึ้นไปเรียกว่าทางช่องเขาสูง ( ปัจจุบันคือทางบริเวณเหมืองเต่าดำ เขตอำเภอไทรโยค ) ซึงเป็นทางใกล้แต่ลำบากเพราะเป็นทางเขาสูงชัน กองทัพหลวงยกไปทางนี้เพราะเหตุว่าใกล้ แต่การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากเมื่อเดินทางลงเขาพบกับพม่าที่ด่านวังปอ และกลิอ่อง ไทยตีแตกไปที่เมืองทวาย พม่าทิ้งเมืองข้ามลำน้ำไปอยู่อีกฟากหนึ่งกองทัพไทยยังไม่เข้าเมือง เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงนำทัพหลวงมาถึงได้ทรงพิจารณาสถานการณ์ทั่วๆ ไปแล้ว ทรงเห็นว่าไม่ความส่งกำลังเข้ายึดและปกครองเมืองทวาย เพราะกำลังฝ่ายเรามีน้อย ส่วนกำลังพม่าอยู่อีกฟากหนึ่งแม่น้ำและพร้อมจะส่งมาจากเมาะตะมะได้อย่างรวดเร็ว ข้อสำคัญพระยาทวายไม่เข้ากับฝ่ายไทย พระประสงค์ที่สำคัญคือการยกกองทัพมาครั้งนี้ เป็นการทดลองในการทำศึกกับพม่านอกประเทศเป็นครั้งแรก ในสมัยของพระองค์ และสำเร็จประโยชน์แล้วพระองค์ตั้งทัพอยู่เมืองทวาย 15 วัน ถึงยกกองทัพกลับแดนไทย

. ศ . 2336 คราวไทยตีเมืองทวาย สงครามครั้งนี้มิใช่เป็นการสงครามโดยตรงเป็นแต่ฝ่ายเจ้าเมืองทวายเจ้าเมืองตะนวนศรีเจ้าเมืองมะริด ส่งฑูตเข้ามาพร้อมด้วยดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ขออยู่เป็นข้าขอขัณฑสีมาของไทยทั้งสามเมือง และได้นำเจ้าฟ้าหญิงที่หนึ่งพม่าไปอยู่ทวายมาด้วย

. ศ . 2336 คราวไทยตีเมืองทวาย สงครามครั้งนี้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ จัดกองทัพออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นกองทัพเรือ เตรียมเรือที่เมืองชุมพรและเมืองไชยาโปรดให้กรมพระราชวังบวช ฯ เป็นแม่ทัพสมทบกันที่เมืองทวาย พม่ายอกเข้าตีกองทัพไทย พระยากาญจนบุรีถูกปืนตายในที่รบอีกส่วนหนึ่งยกไปจากพระนคร เข้าด่านบ้องตี้ เมืองกาญจนบุรีส่วนใหญ่ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงนำทัพเอง ไปประทับอยู่ที่ค่ายหลวงริมน้ำแควน้อย แขวงเมืองไทรโยค ( บ้านหินดาน ระยะจากเมืองทวาย 2 คืน ) ผลการรบมิไม่เป็นไปตามประสงค์เพราะเจ้าเมืองทวายไม่ซื่อ การรบไม่เป็นไปตามขั้นตอน แม่ทัพบางกองคนไม่เข้มแข้งพอ ผลที่สุดกองทัพเรือจึงถอนทัพกลับไปเมืองชุมพร กองทัพหลวงถอยมาแถบต้นแม่น้ำน้อยถึงบ้านหินดาด เหนือเมืองไทรโยค และยกทัพกลับพระนคร

. ศ . 2363 คราวขัดตาทัพพม่า ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 พระเจ้ากายแมงได้ครองราชย์ต่อพระปุดง กษัติรย์พม่าองค์นี้ได้ข่าวว่าเมืองไทยเกิดอหิวาตกโรคผู้คนล้มตายระส่ำระสายมาก จึงเตรียมยกกองทัพเข้าตีไทยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ จึงโปรดเกล้าให้จัดทัพใหญ่ 4 กองทัพ เตรียมรับศึกภาคใต้ ภาคเหนือกับทางชายแดนเมืองเพชรบุรี ราชบุรีและกายจนบุรี สำหรับเมืองกายจนบุรี พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ( รัชกาลที่ 3 ) ทรงเป็นแม่ทัพยกทัพมาขัดตาทัพและมาตั้งทัพอยู่มี่เมืองกาญจนบุรีและข่าวจากชายแดนไทย ตั้งแต่ด่านเจดีย์สามองค์ลงมาถึงด่านบ้องตี้ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ตั้งทัพอยู่ที่เมืองกาญจนบุรีประมาร 10 เดือน ทรงได้ข่าวว่าพม่ามิได้ยกทัพเข้ามาจึงยกกองทัพกลับพระนคร

. ศ . 2367 คราวไทยช่วยอังกฤษตีพม่า ในสมัยพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ รัชกาลที่ 3 กองทัพไทยจัดกองทัพไปตีเมืองเมาะตะมะ เหตุการณืสงครามครั้งนี้มรอังกฤษเข้ามาเกี่ยวข้องโดยอังกฤษให้ไทยทำสงครามกับพม่ารว่มกับอังกฤษ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ จึงพยายามหลีกเลี่ยงสงครามโดยตรงกับพม่า อย่างไรก็ตามครั้งสุดท้ายได้ตัดสินพระทัยส่งกองทัพ ( กำลังส่วนใหญ่ออกทางพระเจดีย์สามองค์) เข้ายึดเมาะตะมะไว้ในอำนาจเป็นวิธีการที่ทรงปฏิบัติทางทหารเพื่อผ่อนคลายในทางการเมืองให้เป็นแนวทางเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงเส้นทางทัพ

เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียอิสรภาพแก่พม่าในปี พ . ศ . 2310 หลังจากนั้น 7 เดือน พระเจ้าตากสินได้ย้ายราชธานีลงมาสร้างเมืองหลวงใหม่ คือ กรุงธนบุรี ซึ่งตั้งทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาต่อมาพระบาทสมเด็จพระพทุธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริญ์จึงได้ย้ายเมืองมาอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับกรุงธนบุรีเมื่อ พ . ศ . 2325 พม่ายังไม่เลิกราสงครามกับไทย พยายามส่งกองทัพเข้ามาตีไทยแบ่งออกเป็น 9 ทัพยกมา 5 ทาง และใน พ . ศ . 2329 พม่าก็ยกมาตีกรุงเพท ฯ อีก ซึ่งเรียกว่าสงครามท่าดินแดงและสามสบ สงครามทั้ง 2 ครั้งนี้ กองทัพไทยสามารถบุกเข้าโจมตีพม่าแตกพ่ายย่อยยับไปทั้ง 2 ครั้ง มีสิ่งบอกเกตุว่าพม่าจะเปลี่ยงแปลงเดินทัพยิ่งกว่านั้นพม่าอาจใช้การลำเลียงกำลังรบทางน้ำเพื่อเข้าตีพระนครอีกทางหนึ่ง ดังนั้น เมืองกายจนบุรีที่ลาดหญ้าจึงหมดความสำคัญที่เป็นเมืองหน้าด่านต่อไป เมื่อพระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้า ฯ ได้ทรงวินิจฉัยแผนการป้องกันประเทศพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์แล้ว พระองค์จึงโปรดพิจารณาเลือที่เหมาะสมในการป้องกันประเทศได้ทั้งทางบกและทางน้ำจึงโปรกย้ายเมืองมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแม่กลองและลำน้ำแควใหญ่ที่เรียกว่าปากแพรกซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเดิม ระยะทาง 18 กิโลเมตร แต่จะย้ายลงมาปีใดไม่ปรากฏหลักฐาน เพียงแต่สันนิษฐานว่าคงย้ายหลังจากนำทัพไปตีเมืองทวายเมือปี พ . ศ . 2330 แล้ว

เมืองกาญจนบุรี ( ใหม่) ที่ปากแพรก

เมืองกาญจนบุรี ( ใหม่) ตั้งอยู่บริเวณบ้านปากแพรก ริมฝั่งแม่น้ำ 2 สาย คือ แควใหญ่และแม่น้ำแม่กลอง เข้าใจว่าคงย้ายจากเมืองกาญจนบุรีที่ลาดหญ้า หลังจากเสร็จศึกสงครามตีเมืองทวายเนื่องจากเมืองเดิมอยู่เลยแม่น้ำไป และมีแก่งอยู่ 2 แก่ง คือแก่งเลี้ยงกีบแก่งจีนทำให้การเดินทางเรือไม่สะดวก โดยครั้งแรกเพียงแต่ปักเสาระเนียดบนเชิงเทิน และต่อมาจึงสร้างเป็นกำแพงก่ออิฐปูน ในสมัยรัชกาลที่ 3 พ . ศ . 2374 เพื่อป้องกันอังกฤษ พม่ารามัญ

ค้าขายกับเมืองราชบุรีตามหลักฐานจารึกหลักที่ 142 และ 143 กำแพงเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 200 เมตร ยาว 44 เมตร มีป้องมุมเมือง 4 ป้อม ทางกำแพงด้านยาวมีป้อม 2 ป้อมคือ ทางหน้าเมืองทำป้อมใหญ่ ป้อมหนึ่งทางหลังเมืองทำป้อมเล็กป้อมหนึ่ง มี 6 ประตู และประตูช่องกุฏิ 2 ประตู รวม 8 ประตูภายในกำแพงเมืองไม่มีโบราณสถาน แต่อย่างใด มีแต่ศาลหลักเมือง และสถานที่ราชการอยู่ในกำแพงเมืองมีวัดขนาบอยู่ 2 ด้าน คือทางทิศเหนือมีวัดสังฆาราม ( วัดเหนือ ) ส่วนทางด้านใต้มีวัดไชยชุมพลชนะสงคราม ( วัดใต้ ) ป้อมและกำแพงเมืองได้หักล่วงลงมาตามอายุโดยเฉพาะประตูเมืองทางทิสตะวันตกเฉียงใต้ถูกน้ำท่วมพังทลายลงมา ตั้งแต้สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ . ศ . 2420 และถูกรื้อเมือมีการสร้างโรงงานกระดาษใน พ . ศ . 2481 ปัจจุบันเหลือเพียงประตูหน้าเดียวและแนวกำแพงด้านริมน้ำ แนวกำแพงด้านหลังที่ดรงโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์กับป้อมมุมเมืองทางวัดไชยชุมพลชนะสงครามเมืองกาญจนบุรี

การปกครองเมืองกาญจนบุรี

จากหลังฐานเกี่ยวกับการปกครองเมืองกาญจนบุรีในสมัยสุโขทัยไม่พบหลักฐานชื่อเมืองกาญจนบุรีในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง

สมัยอยุธยา เมื่อพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีกาญจนบุรีก็เป็นเมืองหน้าด่านและเส้นทางเดินทัพที่สำคัญของสงครามไทย – พม่า คือเส้นทางด่านพระเจดีย์สามองค์หรือเส้นทางใต้ ส่วนสมัย กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ กาญจนบุรีก็ยังเป็นเมืองหน้าด่านเหมือนเดิม เกิดสงครามไทยกับพม่าในสมัยกรุงธนบุรีมีสมรภูมิในเมืองกาญจนบุรีหลายครั้ง เมืองพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตั้งราชพิธีปราบดาภิเษก เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ . ศ . 2525 ทรงตั้งข้าราชการกรมวังหลวง โดยตั้งหม่อมปลีบุตรพระยากลาโหมคนเดิมขึ้นเป็นพระยามหาเสนาที่สมุหกลาโหม โดยแบ่งส่วนราชการใหม่ให้ยกกายจนบุรี 1 เมืองไชโยก 1 ( ไทรโยค ) ซึ่งขึ้นกรมท่าให้ไปขึ้น กรมมหาดไทยเนื่องเมืองกาญจนบุรี เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญในการรบกับพม่า เพื่อให้มีเกียรติศัพท์ดังออกไปเมืองพม่าว่า มีหัวเมืองแน่นหนาหลายชั้น จึงโปรดตั้งให้เป็นหัวเมืองขึ้นมีกรมการรักษาทุกเมือง เดิมผู้สำเร็จราชการเมืองทั้งเจ็ดไม่มีนามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าพระราชทานนามชื่อ เป็นภาษสันสกฤตแก่ผู้สำเร็จเมือง เนื่องจากผู้สำเร็จราชการนี้เป็นชาวมอญ จึงเรียกว่ารามัญ 7 เมือง ดังนี้

ตั้งอยู่ในลำน้ำแควน้อย 6 เมือง คือ

•  เมืองสมิงสิงห์บุรี เจ้าเมืองคือ พระสมิงสิงห์บุรี ได้รับพระราชทานนามว่า พระสมิงสิงห์บุรินทร์

•  เมืองลุ่มสุ่ม เจ้าเมืองคือพระลุ่มสุ่ม ได้รับพระราชทานนามว่า พระนินนะภูมิบดี

•  เมืองท่าตะกั่ว เจ้าเมืองคือ พระท่าตะกั่ว ได้รับพระราชทานนามว่า พระชินติฐบดี

•  เมืองไทรโยค เจ้าเมืองคือ พระไทรโยค ได้รับพระราชทานนามว่า พระนิโครธาภิโยค

•  เมืองท่าขนุน เจ้าเมืองคือ พระท่าขนุน ได้รับพระราชทานนามว่า พระปนัสติฐบดี

•  เมืองทองผาภูมิ พระเสลภูมิบดี

ตั้งอยู่ในลำน้ำแควใหญ่ 1 เมือง คือ 4.5.2.1 เมืองท่ากระดาน เจ้าเมืองคือ พระท่ากระดานผาภูมิ ได้รับพระราชทานนามว่า พระผลกติฐบดี

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ในปี พ . ศ . 2437 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ โดยรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑลราชบุรี 6 มณฑล ได้มีการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล โดยจัดรวมเมืองกาญจนบุรี เข้ากับราชบุรีเป็นมณฑลราชบุรีครั้นต่อมาในปี พ . ศ . 2438 เป็นต้นมา เมืองด่านของกาญจนบุรี ก็ถูกยุบสังกัดกับเมืองกาญจนบุรีดังนี้

1. เมืองท่าขนุน เป็นกิ่งอำเภอสังขละบุรีและขึ้นเป็นอำเภอวังกะ

2 . เมืองทองผาภูมิ เป็นหมู่บ้านอำเภอสังขละบุรี

•  เมืองไทรโยค ยุบลงเป็นกิ่งอำเภอไทรโยคขึ้นกับอำเภออังวะ

•  เมืองท่าตะกั่ว ยุบลงเป็นหมู่บ้านในเขตกิ่งอำเภอไทรโยค

•  เมืองลุ่มสุ่ม ยุบลงเป็นหมู่บ้านขึ้นอยู่กิ่งอำเภอไทรโยค

•  เมืองสิงห์ ยุบลงเป็นหมู่บ้านอยู่ในเขตอำเภอเมือง

•  เมืองศรีสวัสดิ์ ยุบลงเป็นอำเภอศรีสวัสดิ์ขึ้นอยู่กับอำเภอเมือง

•  เมืองท่ากระดาน ยุบลงเป็นหมู่บ้านอยู่ในเขตกิ่งอำเภอศรีสวัสดิ์

เมืองเก่า ๆ เหล่านี้ไม่ปรากฏหลักฐานแต่อย่างใด นอกจากเมืองสิงห์เพราะว่าไม่ได้สร้างเป็นเมืองถาวรแต่อย่างใดเป็นเพียงที่ตั้งหน่วยลาดตระเวณเท่านั้น

การแบ่งการปกครองเป็นอำเภอต่าง ๆ

ในปี พ.ศ. . 2440 เมืองกาญจนบุรีแบ่งการปกครองออกเป็น 3 อำเภอ คือ

•  อำเภอเมือง ที่ว่าการตั้งอยู่ในกำแพงกาญจนบุรี

•  อำเภอใต้ ที่ว่าการอยู่ที่ท่าไม้รวก ตำบลม่วงชุม

•  อำเภอเหนือ ที่ว่าการอยู่ที่อำเภอบ้านทวน

ในปี พ . ศ . 2444 ได้ตั้งอำเภอขึ้นอีก 3 อำเภอ คือ

•  อำเภอสังขละบุรี ที่ว่าการอยู่ที่ตำบลวังกะ

•  อำเภอไทรโยค ที่ว่าการอยู่ที่อำเภอไทรโยค

•  อำเภอศรีสวัสดิ์ ที่ว่าการอยู่ที่อำเภอศรีสวัสดิ์

ในปี พ . ศ . 2467 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่อีก 5 อำเภอ คือ

อำเภอเมือง ที่ว่าการตั้งอยู่ที่อำเภอปากแพรก บริเวณในกำแพงประกอบด้วยกิ่งอำเภอต่าง ๆ ดังนี้

•  กิ่งอำเภอศรีสวัสดิ์

•  กิ่งอำเภอไทรโยค

•  กิ่งอำเภอบ่อพลอย

•  อำเภอท่าม่วง ที่ว่าการอยู่ที่ตำบลท่าม่วง บ้านท่าไม้รวก วังขนาย

•  อำเภอพนมทวน ตั้งที่ว่าการตำบลบ้านทวน

•  อำเภอท่ามะกา ตั้งที่ว่าการตำบลท่ามะกา ( ก่อนเรียกว่าอำเภอพระแท่นขึ้นอยู่กับตำบลพงตึก จังหวัดราชบุรี )

•  อำเภอทองผาภูมิ ตั้งที่ว่าการตำบลวังขนุน

•  กิ่งอำเภอสังขละบุรี

ในปัจจุบัน พ . ศ . 2542 แบ่งการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ

กาญจนบุรีสมัยประวัติศาสตร์

กาญจนบุรีสมัยทวาราวดี

ในสมัยทวาราวดี ซึ่งเป็นสมัยประวัติศาสตร์แห่งแรกของไทย กาญจนบุรีเข้าเกี่ยวข้องเนื่องจากมีสภาพภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน เมื่ออารยธรรมจากประเทศอินเดียได้เข้ามาสู่ด้นแดนสุวรรณภูมิ และต่อมาได้มีพ่อค้าชาวอินเดียได้เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย กาญจนบุรีเป็นทางผ่านสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยทางบก โดยพ่อค้าอินเดียได้ลงเรืองมาขึ้นบกที่เมียนมาร์ และเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยผ่านเส้นทางด่านพระเจดีย์สามองค์ มาตามลำน้ำแควน้อย ตัดเข้าสู่ลำน้ำแควใหญ่และลงสู่ลำน้ำแม่กลองตามลำดับ

หลักฐานที่ชาวอินเดียนำเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทย คือศาสนาพุทธ และพราหมณ์ โดยเฉพาะศิลปะในสมัยหลังคุปตะ เป็นต้น ได้พบหลักฐานสมัยทวาราวดีในกาญจนบุรีถึง 3 แห่ง ด้วยกัน ดังนี้

 

1. เมืองโบราณสถานพงตึก

เมืองโบราณสถานพงตึกอยู่ที่บ้านพงตึก ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกาจังหวัดกาญจนบุรี

ประวัติความเป็นมา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ . 2470 ได้ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ขนาดใหญ่ท่ามกลางพระพุทธรูปเงิน และทอง และยังพบพระพุทธรูปโบราณทำด้วย เงิน ทอง และทองเหลือง และพบโครงกระดูกมนุษย์ 1 โครง ราชบัณฑิตยสภาจึงได้ส่งศาสตราจารย์ยอร์ซ เซเดส์ซึ่งเป็นภัณฑรักษ์ใหม่มาสำรวจและได้ทำการขุดค้นในเวลาต่อมา

 

หลักฐานที่พบหลักฐานมีทั้งด้านโบราณสถานและโบราณวัตถุมีดังนี้

ซากอาคารขนาดเล็ก ฐานรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ( บ้านนายมา) มีฐานกว้างด้านละ 6 เมตร ตรงกลางมีฐานประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มีลวดลายปูนปั้นฝีมืองดงามหล่นอยู่

อาคารฐานกลม ตั้งอยู่ห่างจากอาคารรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ฐานเหล่านี้สร้างด้วยศิลาแลง ส่วนบนหักพังลงมา และพบลวดลายปูนปั้นหล่นอยู่ใกล้ฐานอาคาร

อาคารรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ( สวนกล้วย) ขนาด 8 x 8 เมตร ฐานสร้างด้วยศิลาแลง ตัวอาคารก่อด้วยอิฐ ทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กว้าง 1.10 เมตร

ซากฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยังมีเสากลมเหลืออยู่ ฐานสร้างด้วยศิลาและมีบันไดขึ้น

ตะเกรียงโรมันสำริด สูง 27 เซนติเมตร ยาว 21.50 เซนติเมตร ด้ามทำเป็นรูปลายปาล์ม อยู่ระหว่างปลาโลมา 2 ตัว หันหน้าเข้าหากันตรงกลางตะเกียงมีฝาสำหรับเทน้ำมัน บนฝาหล่อเป็นรูปเทพพระเจ้าซีเลนัส ในศิลปกรีก - โรมัน ตรงปลายมีที่ใส่ไส้ อายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 6 นับเป็นโบราณวัตถุที่เก่าแก่ที่สุดในสมัยประวัติศาสตร์ของไทย

 

พระพิมพ์ดินเผาและสำริด แบบปางปฐมเทศนา ประทับนั่งห้อยพระบาทภายใต้ซุ้มพุทธคยา ที่บานมีจารึกภาษาเทวนาครี ที่ใช้ในประเทศอินเดียในพุทธศตวรรษที่ 11 พระพิมพ์แบนี้เหมือนที่พบในอินเดีย และเมียนมาร์ ศาสตราจารย์ยอร์ซ เซเดส์ จัดเป็นพระพิมพ์รุ่นที่ 1 ของไทย

•  พระพุทธสำริด ศิลปะแบบคุปตะ 4 องค์ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 11

•  พระนารายณ์สี่กร ทำด้วยศิลา ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดดงสัก

ดินเผาแบบต่าง ๆ

ดอกไม้ทอง พบบนถนนอิฐระหว่างสวนกล้วยกับศาลเจ้า

เครื่องประดับปูนปั้น ลวดลายต่าง ๆ

ระฆังหิน ทำด้วยหินชนวนเจาะรูไว้สำหรับแขวน ใช้สำหรับเคาะเป็นสัญญาณ

เครื่องประดับเช่นแหวน ลูกปัดชนิดต่าง ๆ

 

จากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศ พบว่าเป็นเมืองรูปร่างค่อนข้างกลม แต่หลักฐานถูกทำลายไม่ชัดเจนนัก สันนิษฐานได้ว่ามีพ่อค้าชาวอินเดียเดินทางงผ่านมา และได้ตั้งเป็นชุมชนในราวพุทธศตวรรษที่ 11 เพราะมีที่ตั้งอยู่ระหว่างราชบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม ต่อมาถูกทิ้งร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 16 เพราะแม่น้ำเปลี่ยนกระแสทางเดิน ทำให้หลักฐานบางส่วนถูกทำลายลง

 

2. เจดีย์สมัยทวาราวดีที่บ้านวังปะโท่

ตั้งอยู่ที่ริมห้วยกึ่งคะยือ บ้านวังปะโท่ ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำตอนบน กองโบราณคดีกรรมศิลปากร ได้สำรวจแหล่งโบราณคดี ก่อนที่จะน้ำท่วม ในเขื่อนเขาแหลม อำเภอทองผาภูมิ คณะสำรวจนำโดยนายสด แดงเอียด ได้พบฐานเจดีย์ที่ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ มีร่อยรอยแกลบอย่างเห็นได้ชัด จากการขุดแต่งพบฐานเจดีย์ โบรารสมัยทวาราวดี เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส สร้างด้วยอิฐไม่สอปูน ลักษณะฐานเจดีย์ทำเป็นฐานหน้ากระดาน มีลวดบัวขนาดใหญ่เด่นชัดบนระหว่างฐานหน้ากระดาน และลวดบัวนั้นก่อย่อเก็จเข้าไปทำให้หัวอิฐด้านกว้างยื่นออกมา ส่วนฐานชั้นนอกสร้างขยายใหญ่ขึ้นภายหลังก็เป็นรูปหน้าหระดานและคงเหลือ ให้เห็นอยู่เพียงฐานของเจดีย์เท่านั้น อิฐที่ใช้ในการก่อสร้างฐานใน และฐานนอกมีขนาดใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นว่าฐานเจดีย์องค์นี้ถูกสร้างขึ้นสมัยยุคเดียวกันฐานเจดีย์ที่ค้นพบนี้เปรียบเทียบได้กับ เจดีย์หมายเลข 1 ที่บ้านคูบัว จังหวัดราชบุรี ฐานเจดีย์บางองค์ที่พบที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และฐานเจดีย์จุลปะโทน จังหวัดนครปฐม สันนิษฐานว่าจะเป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่พ่อค้าชาวอินเดียเดินทางผ่านมาทางด้านพระเจดีย์สามองค์มาตามลำน้ำแควน้อย และสร้างเจดีย์ไว้เพื่อสักการะบูชา และสืบทอดสาสนาให้เจริญ ยั่งยืนสืบต่อไป

 

3. เจดีย์สมัยทวาราวดีที่บ้านท่าหวี

บ้านท่าหวี ตั้งอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแควใหญ่ ในเขตตำบลลาดหญ้า

อำเภอเมืองกาญจนบุรี บริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มที่อุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำแควใหญ่ ดังนั้นจึงมีร่องรอยการตั้งชุมชนของมนุษย์ตั้งแต่มสมัยก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดีในสมัยทวาราวดี

ที่พบที่บริเวณบ้านท่าหวีประกอบด้วย ซากเจดีย์ก่ออิฐมีลายปูนปั้น พระพุทธสำริด พระพิมพ์เนื้อตะกั่ว พระพิมพ์ดินเผาปางสมาธิภายใต้ซุ้มพุทธคยา แวดินเผา ตะคันดินเผา และระฆังหิน เป็นต้น

 

การกำเนิดของแร่ธาตุ

แร่ธาตุที่มีอยู่ในธรรมชาติ กำเนิดขึ้นมาหลายลักษณะ คือ

•  เกิดจากการเย็นตัวของแมกม่า เนื่องจากแมกม่าหรือหินหลอมละลายเคลื่อนที่ออกมาเย็นตัวอยู่ภายในหรือภายนอกผิวโลก ในช่วงที่หินหนึดกำลังแข็งตัวเม็ดแร่ที่ประปนมากับหินหลอมละลายจะค่อย ๆ ตกตะกอนลงอย่างช้า ๆ เนื่องจากแร่ธาตุแต่ละชนิดมีน้ำหลักอะตอมที่ไม่มีเท่ากันจึงทำให้แร่ชนิดนั้น ๆ ตกตะกอนรวมกันเป็นกระจุก ในบางครั้งที่หินหนืดเริมเย็นตัวลง ความชื้นในหินหนืดจะถูกผลักดันให้ระเหยออกไปทำให้แร่ธาตุที่ประปนมากับมวลหินหนืดเริ่มตกผลึกขึ้นและแทรกซ้อนอยู่นชั้นหินในรูปของสายแร่ ซึ่งจะมีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป เช่น สินแร่เพ็กมาไตท์ประกอบด้วยแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด เช่น แร่เขี้ยว หนุมาน แร่ฟันม้า ไมก้า โลลัมเมียม และแทนทาลัมแทรกตัวอยู่ในชั้นหิน

•  เกิดจากการละลายน้ำร้อนหรือแก๊สร้อน น้ำที่มีอุณหภูมิที่สูงกว่าอุณหภูมิปกติของน้ำจะสามารถละลายแร่ธาตุได้หลายชนิด แร่ธาตุที่ละลายได้จะปะปนมากับน้ำร้อยนั้น ด้วยความดันภายใต้เปลือกโลกทำให้น้ำร้อนที่มีแร่ธาตุละลายอยู่ไหลซึมแพร่กระจายออกมาตามรอยแยก หรือช่องว่างระหว่างหิน หรือชั้นหิน หลังจากน้ำระเหยออกไปหมดแล้ว สินแร่เหล่านั้นจะแข็งตัวอยู่ในชั้นหิน และกลายเป็นสายแร่ หรือทางแร่ต่อไป เช่นสินแร่ทองแดง

•  เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำร้อน แรงดันภายใต้ผิวโลกสามารถผลักดันให้ของหินหนืด หรือหรือเมื่อไอของน้ำร้อนระเหยออกไปจะเหลือส่วนของแร่ธาตุบางชนิดไว้ เช่น การเกิดกำมะถันใกล้ปล่องภูเขาไฟ

•  เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีของแร่ที่มีอยู่เดิม แหล่งแร่ธาตุชนิดนี้อาจเกิดจากการเย็นตัวลงของแมกม่า หรือ เกิดจากสารละยายน้ำร้อนก็ตาม เมื่อเย็นตัวลงกลายเป็นแหล่งแร่ นานเข้าเมื่อน้ำฝนที่ตกลงมาซึ่งมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ได้ไหลซึมลงไปใต้ดิน เกิดกระบวนการออกซิเดชั่น หรือปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนขึ้นในชั้นหินที่อยู่ร้อยต่อระหว่างระดับน้ำบาดาลและอากาศที่แทรกอยู่ในหินทำให้แร่เดิมเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นสินแร่ออกไรด์ขึ้น ออกไรด์ของสังกะสี ทองแดง เหล็ก เงิน และทองคำ ในบริเวณที่ใต้ผิวโลกมีการผุพังทางเคมีของชั้นหินแร่ดั้งเดิมก็จะเลื่อนตัวลงสู่บริเวณชั้นล่างของมวลหิน ซึ่งแร่พวกนี้เป็นแร่ที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ เช่น ทองคำ ฯลฯ

 

 

 

 

การจำแนกแร่ธาตุ

การจำแนกแร่ธาตุ อาจแบ่งตามส่วนประกอบทางเคมีหรือตามคุณสมบัติทางกายภาพก็ได้ แต่ในที่นี้จะจำแนกตามคุณประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คือ

1. แร่ประกอบหิน หมายถึงแร่ที่เป็นส่วนประกอบของหินซึ่งได้เป็นหลักในการบ่งบอกชนิดของหิน เช่น หินแกรนิตจะต้องประกอบด้วยแร่ ขวอทซ์ เฟลสปาร์ และไมกา หรือหินทายประกอบด้วย เม็ดทราย หินปูนประกอบด้วยแร่แคลไรซ์เป็นต้น แร่ประกอบหินนี้จัเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมได้ถ้าหากเกิดเป็นปริมาณมาก เช่น เป็นทางแร่ประกอบด้วยแร่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาระหรือเป็นก้อนใหญ่ ๆ ปนกับแร่อื่นก้อนเล็ก ๆ แต่โดยทั่วไปมักมีขนาดเล็กไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนในการแยกแร่ออกจากหิน เว้นแต่จะนำหินนั้นมาใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น หินทราย หินแกรนิต หินอ่อน

2. แร่เศรษฐกิจ หรือแร่อุตสาหกรรม หมายถึง แร่ที่มีคุณภาพทางเศรษฐกิจ หรือมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ แบ่งออกเป็น

2.1 แร่โลหะ เป็นแร่ที่มีความสำคัญและมีค่ามาก มีคุณสมบัติคือความเหนียว แข็ง รีด หรือตีออกเป็นแผ่นและหลอมละลายได้ ทึบแสง เป็นตัวนำความร้อนและไฟฟ้าได้ดี เคาะมีเสียงดังกังกวาน เช่น เหล็ก เงิน ทองแดง ทองคำ ดีบุก ทังสเตน สังกะสี ตะกั่ว นิเกิล โครไมท์ แมงกานีส พลวง วุลแฟรม เป็นต้น

2.2 แร่โลหะ เป็นแร่ที่มีลักษณะเปาะแตก หรือหัดง่าย โปร่งแสงหรือยอมให้สีผ่านได้ ไม่เป็นตัวนำความร้อนหรือไฟฟ้า เมื่อเคาะไม่มีเสียงดังกังวาน แร่ อโลหะเป็นกลุ่มธาตุทีมีความสำคัญในการทำอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น อุตสาหกรรมทำปุ๋ย การก่อสร้าง เคมี เครื่องปั้นดินเผา ทำสี เป็นต้น เช่น หินฟอสเฟส เกลือหิน ซิลิกา ฯลฯ

2.3 แรรัตน์ชาติ เป็นแร่ที่นำมาใช้เป็นเครื่องประดับ ตกแต่ง เช่นพลอย ทับทิม บุศราคัม

เพทาย โกเมน นิล เพชร เป็นต้น

2.4 แร่พลังงาน เป็นแร่ธรรมชาติที่ถูกนำมาทำเชื้อเพลิงก่อให้เกิดพลังงานได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หินน้ำมัน ยูเรเนียม ทอเรียม

 

ศักยภาพการผลิตแร่ของจังหวัดกาญจนบุรี

แร่เศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรี แร่ธาตุต่าง ๆ จะปรากฏอยู่ภายใต้ผิวโลกของเปลือกโลกแต่จะปรากฏเฉพาะบริเวณเท่านั้น ทำให้แต่ละพื้นที่มีแร่ธาตุไม่เหมือนกัน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ หลายชนิด มีการทำเหมือนแร่มาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากมีการค้นพบตะกรันจากการถลุงแร่ตะกั่วซึ่งจากการพิสูจน์แล้วพบว่ามีอายุประมาณ 800 – 1,600 ปี ปัจจุบันทรัพย์กรแร่หลายชนิดมีการผลิตขึ้นมาใช้ โดยมรสำนักงานทรัพย์กรธรณีจังหวัดกาญจนบุรี ดูแลรับผิดชอบด้านอาชญาบัตรสำรวจแร่ ประทานบัตรเหมืองแร่ ตลอดจนการถลุงแร่ในจังหวัดกายจนบุรี

การทำเหมืองแร่ในจังหวัดกาญจนบุรีพบในหลายอำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา อำเภอพนมทวน อำเภอบ่อพลอย อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี และอำเภอด่านมะขามเตี้ย แร่ที่พบมีหลายชนิดได้แก่

•  แร่โลหะ ได้แก่ ดีบุก วุลแฟรมหรือทังสแตน ตะกั่ว สังกะสี พลวง เงิน ฯลฯ

•  แร่อโลหะ ได้แก่ อสเฟต ฟลูออไรด์ ดินมาร์ล ควอตซ์ ดินขาว เฟลด์สปาร์ แบไรต์ โดโลไมล์ แคลไซค์ ซีไลต์ หินอ่อน แกรนิต หินปูน ฯลฯ

•  แร่รัตนชาติ ได้แก่พลอยไพลิน นิลตะโก นิลเสี้ยน ฯลฯ

แร่โลหะ คือ แร่ที่สมารถไปถลุงหรือแยกเอาโลหะแร่ออกมาใช้งานได้ แร่โลหะที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัดกายจนบุรีตามลำดับความสำคัญโดย

แร่ดีบุก ( Cassiterote ) แหล่งแรดบุกในจังหวัดกายจนบุรี ส่วนใหญ่จะอยู่ใจเทือกเขาสูงระหว่างพรมแดนไทย – เมียนมาร์ แหล่งแร่ดีบุกส่วนใหญ่เป็นแหลงแร่ทุตินภูมิเกิดจากการสะสมตัวของแร่ดีบุกจากแหล่งปฐมภูมิทั้งหลายและมักจะอยู่ไม่ไกลจากแหล่งเดิมมากนัก แร่ดีบุกที่พบในจังหวัดกาญจนบุรีส่วนใหญ่เป็นแร่ แคสสิเทอไรท์ ( Cassiterote SnO 2 ) มีแร่ดีบุกชนิดอื่น ๆ ปนด้วย แต่มีปริมาณน้อย แร่ดีบุกแคสสิเทอไรท์ที่พบส่วนมากทีสีดำ นอกจากนี้ยังพบเป็นสีแดง สีเหลือง โดยทั่วไปมักพบแร่อื่นปนอยู่ด้วย โดยเฉพาะ ทังสะแตน ( วุลแฟรม ) ซึ่งดีบุก และทังสะแตนมักจะเกิดรวมกันโดยอาจแร่ชนิดหนึ่งชนิดใดเป็นแร่เด่นก็ได้

แหล่งแร่ดีบุกที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี พบมากในพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอบ่อพลอย อำเภอไทรโยค และตามบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี แหล่งที่สำคัญ คือหมู่บ้านเหมืองศรีมงคล ตำบลศรีคงมล อำเภอไทรโยค แหล่งแร่เป็นแบบสายแร่ และลานแร่ ทำเหมืองโดยวิธีเหมืองหาบ และเหมือนเจาะงัน ปัจจุบันมีประทานบัตรที่เปิดทำการ 4 แปลง

ประโยชน์ของแร่ดีบุก ใช้ผสมโลหะตะกั่วเป็นตะกั่วบัดกรี ใช้ผสมสังกะสี และพลวง ในการชุบแผ่นสังกะสีมุมหลังคา ในการฉาบแผ่นเหล็กเพื่อทำกระป๋องบรรจุอาหาร ใช้ใน อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิคส์ ผสมพลวงทำโลหะตัวพิมพ์ ชุบแผ่นเหล็ก ผสมทองแดง เพื่อทำทองบรอนซ์ ทำกระดาษเงินกระดาษ ใช้ในการพิมพ์ผ้าดอกทำหมึก ฟอกน้ำตาลและสบู่ สารประกอบที่มีดีบุกผสม 25-50 เปอร์เซ็นต์ ใช้ในอุตสาหกรรม พลาสติก ยาฆ่าเห็ด รา ยาฆ่าแมลงยารักษาเนื้อไม้และสีทาบ้าน ฯลฯ

แร่วุลแฟรม ( Wolframite ) หรือทังสแตน

แร่วุลแฟรม หรือทังสะแตนเป็นแร่ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นแร่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็ก และเหล็กกล้า เดิมเราพบเป็นผลพลอยได้จาการทำเหมืองดีบุก แร่ทั้งสองมักจะเกิดร่วมกันในภาวะธรณีวิทยาอย่างเดียวกัน โดยอาจมีชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นแร่เด่นก็ได้ และในบางแหล่งอาจพบแร่ดีบุกหรือทังสะแตนอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

แร่ทังสะแตนประกอบด้วยสินแร่หลายชนิด ที่สำคัญ คือ แร่วุลแฟรมไมท์ ( Wolframite , (Fe Mn) WO 4 ) ซีไลท์ ( Sheelite , CaWo 4 ) เฟอร์เบอไรท์ ( Ferberite, Fe Wo 4 ) ฮิบเนอร์ไรท์ ( Huebnerite ,MnWo4 )

แร่ทังสะแคนที่รู้จักกันดีและผลิตได้มากที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี คือ แร่วุลแฟรมไมท์ ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ที่ตำบลบ้านปิล็อก ตำบลลิ่นถิ่น ตำบลหินดาด อำเภอทองผาภูมิ เป็นแหล่งแร่ที่มีการผลิตมานาน นอกจากนี้ยังมีการผลิตที่หมู่เหมือนเตาดำ ตำบลวังกระเจาะ อำเภอไทรโยค การทำเหมืองส่วนใหญ่ จะใช้แรงงานคน มีทั้งวิธีเหมืองหาบ เหมืองเจาะงันและอุโมงค์ขนาดเล็ก

ประโยชน์ของแร่วุลแฟรม ใช้ผสมเหล็กกล้าทำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทนความร้อนสูง ทำเครื่องจักรกล เกราะ หัวเจาะ ที่ใช้ในการเจาะสำรวจปิโตเรียม และน้ำบาดาล ใบมีด ตะใบ เลื่อย ไส้หลอดไฟ และหลอดวิทยุ เครื่องตัดโลหะทุกชนิด เครื่องมือเครื่องจักรสานต่าง ๆ สารประกอบทังสะแตนใช้ในอุตสาหกรรมเคมีทำสี นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องแก้ว

แร่ตะกั่วและสังกะสี ( Galaena , Cerussite )

แร่ตะกั่วและแร่สังกะสีมักจะเกิดร่วมกันเสมอ แหล่งแร่ตะกั่ว – สังกะสีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ – ศรีสัวสดิ์ สังขละบุรี ในจังหวัดกายจนบุรี เป็นแร่ที่ได้มีการน้ำมาใช้ประโยชน์ในประเทศมาตั้งแต่สมัยโบราณ บางแหล่งอาจมีแร่เงินบนอยู่ด้วย เนื่องจากมีการค้นพบตะกรัน ( Slag ) ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือของแร่ ที่ถูกถลุงเอาแร่เงินออกไป

สินแร่ตะกั่วที่พบส่วนใหญ่เป็นแร่กาลีนา ( Galaera , PbS ) แร่ตะกั่วคาร์บอเนต

( Cerussite) ส่วนแร่สังกะสีพบหลายแร่ด้วยกันที่สำคัญได้แก่ ซิงค์เบลนด์ ( Zine - Blende ) หรือแร่ฟาเลอไรท์ ( Sphalerite ZnS ) แร่สมิทโซไนท์ ( Smithsonite , ZnCO 3 ) แร่เฮมิมอร์ไฟท์

( Hemimorphite , Zn 4 (Si2 O 7 ) (OH) 2 ( H 2 O )

การผลิตแร่ตะกั่วในจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันมีการดำเนินการผลิต 3 ราย มีประทานบัตรแร่ตะกั่ว 6 แปลง ผู้ผลิต 3 รายได้แก่ บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ ประเทศไทย จำกัด บริษัทกาญจนบุรีเอ็คโพลเรชั่นแอนด์ไมนิ่ง ( เค็มโก้ ) จำกัด บริษัทบ่อใหญ่ไมนิ่ง จำกัด ในบริเวณตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ แร่ส่วนใหญ่ที่ผลิตเป็นแร่กาลีนา หรือตะกั่วซัลไฟต์ และแร่ตะกั่วคาร์บอเนต การทำเหมืองแร่โดยทั่วไปเป็นเหมืองหาบ

ประโยชน์ของแร่ตะกั่วและสังกะสี ตะกั่วใช้มากในการทำขั้วและแผ่นเซลล์แบตเตอรี่ ทำโลหะผสม ตะกั่วบัดกรี กระดาษตะกั่ว ท่อน้ำ ตัวพิมพ์ กระสุนปืน สะพานไฟ ฝ้า ทำผนังกั้นรังสี ในห้องเครื่องหรือห้องปฏิบัติการปรมณู ทำสี และทำผลตะกั่วแดง ตะกั่วเหลือง สำหรับเคลือบภาชนะ ทำสายเคเบิ้ลใหญ่ ๆ ที่ฝังใต้ดิน เป็นตัวกันสะเทือนในเครื่องจักร สังกะสีใช้เคลือบแผ่นเหล็กทำสังกะสีมุงหลังคา กระป๋องสี ปลอกเปลือกในช่องถ่านไฟ ใช้ทำยารักษาโรคและเคมีภัณฑ์อื่น ๆ ใช้หล่อส่วนประกอบอุปกรณ์รถยนต์ เช่น คาร์บูเรเตอร์ ทำยารักษาเนื้อไม้ ฯลฯ

แร่พลวง ( Stibnite )

บริเวณที่พบแหล่งแร่พลวงมักอยู่ทางด้านตะวันตกของประเทศ เช่นเดียวกับแหล่งดีบุกและทังสะแตน สายแร่พลวงมีความสัมพันธ์กับแกรนิต โดยจะเกิดอยู่บริเวณขอบรอบนอกออกไปจากมวลหินแกรนิตไม่ไกลนัก และมักจะแทรกอยู่มรหินตะกอน ทั้งหินปูน หินดินดาด และหินทราย ในมหายุคพาลีโอโซอิค และ เมโสโซอิค

สินแร่พลวงที่สำคัญ คือ แร่สติบไนท์ (Sitbnite , Sb 2 O 3 ) หรือที่เราเรียกกันว่าพวงเงิน เพราะมีสีคล้ายเงิน ความวาวคล้ายโลหะ และแร่สติปปิโคไนท์ (Sitbnite , Sb 2 O 4 n H 2 O ) หรือที่เรียกว่า แร่พลวงทอง เพราะมีสีเหลืองคล้ำ แร่พลวงเกิดจากแร่พลวงเงินสัมผัสกับอากาศและความชื่น และมีการเปลี่ยนแปร หรือสลายตัวทางเคมีกลายเป็นแร่พลวงทอง

แร่พลวงมีการผลิตมากที่ตำบลไลโว่ ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี และที่อำเภอทองผาภูมิแหล่งแร่พลวงที่เปิดเหมืองในปจัจุบันความสมบูรณ์ไม่ค่อยดีหนัก การทำเหมืองแร่ส่วนใหญ่เป็นเหมืองหาบ

ประโยชน์ของแร่พลวง ผสมตะกั่วทำแผ่นกริดแบตเตอรี่ ผสมตะกั่วและดีบุกทำตัวพิมพ์และผสมบัดกรี บางชนิดใช้เป็นส่วนประกอบของกระสุน ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบนอกจากนี้ใช้หุ้มสายโทรศัพท์ สายไฟขนาดใหญ่ ทำหมึกพิมพ์โรเนียว ใช้ในอุตสาหกรรมไม้ขีดไฟ ใช้ในอุตสาหกรรมทำยางและทำผ้า ใช้ทำผ้าทนไฟ ใช้ในการแพทย์ เป็นต้น

แร่เงิน

ยังไม่มีการพบแหลงเงินธรรมชาติโดยเอกเทศ แต่พบเกิดร่วมแร่ตะกั่วสังกะสี 0.003 โดยหนัก แหล่งที่พบมากในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ และบริเวณเขาใหญ่หมู่บ้านซิม่องทะ ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี

ประโยชน์ของเงิน ใช้ในการทำเหรียญกษาปณ์ ทำโลหะผสม ใช้ชุมโลหะทำเครื่องประดับ ทำภาชนะต่าง ๆ สารเคมีของเงินใช้ในการแพทย์ การถ่ายรูป และทำแก้วสี เป็นต้น

แร่อโลหะ

แร่อโลหะได้แก่ แร่ซึ่งมิได้ใช้สำหรับการถลุงเพื่อผลิตโลหะใด ๆ เป็นกลุ่มแร่ธาตุที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนำมาใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่นอตุสาหกรรมเคมี การทำปุ๋ย การก่อสร้างและเครื่องปั้นดินเผาเป็นต้น จากลักษณะแตกต่างทางด้านการนำไปใช้สอยจึงสามารถแยกแร่อโลหะได้ 7 กลุ่มย่อยด้วยกันคือ

แร่อโลหะเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งได้แก่แร่ธาตุที่ใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้าง ที่อาศัยและเครื่องอำนวยความสะดวกในการดำรงชีพ เช่น กรวด ทราย หิน ซีเมนต์ยางมะตอย

แร่อโละเคมี เป็นแร่ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมเคมี เช่น กำมะถัน เกลือหิน ปูนขาว และปิโตรเคมี

แร่อโลหะทำปุ๋ย ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่นำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยและเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิวัติเขียวขึ้นมา ได้แก่ ฟอสเฟต โปแตส ไนเตรทและแคลเซียม

แร่อโลหะทำเครื่องปั้นดินเผา เป็นกลุ่มแร่อโลหะที่นำมาใช้ผลิตเครื่องปั้นดินเผา เครื่องสุขภัณฑ์ ภาชนะที่ใช้ในการใส่อาหารและเครื่องดื่ม ภาชนะที่นำมาเก็บกักน้ำซึ่งได้แก่ แร่ดินเหนียว ซิลิก้า และหินพับมิช เป็นต้น

แร่อโลหะที่ใช้ขัดถู จะเป็นแร่อโลหะที่นำมาผลิตอุปกรณ์ ที่ใช้ในการปรับระดับไม้ พลาสติกและโลหะอื่น ๆ ให้ราบเรียบ หรือมีขนาดเล็กลงตามความต้องการ ที่สำคัญได้แก่ ซิลิก้า หินทราย บุษราคัม และเพชร

แร่อโลหะที่ใช้ป้องกันความร้อน เป็นกลุ่มแร่ที่นำมาผลิตอุปกรณ์และฉนวนป้องกันความร้อนในเครื่องใช้ต่าง ๆ และนำมาใช้ผลิตเสื้อผ้าที่ใช้การผจญเพลิงซึ่งได้แก ยิปซั่ม แมกนิเซียมแรใยหิน และไมก้า

แร่อโลหะทำสี เป็นแร่ที่นำมาทำสีเพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ดินเหลือง ดินเหนียว ไดอะโทไมด์ และแบไรต์

แร่อโลหะที่สำคัญทางเศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่

แร่ฟลูออไรท์ หรือบางที่เรียกฟลูออสปาร์ (Fluorspar ) ที่พบมีหลายสีเช่น ขาว สีเขียวอ่อน สีมรกต สีเหลืองน้ำตาล สีน้ำอมเขียว สีคราม สีม่วง เป็นต้น อาจพบเป็นรูปผลึกต่าง ๆ หรือเกิดเป็นชิ้น ๆ หรืออาจเกิดในลักษณะเป็นลูก ๆเหมือนพวงองุ่น การกำเนิดแหล่งแร่อาจเกิดแบบสายแร่แทรกอยู่ตามรอยแตกของหินหรืออาจเกิดแบบไปแทนที่เนื้อหิน เช่นหินปูน หรืออาจเกิดเป็นเพื่อนแร่ในสายเปกมาไตท์ (Pegmatites) หรือเป็นแร่ประกอบหินในหินอัคนีก็ได้

จังหวัดกาญจนบุรีนับได้ว่าเป็นแหล่งที่มีความสมบูรณ์ค่อนข้างสูง แหล่งผลิตแร่ฟลูออไรท์ที่สำคัญได้แก่ เหมืองตะเคียนงาม ตำบลจรเข้เผือก อำเภอเมือง เหมืองพนมทวน ตำบลวังไผ่ อำเภอห้วยกระเจา เหมืองสลักพระ ตำบลท่ากระดาษ อำเภอศรีสวัสดิ์ เหมืองมะชะยอ ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค การทำเหมืองจะทำโดยวิธีเหมืองหาบ และเหมืองอุโมงค์

ประโยขน์ของฟลูออไรท์ใช้เป็นเชื้อถลุงในการถลุงเหล็กใช้ในอุตสาหกรรมอลูมิเนียม อุปกรณ์กล้องจุลทรรศน์ ผสมทำวัสดุเคลือบเหล็กกล้า อิฐพิเศษ อุตสาหกรรมผลิตใยแก้วในเครื่องทำความเย็นแบบต่าง ๆ ซึ่งไม่มีพิษเมื่อเกิดรั่วออกมา

แร่แบไรท์ ( Barite)

แร่แบไรท์มักมีสีขาวหรือสีขาวปนน้ำเงิน สีเหลือง สีแดงองุ่น เยื้อแร่โปร่งใสไปจนโปร่งแสง มักพบเป็นแผ่นหนาขาว หรือเป็นผลึกเกิดรวมกันเป็นกลุ่มก้อน หรือเป็นเม็ดหรือแบบเนื้อด้านเหมือนดิน เป็นแร่อโลหะที่หนักเป็นพิเศษ

ประโยชน์ของแร่แบไรท์ ส่วนมากนำมาทำโคลนนม ( Drilling Mud ) ซึ่งใช้ในการเจาะสำรวจน้ำหรือน้ำบาดาล ใช้ในอุตสาหกรรมทำแม่สีเนื้อสี อุตสาหกรรมแก้วละย่าง ผ้าน้ำมัน กระดาษน้ำมัน พลาสติก ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา ใช้บดทำยาสำหรับรับประทานก่อนที่จะทำการเอ็กซเรย์เกี่ยวกับการตรวจกระเพราะและลำไส้ ใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ทำแป้งผัดหน้า ทำคอนกรีตเสริม โลหะตะกั่วสำหรับโรงงานปฏิกรณ์ปรมณู หรือห้องเครื่องเอ็กซเรย์ เพื่อกันรังสีเอ็กซ์และรังสีแกมมาเป็นต้น

 

แร่โดโลไมท์ ( Dolomite)

โดโลไมท์ คือ ชั้นหินที่มีส่วนประกอบของแร่โดโลไมท์ หรือร่วมกันกับแร่แคลไซท์มากกว่า 50 % และมีแร่โดโลไมท์มากกว่าแร่แคลไซท์ แหล่งแร่โดโลไมท์มักอยู่ใกล้เคียงกับบริเวณเขาหินปูน โดโลไมท์ มีลักษณะคล้ายหินปูนหรือหินอ่อน แต่แข็งกว่าเล็กน้อย มีหลายสีเช่น สีขาว สีเทา สีเทาเข้ม – ดำ สีเขียว สีชมพู เป็นต้น

การผลิตแร่โดโลไมท์ในจังหวัดกาญจนบุรี มีการผลิตที่ตำบลวังด้ง ตำบลปากแพรก ตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมือง ตำบลวังน้อย อำเภอท่าม่วง นับว่าเป็นแหล่งผลิตโดโลไมท์ที่ใหญ่ที่สุด การทำเหมืองแร่ส่วนใหญ่จะเป็นเหมืองหาบ ปัจจุบันมีประทานบัตรแร่โดโลไมท์จำนวน 8 แปลง

ประโยชนแร่โดโลไมท์ ใช้ผลิตแมกนีเซียมซึ่งใช้เป็นวัสดุทนไฟหรือฉนวนและใช้ในอุตสาหกรรมแก้วและกระจก ใช้ในการเกษตรปรับสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง ปรับสถาพดินและทำปุ๋ยแมกนีเซียม ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็ก โดโลไมท์เผาในอุณหภูมิสูงจะได้ปูนขาว ใช้ในการทำอิฐทนไฟ ทำผนังทนไฟบุ ชั้นในของเตาถลุงโลหะ นอกจากนี้อาจใช้ในการเป็นหินปรับระดับ และหินก่อสร้างได้

แร่เฟลด์ปาร์ ( Feldspar )

แร่เฟลด์ปาร์ หรือที่เรียกว่าหินฟันม้า พบอยู่มนหินแกรนิต เปกมาไทท์ และไนซ์ ที่พบแหล่งใหญ่จะเป็นในสายเปกมาไทท์

การผลิตในจังหวัดกาญจนบุรี มีการผลิตที่ตำบลหนองกุ่ม และตำบลหนองรี อำเภอบ่อพลอย อำเภอไทรโยค และอำเภอศรีสวัสดิ์ปัจจุบันมีประทานบัตรแร่เฟลด์ปาร์ 4 แปลง

ประโยชน์ของเฟลด์ปาร์ ในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบและอุตสาหกรรมแก้ว อุตสาหกรรมเซรามิค อุตสาหกรรมกระจก พลาสติก ลวดเชื่อไฟฟ้าเป็นตัวเสริมในการผลิตสี ยาง ไม้ขีดไฟ น้ำยาทำความสะอาดและขัดเงา

แร่ฟอสเฟต ( Phosphate )

แร่ฟอสเฟต เป็นสารประกอบแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำปุ๋ย โดยทั่งไปแหล่งแรฟอสเฟตเกิดได้ 3 ลักษณะ คือ เกิดในหินอัคนี เกิดจากการสะสมตัวในทะเล และเกิดจากการสะสมตัวของมูลนกหรือมูลค้างคาว

การผลิตแร่ฟอสเฟตของจังหวัดกายจนบุรีมีการผลิตที่ตำบลวังเย็น อำเภอเมือง ตำบลพังตรุ อำเภอท่าม่วง การทำเหมืองโดยเหมืองหาบ ปัจจุบันมีการทำเหมืองฟอสเฟต 2 แปลง

ประโยชน์ของแร่ฟอสเฟต ประมาณ 70 % ใช้ในการทำปุ๋ย นอกนั้นใช้ประโยชน์อื่น ๆ เช่นทำอาหารสัตว์ ผงซักฟอง วัสดุไฟฟ้า อุปกรณ์ขัดถู ยาฆ่าแมลง ยาสีฟัน ยารักษาโรค ไม้ขีดไฟและใช้ทำวัตถุระเบิด

 

แร่ดินขาว (Kaolinite)

ในจังหวัดกาญจนบุรีพบดินเหนียวประเภทต่าง ๆ หลายชนิดที่สำคัญ ได้ดินขาว (Kaolin หรือ china clay) และดินมาร์ล ( marl) หรือดินสอพอง ดินขาวหรือเคโอลิน มีสีขาว สีเทา สีเหลืองอ่อน มักเกิดจาการผุพังของแร่อลูมิเนียม ซิลิเกต โดยเฉพาะแร่ เฟลด์สปาร์

การผลิตแร่ดินขาวในจังหวัดกาญจนบุรีพบว่ามีการผลิตที่ตำบลกลอนโต อำเภอด่านมะขามเตี้ย การทำเหมืองแร่โดยวิธีเหมืองหาบซึ้งเป็นแร่ที่มีเปอร์เซนต์ต่ำ ปัจจุบันทีการประทานบัตรแร่ดินขาว 4 แปลง

ประโยชน์ของแร่ดินขาว ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา กระเบื้องเคลือบ เครื่องสุขภัณฑ์ วัสดุทนไฟและอิฐกระดาษสีและยาง ใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิกส์

ดินมาร์ล ( Marl )

หรือดินสอพอง มีการสำรวจพบที่อำเภอท่าม่วง เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการผลิตปูนซีเมนต์เป็นส่วนใหญ่ ทำแป้งกระแจะ รูป นอกจากนี้ยังได้มีการนำดินมาร์ลไปใช้ในหารแก้ปัญหาดินเปรี้ยว โดยมีการผลิตปูนมาร์ลเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะ

แร่แคลไซท์ (Calcite)

แร่แคลไซท์ เป็นส่วนประกอบของหินปูนและหินอ่อน พบทั่วไป บริเวณที่เป็นหินปูน หรืออาจเกิดเป็นสายแร่แทรกอยู่ในหินอื่น ๆ ส่วนใหญ่เกิดเป็นรูปผลึก มีรอยแตกสี่เหลี่ยมเป็นรูปขนมเปียกปูน ปกติมีสีขาวใส ไม่มีสี อาจมีสีเทา สีแดง สีเขียว เหลืองน้ำตาล หรือสีน้ำตาลปนดำ

แหล่งที่พบในจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่บริเวณอำเภอไทรโยค ซึ่งมีโครงสร้างเป็นหินปูน

ประโยชน์ของแร่แคลไซท์ ถ้าเป็นผลึกชนิดใสสะอาด ใช้ในการทำเลนส์กล้องถ่านรูป และประโยชน์อื่น ๆ คือใช้ในการทำปูนซีเมนต์ ปูนปาสเตอร์ ปูนขาว ทำปุ๋ย ทำแก้ว ผสมยาสีฟัน และใช้ทำเชื้อถลุงในการถลุงเหล็ก

หินแกรนิต (Granite)

หินประดับหินแกรนิต เป็นหินอัคนีชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยแร่ต่าง ๆ หลายชนิดที่สำคัญ ควอตซ์ เฟด์สปาร์ ไมก้า ( เป็นมัสโคไวหรือไบโอไทต์) การที่มีแร่หลายชนิดเกาะประสานกันในเนื้อ ทำให้หินประดับชนิดแกรนิตมีลักษณะเนื้อสวยงาม เมื่อนำมาตัดเป็นแผ่นและขัดมัน จะทำให้สวยงามยิ่งขึ้น จึงนิยมมาใช้เป็นหินประดับอาคารบ้านเรือน

การทำเหมือง หินประดับชนิดแกรนิตพบที่ ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี ปัจจุบันมีประทานบัตรแร่หินประดับชนิดแกรนิตจำนวน 2 แปลง

ประโยชน์ของหินแกรนิต ใช้เป็นหินประดับและหินแกะสลักต่าง ๆ หินก่อสร้างทำอนุสาวรีย์และทำครก

แร่หินอ่อน (Marble)

หินอ่อนเป็นหินแปรชนิดหนึ่ง เป็นหินปูนซึ่งถูกความร้อนและความกดดันแปรสภาพเป็นหินอ่อน เมื่อนำมาตัดเป็นแผ่นและขัดมันทำให้สวยงามมีหลายสี หินอ่อนมีหลายชนิดตามลักษณะของเนื้อหิน สีของหินที่พบมีหลายสี และลวดลายต่าง ๆ กันเช่น สีขาว สีเทาขาว สีเทาเข้า สีดำ สีชมพู – เทา สีเขียว

จังหวัดกาญจนบุรีมีการทำเหมืองแร่หินอ่อนที่อำเภอไทรโยค ที่ตำบลเกาะสำโรง ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง ปัจจุบันมีประทานบัตรแร่หินอ่อนเปิดทำการ 3 แปลง

ประโยชน์ของหินอ่อน ใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง หินแกะสลักต่าง ๆ หินประดับและตกแต่งอาคาร เช่น ปูพื้น ประดับผนัง ทำชั้นบันได และทำเครื่องใช้สอยทั่วไป

หินปูน (Limestone)

หินปูนเป็นหินชั้นชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการตกตะกอนทางเคมีของแคลเซียมคาร์บอเนตมีส่วนประกอบของแคลไซท์ (Calcite) หรือรวมอยู่กับโดโลไมท์ (Dolomite) มากกว่า 50 % และทีแร่แคลไซท์มากกว่าแร่โดโลไมท์ หินปูนมีสีต่าง ๆ เช่นสีขาว เทา แดง ดำ อาจพบซากดึกดำบรรพ์ในหินได้ เช่น ซากหอย ซากประการัง ภูเขาปูนมักมียอดหยักแหลม หรือเป็นหน้าผาหินปูน ในเชิงพาณิชย์นั้นต้องมีแร่แคลไซท์บวกแร่โดโลไมท์มากกว่า 90 % ขึ้นไป

หินปูนที่พบในจังหวัดกาญจนบุรี พบอยู่ในทั่วไปมักมีการทำเหมืองแร่ที่อำเภอท่าม่วง อำเภอเมือง อำเภอด่านมะขามเตี้ยและอำเภอพนมทวน

ประโยชน์ของหินปูน ใช้ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ หินก่อสร้าง ปูนขาว อุตสาหกรรมฟอกหนังอุตสาหกรรมน้ำตาล อุตสาหกรรม สารเคมี ผงซักฟอก และทำแคลเซียมคาร์ไบต์ และใช้เป็นเชื้อในการถลุง และการแต่งแร่เหล็กและโลหะอื่น ๆ เป็นต้น

แร่รัตนชาติหรืออัญมณี (Precious stone or gemstone)

จังหวัดกาญจนบุรี นับว่าเป็นจังหวัดที่มีแหล่งพลอยมีค่าสูงได้แก่ ไพลิน ซึ่งเป็นอัญมณีที่สำคัญและส่งออกเป็นจำนวนมาก แห่งพลอยดังกล่าวมีต้นกำเนิดมาจากภูเขาไฟชนิด บะซอลท์ basalt ถือกำเนิดมาได้ประมาณ 3 ล้านปีเศษ โดยการปะทุนแทรกหินท้องที่ดั้งเดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินแปร ชนิดควอร์ตไซท์มีอายุระหว่างยูไซลูเรียน – ดีโวเนียน ( ระหว่าง 435 – 345 ล้านปี ) หลังจากเกิดการผุพังสลายตัวของหินธรรมชาติ พลอยซึ่งฝั่งอยู่ในเนื้อหิน บะซอลท์ จะหลุดและเคลื่อนย้ายออกไปสะสมตัวทำให้เกิดลานแร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ พลอยบางส่วนจะหลุดสะสมตัวอยู่กับที่หรือใกล้เคียงหินแม่บะซอลท์หรือบริเวณปากปล่องภูเขาไฟนั้นเองโดยทั่วไปพลอยคอรันดัมที่พบฝังตัวอยู่ในเนื้อหินสดหาได้ยากมักจะพบพลอยหลุดผุพังจากต้นกำเนิดเดิมมาแล้ว เคลื่อนย้ายออกไปสะสมตัวที่อื่น ตามห้วย สำธาร หรือท้องคลองบริเวณที่ราบลุ่ม ซึ่งเรียกกันว่า ลานแร่ (Placer) หรือเรียกว่าลานพลอย

การทำเหมืองพลอยในจังหวัดกาญจนบุรีได้ทำการขอประทานบัตรซึ่งถือได้ว่าเป็นประทานบัตร การทำเหมืองแร่พลอยแห่งแรกในประเทศไทย และเปิดทำการเป็นเหมืองพลอยเชิงอุตสาหกรรมเป็นเหมืองแร่แรกของประเทศไทย

แหล่งพลอยที่พบในจังหวัดกาญจนบุรี คือ แหล่งพลอบอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรีอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร แหล่งพลอยอำเภอบ่อพลอยแห่งนี่เคยเป็นแหล่งพลอยไพลินที่มีชื่อเสียงในอดีต ทุกวันนี้ยังคงมีการขุดหาพลอยกันอยู่ เหมืองพลอยในปัจจุบันมีประทานบัตรเหมืองรัตนชาติ 2 แปลง พื้นที่รวมประมาณ 100 ไร่ ในท้องที่ตำบลหนองอีติ๋ม อำเภอบ่อพลอย นอกจากนี้ยังพบแหล่งพลอยแหล่งใหม่ที่บ้านช่องด่านไปทางเหนือจากบ่อพลอยประมาณ 6 กิโลเมตร

แหล่งพลอยอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแหล่งผลิตพลอยไพลอน ( Blue sapphire ) ที่มีคุณภาพดีของไทย เนื่องจากมีสีสวยขนาดเม็ดโต ความสวยของพลอยไพลินบางเม็ดเทียบเคียงไดกับพลอยไพลินคุณภาพดีจากศีรังกา และของเขมรที่เดียว พลอยชนิดอื่นที่พบร่วมกับพลอยไพลิน เช่น ไพรอกซีนดำ ( นิลเสี้ยน ) สปิเนลดำ ( นิลตัน หรือ นิลตะโก ) รวมทั้งแร่เฟลด์สปาร์ขาวใสชนิดซานิดีน และแร่สีเขียวอมเหลืองของโอลิวีน ควอทซ์ หรือแก้วโป่งข่ามพบอยู่บ้างเล็กน้อย

การทำเหมืองแร่พลอยอุตสาหกรรมในจังหวัดกาญจนบุรี ยังมีความคุ้งค่าในการลงทุนเพราะยังมีพลอยให้ขุดค้นอยู่ใต้ดินอีกมากมาย ซึ่งในอดีตชาวบ้านค้นหาพลอยเฉพาะบริเวณหน้าดินที่ลึกไม่เกิน 7 เมตรเท่านั้น ถ้าลึกกว่านั้นจะมีปัญหาน้ำเอ่อท่วม ซึ่งในระดับความลึกนั้นถ้าใส่เครื่องจักรกลเข้ามาช่วยจะไม่มีปัญหา และผู้มาลงทุนทำเหมืองพลอยจะมาจากการทำเหมืองแร่ดีบุกเดิม เมื่อราคาดีบุกไม่ดีขึ้นติดต่อมาเป็นเวลาหลายปีจึงหันมาเสี่ยงกับการขุดพลอยเพราะมีเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำเหมืองแร่พลอยอยู่แล้ว การแสวงหาพลอยใช้เครื่องจักรกลหนักขุดดินและนำมาผ่านขบวนการล้างแร่ที่โรงแต่งแร่ – ล้างแร่ ประเภทที่สองขุดดินมาล้างแร่ในกระบะซึ่งใช้เงินทุนไม่มากนัก ประเภทที่สามใช้แรงงานคนขุดแบบชาวบ้าน ราคาซื้อขายแรกปากหลุมตกประมาณวันละ 8 ถึง 9 ล้านบาท

 

การคมนาคมขนส่งในจังหวัดกาญจนบุรี

การคมนาคมขนส่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ถ้าขาดการคมนาคมที่ดีแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจะบรรลุเป้าหมายได้ยาก ทั้งนี้เพราะการคมนาคมขนส่งที่ดีจะช่วยให้การติดต่อระหว่างท้องถิ่นต่างๆ เป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว ช่วยให้การขนส่งสินค้าจากแหล่งผลิตในชนบทออกสู่แหล่งบริโภคในเมืองได้รวดเร็วขึ้น เป็นการประหยัดทั้งเวลาแลัะค่าใช้จ่ายเมื่อมีเส้นทางที่เกษตรกรจะนำสินค้าออกมาจำหน่ายได้สะดวกก็ย่อมเป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลิตมากยิ่งขึ้น รายได้และความเป็นอยู่ของประชากรในชนบทย่อมดีขึ้นด้วย นอกจากนั้นการคมนาคมที่สะดวกยังช่วยให้สินค้าและความเจริญต่างๆ จากในเมืองสู่ชนบท ทำให้ ชาวชนบทได้ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพให้เจริญทัดเทียมกับภูมิภาคอื่นๆ การคมนาคมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการครองชีพและสังคมของประชากรให้สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้เองทางจังหวัดกาญจนบุรีจึงมีโครงการสร้างถนนเชื่อมโยงในหมู่บ้านต่างๆ ให้สามารถติดต่อกับจังหวัดได้อย่างสะดวกและรวดเร็วให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การคมนาคมขนส่งที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีแบ่งได้ดังนี้

•  การขนส่งทางบก ได้แก่ ทางถนน และทางรถไฟ

•  การขนส่งทางน้ำ

•  การขนส่งทางท่อ

 

การคมนาคมขนส่งทางบก

•  การคมนาคมขนส่งทางถนน ทางหลวง

ทางหลวงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด การขาดระบบทางหลวงที่ดีและเพียงพอย่อมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ยาก การมีระบบทางหลวงที่ดีและเพียงพอ จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ในอัตราสูง นอกจากนี้ทางหลวงยังมีบทบาทที่สำคัญในด้านการพัฒนาและความมั่นคงของชาติด้วย

•  ความสำคัญของการคมนาคมขนส่งทางหลวง ทางหลวงมีบทบาทยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนต่อความมั่นคงของประเทศ การคมนาคมขนส่งโดยทางหลวงที่ปลอดภัย สะดวก รวดเร็วและเพียงพอจะเป้นสิ่งกระตุ้นให้เศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ในอัตราสูง ทางหลวงที่ดีจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงและช่วยส่งเสริมให้ผลิตผลเข้าสู่ตลาด และจากตลาดไปถึงผู้บริโภคในราคาถูกเป็นประโยชน์ในการลดค่าครองชีพของประชาชนทั่วไป เกษตรกรก็มีโอกาสในการขายพืชผลในตลาดมากขึ้น ท้องถิ่นในชนบทจะได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากการบริการต่างๆ สามารถเข้าไปถึงได้อย่างสะดวก นอกจากนั้นทางหลวงยังเป็นสื่อของการรวมประชาชนในจังหวัดให้รู้สึกใกล้ชิดกันมีความเข้าใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกด้วย

•  ประเภทของทางหลวง ในปัจจุบันทางหลวงในประเทศแบ่งออกเป็น 7 ประเภท คือ

•  ทางหลวงพิเศษ คือ ทางหลวงที่ได้ออกแบบเพื่อให้การจราจรผ่านได้รวดเร็วเป็นพิเศษ ซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดเป็นทางหลวงพิเศษรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติทางหลวงประเภทนี้ และได้ลงทะเบียนไว้ ณ กรมทางหลวง

•  ทางหลวงแผ่นดิน คือ ทางหลวงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจการปกครองและการป้องกันประเทศ เป็นทางหลวงที่ติดต่อภูมิภาคสำคัญทั่วประเทศ กรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบำรุงรักษา รัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติทางหลวงประเภทนี้และให้ลงทะเบียนไว้ ณ กรมทางหลวง

•  ทางหลวงจังหวัด คือ ทางหลวงที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดกับอำเภอ หรือสถานที่สำคัญของจังหวัดนั้น กรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบำรุง และให้ลงทะเบียนไว้ ณ กรมทางหลวง

•  ทางหลวงชนบท คือ ทางหลวงนอกเขตเทศบาลและเขตสุขาภิบาลที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบำรุงรักษา อธิบดีกรมโยธาธิการเป็นผู้ให้ความยินยอมในทางหลวงประเภทนี้และให้ลงทะเบียนไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด

•  ทางหลวงเทศบาล คือ ทางหลวงในเขตเทศบาลที่เทศบาลเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยายบูรณะและบำรุงรักษา อธิบดีกรมโยธาเป็นผู้อนุมัติทางหลวงประเภทนี้และได้ลงทะเบียนไว้ ร สำนักงานสุขาภิบาล

•  ทางหลวงสุขาภิบาล คือ ทางหลวงในเขตสุขาภิบาลที่สุขาภิบาลเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยายบูรณะและบำรุงรักษา อธิบดีกรมโยธาเป็นผู้อนุมัติทางหลวงประเภทนี้และได้ลงทะเบียนไว้ ณ สำนักงานสุขาภิบาล

•  ทางหลวงสัมปทาน คือ ทางหลวงที่รัฐบาลได้สัมปทานแก่เอกชนให้สร้างขึ้นเพื่อการคมนาคม หรือเพื่อการอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ได้รับสัมปทานและได้ลงทะเบียนไว้ ณ กรมทางหลวง

•  ทางหลวงที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีสามารถติดต่อกับจังหวัดข้างเคียง โดยถนนลาดยางของกรมทางหลวง ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี ส่วนจังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดตาก พื้นที่ติดต่อส่วนใหญ่เป็นภูเขาจึงไม่มีถนนเชื่อม

•  ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาทางหลวงในจังหวัดกาญจนบุรีการพัฒนาทางหลวงในจังหวัดกาญจนบุรีมีปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งปัญหาที่สืบเนื่องมาจากปัญหาภายในจังหวัดตลอดจนปัญหาที่สืบเนื่องมาจากธรรมชาติ อันเป็นผลทำให้การก่อสร้างทางหลวงต้องล่าช้ากว้าเป้าหมาย และเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ปัญหาคือ

•  ปัญหาราคาน้ำมันสูงขึ้น เป็นสาเหตุทำให้วัสดุก่อสร้าง รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ในการทำงานของเครื่องจักรสูงขึ้นตามลำดับ

•  การขาดแคลนวัสดุที่จะใช้ในงานก่อสร้าง

•  ค่าก่อสร้างทางหลวงสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

•  ปัญหาอันเนื่องมาจากสภาพธรรมชาติ ด้วยเหตุที่จังหวัดกาญจนบุรีตั้งอยู่ในเขตลมมรสุมมีฝนตกชุกในฤดูฝน ทำให้เกิดน้ำท่วมในอำเภอต่างๆ เป็นประจำทุกปี น้ำได้ท่วมถึงทางหลวงทำความเสียหายแก่ผิวทางไหล่ทาง ทางขาด สะพาน และท่อชำรุด หรือพัง ดินเลื่อนตัว (Slide) ฯลฯ เป็นผลทำให้ต้องเสียงบประมาณในการซ่อมแซมปีหนึ่งๆ หลายสิบล้านบาท นอกจากนี้การก่อสร้างทางในสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่มมากๆ หรือเป็นภูเขาหุบเขาทุรกันดารก็ทำความลำบากในการก่อสร้าง ทำให้งานล่าช้า และสิ้นเปลืองงบประมาณมาก

 

•  การคมนาคมขนส่งทางรถไฟ

เป็นระบบการคมนาคมที่ให้ประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการทหาร เป็นเส้นทางขนส่งที่ให้ประโยชน์ในการขนส่งสินค้าจำนวนมากๆ และเชื่อถือได้แทบทุกฤดูกาล เว้นแต่ในบางครั้งสภาพทางธรรมชาติอาจเป็นอุปสรรคบ้าง เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม ทำให้ทางรถไฟขาด ต้องหยุดเดินรถชั่วคราวจนกว่าจะแก้ไขสำเร็จ

 

•  ความสำคัญของการคมนาคมขนส่งทางรถไฟ

•  ความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจการก่อสร้างรถไฟแต่เดิมแม้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมือง การปกครองภายในประเทศเป็นสำคัญแต่เส้นทางรถไฟก็เป็นเส้นทางที่เปิดภูมิประเทศให้ประชากรเข้าไปบุกเบิกพื้นที่รกร้องว่างเปล่าให้เป็นประโยชน์ด้วย ดังนั้นการสร้างเส้นทางรถไฟนอกจากจะผ่านท้องถิ่นซึ่งมีผู้อาศัยมากพอสมควรแล้ว ยังต้องผ่านไปตามท้องที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ มีช่องทางที่จะขยายการประกอบอาชีพแก่ประชาชนในด้านต่างๆ หรือมีทรัพยากรอื่นในปริมาณที่สมควรจะพัฒนาและนำไปใช้ประโยชน์ เส้นทางรถไฟจะช่วยให้เกิดความสะดวกในการขนผลิตภัณฑ์ซึ่งมีอยู่มาก ในที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งมีความต้องการใช้เช่นเดียวกัน ทำให้มีการขยายการผลิตในด้านวัตถุดิบในบางท้องถิ่นที่มีวัตถุดิบมาก แต่อาจขาดแรงงานทุน หรือเทคนิคที่จะแปรสภาพวัตถุดิบนั้นไปยังแหล่งที่มีปัจจัยกำลังทางอื่น ในการแปรสภาพ ทำให้เกิดและมีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมมากขึ้น ตลอดจนการแบ่งงานกันทำและเกิดความชำนายในงานแต่ละท้องถิ่น

•  ความสำคัญทางสังคม การเมือง การปกครองบทบาทของการขนส่งเกี่ยวข้องกับสังคมอยู่มาก การที่ประชาชนสามารถไปมาถึงกันโดยสะดวกทำให้รู้สึกว่าอยู่ในสังคมเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยกทางราชการสามารถติดต่อกับราษฎรในท้องถิ่นต่างๆ ที่เส้นทางคมนาคมไปถึง เพื่อให้บริการได้ดีขึ้น ในด้านอำนวยความปลอดภัย การสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข การศาลยุติธรรม การศึกษา ฯลฯ ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นได้แลกเปลี่ยนความรู้ และวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ในสมัยที่การสื่อสารทางวิทยุ และโทรทัศน์ยังไม่แพร่หลาย ข่าวสารทางราชการหรือของท้องถิ่นหนึ่งจะนำไปให้ประชาชนในท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลทราบได้ก็โดยส่งไปทางยานพาหนะขนส่ง การรถไฟในฐานะที่เป็นเส้นทางขนส่งหลักมีบทบาทในเรื่องต่างๆ นี้โดยตลอดมา เพิ่งมาลดความสำคัญลงในระยะหลังที่มีการคมนาคมขนส่งทางอื่นที่สะดวกและรวดเร็วกว่า

•  ความสำคัญทางทหาร การขนส่งมีความสำคัญเป็นอันดับสูงสำหรับให้การสนับสนุนแก่ทางทหารจนเรียกได้ว่า ศักยภาพการทำสงครามของประเทศขึ้นอยู่กับระดับความสามารถของการขนส่งคนและวัสดุอุปกรณ์ด้วยประการหนึ่ง ฉะนั้นจึงต้องจัดให้มีและรักษาระบบการขนส่งให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้การได้ทันที การขนส่งทางรถไฟเป็นเส้นทางหลักในการเคลื่อนย้ายกองทหารขนาดใหญ่และยุทโธปกรณ์ ทหารอาจเข้าควบคุมการดำเนินงานเพื่อให้สามารถใช้กิจกรรมรถไฟเป็นประโยชน์แก่การสงครามได้เต็มที่ ส่วนในยามปกติก็มีการดำเนินการที่เป็นประโยชน์ในทางทหารหลายประการ เช่น ลำเลียงยุทโธปกรณ์และกำลังพลในการประลองยุทธ์และการฝึกยุทธการต่างๆ

•  การคมนาคมขนส่งทางรถไฟในจังหวัดกาญจนบุรี มีเพียงสายเดียวคือ เส้นทางระหว่างกรุงเทพมหานครหรือธนบุรี - น้ำตก ซึ่งแยกจากชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านอำเภอท่ามะกา อำเภอท่าม่วง อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอไทรโยคไปสุดทางที่สถานีน้ำตก ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค ทางรถไฟสายธนบุรี - น้ำตกสร้างขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง โดยรัฐบาลไทยในสมัยนั้นยินยอมให้ญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างการก่อสร้างอาสัยแรงงานเชลยศึกชาวตะวันตกและแรงงานจ้างทั้งชาวไทยและชาวเอเชียอื่นๆการก่อสร้างในสมัยนั้นต้องเสี่ยงอันตรายในด้านต่างๆ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ผ่านเข้าไปในเขตภูเขาและป่าลึก ดังนั้นจึงทำให้แรงงานก่อสร้างทางรถไฟจำนวนมากเสียชีวิต จึงขนานนามทางรถไฟสายนี้ว่า “ ทางรถไฟสายมรณะ ” ทางรถไฟสายกรุงเทพมหานคร ถึงจังหวัดกาญจนบุรีมีความยาวทั้งสิ้น 133 กิโลเมตร ประชากรส่วนหนึ่งของชุมชนที่อยู่บริเวณเส้นทางรถไฟสายนี้ติดต่อกับชุมชนภายนอก แม้ว่าในปัจจุบันทางรถไฟสายกรุงเทพมหานครถึงจังหวัดกาญจนบุรีมิได้มีความสำคัญในด้านการคมนาคมเทียบเท่าเส้นทางรถยนต์ แต่ก็นับได้ว่าเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางที่มีความเกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่สอง ทางรถไฟสายนี้ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำแควและภูมิประเทศที่ประกอบด้วยภูเขาและป่าไม้ ทางรถไฟสายนี้จึงเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทสให้เดินทางเข้ามาในจังหวัดกาญจนบุรีในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก

•  ปัญหาการคมนาคาขนส่งทางรถไฟ

•  ปัญหาเกี่ยวกับการแข่งขน เนื่องจากในปัจจุบันได้มีการสร้างทางถนนชั้นดีเชื่อมระหว่างจังหวัดต่างๆ ซึ่งทำให้ลดระยะทางในการขนส่งอย่างมาก นอกเหนือจากการขนส่งแบบถึงประตูบ้านแล้ว เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้รถไฟเสียเปรียบรถยนต์บรรทุก คือ การประกอบการขนส่งสินค้าด้วยรถยนต์บรรทุกทำได้ค่อนข้างเสรี ขาดการวางแผนการควบคุมให้มีจำนวนเหมาะสม ปัญหาการตัดราคาค่าขนส่งและวิ่งรถผิดกฎหมายจึงเกิดขึ้น ทำให้รถไฟต้องสูญเสียสินค้าให้แก่รถยนต์บรรทุกไปมาก

•  ปัญหาด้านลักษณะการดำเนินงานของการรถไฟ กล่าวคือ การขนส่งทางรถไฟมีข้อจำกัดมากทั้งด้านความเร็ว และความคล่องตัวในการให้บริการเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งโดยรถยนต์บรรทุกแล้ว บริการรถไฟนับว่าขาดความรวดเร็วและคล่องตัวมาก ทั้งนี้เนื่องจากจุดอ่อนที่สำคัญ 2 ประการคือ

•  รถไฟไม่สามารถให้บริการถึงประตูบ้านได้ เพราะการขนส่งทางรถไฟไม่สามารถขนส่งออกนอกเส้นทางได้

•  เกี่ยวกับความรวดเร็วความพอเพียงของบริการและความแน่นอนในการรับสินค้า

•  ปัญหาต้นทุนการดำเนินการบางอย่าง เพิ่มขึ้นที่สำคัญได้แก่ ต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งนับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

 

 

 

การคมนาคมทางน้ำ

•  การคมนาคมขนส่งทางแม่น้ำ ลำคลอง

การคมนาคมขนส่งทางแม่น้ำลำคลองภายในจังหวัดกาญจนบุรีนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของจังหวัดมาช้านาน ในอดีตก่อนที่การคมนาคมขนส่งทางบก เช่น ทางรถไฟ รถยนต์จะเจริญนั้น กาญจนบุรีก็ได้อาศัยการคมนาคมขนส่งทางน้ำเป็นหลัก แม้ปัจจุบันการคมนาคมขนส่งทางอื่นจะเจริญขึ้นมากแต่การขนส่งทางน้ำก็ยังมีความสำคัญอยู่ แม้การขนส่งทางน้ำจะชักช้าไปบ้าง แต่ก็เสียค่าใช้จ่ายน้อย สินค้าที่มีน้ำหนักมาก และไม่ค่อยเสียหายง่ายนัก ก็ยังนิยมใช้การขนส่งทางน้ำอยู่ ยิ่งในปัจจุบันราคาน้ำมันสูงขึ้นกว่าเดิมมาก และมีแนวโน้มจะสูงต่อไปอีกเรื่อยๆ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางอื่นเพิ่มขึ้นมาก การขนส่งทางน้ำจึงได้รับความสนใจจากรัฐบาลที่จะเร่งพัฒนาเพื่อให้ประชาชนนิยมใช้การขนส่งทางน้ำมากขึ้น อันจะเป็นการประหยัดเงินตราที่ต้องซื้อน้ำมันมากขึ้น และจะเป็นการประหยัดเงินตราที่ต้องซื้อน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในการขนส่งทางอื่นต่อไป

เส้นทางคมนาคมทางน้ำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีเป็นเวลานานมาแล้ว เพราะใช้เป็นเส้นทางติดต่อระหว่างชุมชาแล้ว ตามเส้นทางคมนาคมทางน้ำยังเป็นแหล่งเกษตรกรรม ด้วยเหตุนี้ตามลำน้ำจึงมีการตั้งถิ่นฐานของประชากรกระจายอยู่ทั่วไป เส้นทางคมนาคมทางน้ำของจังหวัดกาญจนบุรีมี 3 สาย คือ

•  แม่น้ำแควน้อย มีต้นน้ำอยู่บริเวณภูเขาสูงของอำเภอสังขละบุรี มีความยาวประมาณ 250 กิโลเมตร ต้นน้ำแควน้อยเกิดจากลำน้ำเล็กๆ 3 สาย ไหลมารวมกันที่สามสบซึ่งอยู่เหนือตัวอำเภอ สังขละบุรี ไหลผ่านเขตอำเภอทองผาภูมิ ไทรโยค และบรรจบกับแควใหญ่ที่ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงที่การคมนาคมทางรถยนต์ระหว่างตัวจังหวัดกับอำเภอสังขละบุรีไม่ดีเท่าทุกวันนี้ แควน้อยมีความสำคัญอย่างมากในการติดต่อระหว่างชุมชนในลุ่มแม่น้ำแควน้อยกับชุมชนภายนอก ปัจจุบันการคมนา - คมตามแม่น้ำแควน้อยลดความสำคัญลงเนื่องจากมรพัฒนาเส้นทางรถยนต์เพิ่มขึ้น

•  แม่น้ำแควใหญ่ มีต้นน้ำเกิดจากภูเขาคอนลินสตรีปริกส์ ของเทือกเขาถนนธงชัย ซึ่งอยู่บริเวณอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ไหลผ่านพื้นที่บางส่วนของอำเภอทองผาภูมิ อำเภอศรีสวัสดิ์ และบรรจบกับแควน้อยที่บริเวณหน้าตัวเมืองกาญจนบุรี แควใหญ่มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 450 กิโลเมตร สมัยที่ยังไม่มีการพัฒนาเส้นทางรถยนต์ระหว่างตัวจังหวัดกับพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ แควใหญ่เป็นเส้นทางคมนาคมที่มีความสำคัญมาก ปัจจุบันความสำคัญด้านการคมนาคมทางน้ำลดลง แต่ยังคงประโยชน์ในด้านการบริโภคและการเพาะปลูกสำหรับประชาชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมสองฝั่งแควใหญ่

•  แม่น้ำแม่กลอง เกิดจากแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อย ซึ่งไหลมาบรรจบกันที่บริเวณหมู่บ้านปากแพรก ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี ไหลผ่านพื้นที่ตอนล่างของอำเภอเมืองกาญจนบุรี ท่าม่วง ท่ามะกา ไหลผ่านเข้าไปในพื้นที่ของจังหวัดราชบุรี และไหลลงสู่อ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรสงคราม แม่น้ำแม่กลองมีความยาวประมาณ 140 กิโลเมตร เฉพาะช่วงที่ผ่านจังหวัดกาญจนบุรียาวประมาณ 40 กิโลเมตร สมัยที่การคมนาคมทางบกยังมิได้รับการพัฒนาอย่างกว้างขวาง แม่น้ำแม่กลองเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญในการติดต่อระหว่างชุมชนเป็นอย่างมาก ปัจจุบันความสำคัญในด้านนี้ลดลงไปมาก แต่ยังเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญในด้านการบริโภค และการเพาะปลูกสำหรับประชากรในพื้นที่บางส่วนของอำเภอเมืองกาญจนบุรี ท่าม่วงและท่ามะกาเป็นอย่างมาก

เส้นทางคมนาคมสามสายเป็นเส้นทางน้ำทางธรรมชาติที่มีความสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี แม้ว่าในปัจจุบันนี้ความสำคัญในด้านการคมนาคมได้ลดความสำคัญลงไปมาก แต่แม่น้ำทั้งสามสายคงความสำคัญในด้านการบริโภคและการเพาะปลูกสำหรับประชากรที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามบริเวณสองฝั่งแม่น้ำ ในปัจจุบันแม่น้ำทั้งสามสายได้มีความสำคัญในด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่ง เพราะเป็นเส้นทางน้ำไหลผ่านภูมิประเทศสวยงาม ทั้งภูเขาและป่าไม้ โดยเฉพาะแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแควน้อยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศนิยมมาล่องแพตามลำแม่น้ำเป็นจำนวนมาก

 

•  ประโยชน์ของการคมนาคมขนส่งทางแม่น้ำ

การพัฒนาเส้นทางการคมนาคมขนส่งทางแม่น้ำลำคลอง ภายในจังหวัดได้ถูกละเลยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหลังจากที่ได้มีการพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางบกทั้งทางรถยนต์และรถไฟ จนเจริญก้าวหน้าขึ้นมาแนวโน้มการขนส่งทางน้ำจึงได้ลดลงมาก แต่ในภาวะปัจจุบันที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องเสียเงินตราต่างประเทศในการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ปีหนึ่งๆ หลายหมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงได้วางนโยบายที่จะเร่งรัดพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางน้ำให้เจริญก้าวหน้าขึ้น การพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางแม่น้ำลำคลองจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยส่วนรวมหลายประการคือ

•  เมื่อการคมนาคมขนส่งทางน้ำเสียค่าใช้จ่ายต่ำ สะดวกและปลอดภัยก็จะเป็นที่นิยมกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงส่วนรวมลดลงได้มากคิดเป็นมูลค่าปีหนึ่งๆ หลายร้อยล้านบาท และพร้อมๆ กันนั้นจะช่วยลดภาระการขนส่งทางบก

•  ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งมีจำนวนมากจะสามารถใช้การคมนาคมทางน้ำได้อย่างสะดวก อันจะเป็นประโยชน์ในการใช้น้ำแก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น

•  เส้นทางการคมนาคมขนส่งทางน้ำโดยธรรมชาติถูกทำลายได้ยากย่อมจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่แต่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น ยังมีประโยชน์ในด้านการอุปโภคบริโภคอีกด้วย

 

•  อุปสรรคของการคมนาคมขนส่งทางน้ำในจังหวัดกาญจนบุรี

อุปสรรคของการคมนาคมขนส่งทางน้ำในจังหวัดกาญจนบุรีขึ้นอยู่กับลักษณะของลมฟ้าอากาศที่เป็นแบบมรสุม ซึ่งทำให้เกิดฤดูฝนและฤดูแล้งอย่างละครึ่งปีอย่างเห็นได้ชัด ในฤดูฝนแม่น้ำจะมีปริมาณน้ำในแม่น้ำมากพอที่จะใช้ในการเดินเรือหรือการคมนาคมทางน้ำ แต่ก็มีอุปสรรคอยู่ที่น้ำไหลเชี่ยว เพราะพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรีค่อนข้างจะสูง ตามแม่น้ำจะมีเกาะแก่งเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ช่วงฤดูแล้งนั้นระดับน้ำในแม่น้ำลดระดับต่ำลงมาก ปัญหาร่องน้ำตื้นเขินจึงเป็นปัญหาสำคัญที่สุด แม้จะมีเขื่อนต่างๆ ช่วยควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำแต่ยังไม่สามารถช่วยได้มากนัก เพราะในบางปีเกิดภาวะฝนแล้งอย่างมาก ต้องเก็บน้ำไว้ใช้ทางด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า และการเกษตร ทำให้ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำให้อยู่ในระดับที่พอเพียงแก่การเดินเรือได้ นอกจากจะมีปัญหาร่องน้ำตื้นเขินในฤดูแล้งแล้ว ฤดูแล้งที่มีน้ำน้อยทำให้การขนสินค้าริมฝั่งลำบากขึ้นเพราะริมฝั่งบางแห่งสูงชันมากทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

 

การคมนาคมขนส่งทางท่อ

การคมนาคมขนส่งทางท่อในจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ โครงการท่องส่งแก๊สธรรมชาติระหว่างไทยกับเมียนมาร์ ซึ่งดำเนินการโดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ( ปตท .) ได้รับมติจากรัฐบาลไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2536 ให้เร่งรัดการจัดหาก๊าซธรรมชาติโดยเจรจารับซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยานาดาและเยตากุน ของสหภาพเมียนมาร์ เพื่อให้ทันกับแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า พลังความร้อนร่วมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ( กฟผ .) ที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2541-2542 การพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยที่สุด โดยวัตถุประสงค์ของการจัดซื้อก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร์ มีหลายประการคือ เพื่อจัดหาก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน คือสหภาพเมียนมาร์ นำมาเป็นพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกและรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในภาคตะวันตก เพื่อเป็นการประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับสหภาพเมียนมาร์และเพื่อเป็นการเตรียมการเชื่อมระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทางภาคตะวันออกและภาคตะวันตกของประเทศ จากวัตถุประสงค์ดังกล่าวการคมนาคมขนส่งทางท่อจะมีประโยชน์ต่อจังหวัดกาญจน - บุรี ดังนี้

•  สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในจังหวัดกาญจนบุรีเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศต่อไป

•  มีการจ้างงานท้องถิ่นมากขึ้นในช่วงการก่อสร้างท่อก๊าซธรรมชาติ

•  จังหวัดมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการเกิดอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งมีการจ้างงานในท้องถิ่น

•  เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมของจังหวัดด้วยการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสะอาด

การคมนาคมขนส่งทางท่อระหว่างไทยกับเมียนมาร์ที่ผ่านมาของจังหวัดกาญจนบุรี มีดังนี้

•  การคมนาคมขนส่งทางท่อจากแหล่งยาดานา แหล่งก๊าซยาดานาอยู่ในอ่าวเมาะตะมะ ทะเลอันดามัน โดยอยู่ห่างจากชายแดนไทยบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี เป็นระยะทางประมาณ 413 กิโลเมตร การปิโลเลียมแห่งประเทศไทยได้เจรจารับซื้อก๊าซธรรมชาติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2538 โดย ปตท . รับซื้อก๊าซธรรมชาติ ณ จุดรับส่งก๊าซธรรมชาติที่ชายแดนไทย - เมียนมาร์ บริเวณบ้านอีต่อง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และจะเริ่มรับก๊าซธรรมชาติในปี 2541

•  การคมนาคมขนส่งทางท่อจากแหล่งเยตากุน แหล่งก๊าซธรรมชาติเยตากุน อยู่ในอ่างเมาะตะมะ ทะเลอันดามัน โดยห่างจากชายแดนไทยบริเวณจังหวัดกาญจนบุรีเป็นระยะทาง 270 กิโลเมตร ปตท . ได้เริ่มเจรจาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเยตากุน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2537 โดยการซื้อขายอยู่บนหลักหารซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ณ จุดรับส่งก๊าซที่ชายแดน ไทย - เมียนมาร์ บริเวณบ้านอีต่อง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

 

การท่องเที่ยวของกาญจนบุรี

กาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรในการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ได้พัฒนาไปแล้วและยังไม่ได้พัฒนา นับได้ว่าในภาคตะวันตก กาญจนบุรีได้เปรียบจังหวัดอื่นๆ ด้านการท่องเที่ยวและที่ได้เปรียบอีกประการหนึ่ง กาญจนบุรีอยู่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร นอกจากนั้นกาญจนบุรียังเป็นเมืองหน้าด่านเข้าสู่เมียนมาร์ เมืองหลวงของเมียนมาร์ก็อยู่ไม่ห่างไกลจากกาญจนบุรีมากนัก ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าหากเมียนมาร์เปิดประเทศจะทำให้กาญจนบุรีเป็นเส้นทางบกสำคัญเข้าสู่เมียนมาร์ การท่องเที่ยวระหว่างไทยกับเมียนมาร์จะทำให้สะดวกขึ้นในอนาคต

ในปัจจุบันถ้าเราพูดถึงทรัพยากรท่องเที่ยวของกาญจนบุรี มีทั้งแหล่งโบราณสถาน โบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ แหล่งน้ำเหนือเขื่อนขนาดใหญ่ น้ำตกที่มีชื่อเสียง ภูเขา ถ้ำ เรียกได้ว่าถ้าจะท่องเที่ยวให้ทั่วแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี อาจต้องใช้เวลาหลายวัน นอกจากนั้นยังอาจพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก เช่น ด้านประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับเส้นทางการเดินทัพมัยโบราณ เส้นทางรถไฟสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ด้านโบราณคดี ในถ้ำหินปูนของจังหวัดกาญจนบุรี เคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สมัยหิน ซึ่งพบร่องรอยต่างๆ เช่น เครื่องใช้ อาวุธ สถานที่เหล่านี้สามารถพัฒนาให้นักท่องเที่ยวได้ชมได้ ทางด้านมานุษยวิทยากาญจนบุรีบางส่วนนับได้ว่า เป็นบริเวณที่มีชนชาติต่างๆ อาศัยอยู่ ประกอบด้วยชนชาติกะเหรี่ยง มอญ เมียนมาร์ ลาว บังคลาเทศ คองลู้ ขมุ ละว้า แต่ละชนชาติล้วนมีภาษา วัฒนธรรมต่างกัน ถ้าได้จัดเป็ศูนย์รวมวัฒนธรรมของชนเผ่าชายแดนด้านตะวันตกของประเทศไทยขึ้น จะเป็นแหล่งดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้มาก ทางด้านการอุตสาหกรรมในท้องถิ่นกาญจนบุรีมีอุตสาหกรรมในท้องถิ่นหลายอย่าง ที่นักท่องเที่ยวอาจสนใจ เช่น การขุดพลอย เจียรนัยพลอย การทำวุ้นเส้น น้ำตาลทราย ถ้าจัดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมนอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้วยังเป็นการประชาสัมพันธ์และการขายสินค้าไปด้วยในตัว จะเห็นได้ว่ากาญจนบุรียังมีศักยภาพในการพัฒนาการท่องเที่ยวได้อีกมาถ้าได้มีการศึกษาและค้นคว้าอย่างจริงจัง

การท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี

 

การท่องเที่ยวเป็นธุรกิจอุตสาฟหกรรมบริการที่ทำรายได้แก่ประเทศไทยเป็นจำนวนมหาศาล เป็นกิจกรรมที่เพิ่งพัฒนาขึ้นในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศต่างๆ เกิดความสงบทางด้านการเมืองและการปกครอง ประชากรมีภาวะเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง ระบบการคมนาคมขนส่งและการสื่อสารสะดวกขึ้น การท่องเที่ยวของไทยได้เจริญเติบโตขึ้นในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของทวีปเอเชีย มีรายได้ช่วยลดการขาดดุลชำระเงินของประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวจะนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาใช้จ่ายเป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ซื้อสินค้าภายในประเทศ การบันเทิงและอื่นๆ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินตรา เป็นผลให้เศรษฐกิจของชาติ โดยส่วนรวมมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 2534 : 46) ได้รายงานว่า “ รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจาก 21,445 ล้านบาท ในปี พ . ศ . 2524 มาเป็น 31,768 ล้านบาท ใน พ . ศ . 2528 และเป็น 100,000 ล้านบาท ใน พ . ศ . 2534

 

ความหมายของการท่องเที่ยว

การท่องเที่ยว (Tourism) หมายถึงการเดินทางเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ เพื่อความสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์รวมไปถึงการเดินทางเพื่อการประชุมสัมมนาเพื่อศึกษาหาความรู้เพื่อการกีฬา เพื่อการติดต่อธุรกิจตลอดจนการเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องก็ถือว่าเป็นการท่องเที่ยว ( การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 2533 : 19) การท่องเที่ยวในปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับจนกระทั่งมีผู้กล่าวว่าธุรกิจการท่องเที่ยวในทุกวันนี้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุด หากเทียบกับธุรกิจอื่นๆ

ความหมายของคำว่าการท่องเที่ยว ในหลักการแล้วอาจจะกำหนดได้โดยเงื่อนไข 3 ประการดังนี้

•  เดินทางจากที่อยู่อาศัยไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว (Temporary)

•  เดินทางด้วยความสมัครใจ (Voluntary)

•  เดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่การประกอบอาชีพหรือหารายได้

 

ถ้าพิจารณาการท่องเที่ยวเป็นสินค้า ผู้ท่องเที่ยวคือผู้ซื้อสินค้า ต่างจากสินค้าทั่วๆ ไป คือผู้ซื้อต้องมาหาสินค้าด้วยตนเอง แทนที่สินค้าไปหาผู้ซื้อ ถึงกระนั้นก็ตามได้ชื่อว่าเป็นสินค้าจำเป็นต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น คือเป็นสินค้าที่มีราคาเหมาะสม มีให้เลือกมากชนิด และหลายราคา สินค้าการท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่ผู้ไม่ซื้อสามารถเอาไปเป็นสมบัติของตนเองได้ แตกต่างจากสินค้าประเภทอื่น ซึ่งผู้ซื้อได้เป็นเจ้าของเก็บไว้เป็นสมบุติ แต่สินค้าการท่องเที่ยวผู้ซื้อได้ความรื่นรมย์พอใจ แปลกใหม่ ประเทืองปัญญา พักผ่อน สนุกสนาน ความคุ้มค่าของผู้ซื้อจึงอยู่ที่ความรู้สึกเป็นประเด็นสำคัญ ทำอย่างไรให้ผู้ที่ได้ลิ้มรสสินค้านี้แล้วเกิดความพอใจ จะทำให้อยากมาลิ้มรสอีกเป็นครั้งที่สอง สาม และต่อๆ ไป ที่สำคัญคือ เขาได้ไปบอกเล่าและชักชวนคนอื่นๆ ให้ลองไปท่องเที่ยว

ทางด้านผู้ซื้อสินค้า มีลักษณะที่หลากหลายต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมและต่างรสนิยม นอกจากนั้นยังมีกำลังซื้อที่แตกต่างกัน นักท่องเที่ยวจากอเมริกา จากยุโรป หรือจากออสเตรเลียอาจชอบสิ่งที่แตกต่างไปจากนักท่องเที่ยวชาวเอเชียด้วยกัน บางพวกนิยมธรรมชาติที่แปลกๆ ออกไป ชายหาดที่สวยงาม น้ำใสสะอาดไม่มีคนพลุกพล่าน แต่บางพวกต้องการความหรูหราแสงสีที่สะดุดตา บางพวกต้องการความเก่าแก่โบราณ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บางพวกต้องการหลายๆ อย่างรวมกัน ดังนั้นการรู้จิตวิทยาของผู้ซื้อจึงสำคัญ ผู้ซื้อบางกลุ่มชอบสถานที่หรูหราราคาแพง มีความสะดวกสยายไม่แตกต่าง หรือต้องดีกว่าบ้านของตน แต่ผู้ซื้อบางกลุ่มชอบในสิ่งที่ใหม่แปลกไปจากที่เคยอยู่ อยากจะลองใช้ชีวิตที่เป็นในท้องถิ่น แม้แต่อาหารการกินก็อยากลอง จึงเห็นได้ว่า ผู้ซื้อมีความหลากหลายสินค้าก็ต้องหลากหลายตามไปด้วย การศึกษาให้รู้จิตวิทยาและรสนิยมของผู้ท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายจึงจำเป็นมาก

การพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี

ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีบทบาทสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศไทยจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง นับได้เปรียบทางธุรกิจ ซึ่งสามารถนำรายได้เข้าจังหวัดเป็นจำนวนมากด้วย นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศให้ปี 2541 เป็นปีอเมซิ่งไทยแลนด์ ก็ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยงขยายตัวเพิ่มขึ้น จังหวัดกาญจนบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคตะวันตก เป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวมากและได้ความนิยมจากนักท่องเที่ยว เดินทางมาเที่ยวเป็นจำนวนมากและเป็นที่คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยทั่วไปมุ่งหมายให้เกิดการพัฒนาที่ได้ดุลยภาพระหว่างอุปสงค์และอุปทานการท่องเที่ยว สภาพการท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี อุปสงค์การท่องเที่ยวได้แก่ นักท่องเที่ยวตั้งใน และต่างประเทศ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้นในอนาคต แต่ในด้านอุปทานการท่องเที่ยวอันได้แก่แหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ยังมิได้พัฒนาให้ได้มาตรฐาน และให้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งการพัฒนาเพื่อให้ตอบรับกับความต้องการของตลาดนั้นย่อมต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านนั้นเป็นสำคัญ นักท่องเที่ยวต่างประเทศโดยส่วนรวมให้ความสนใจต่อแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ( สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2526:11 )

ดังนั้นการพัฒนาท่องเที่ยวควรมุ่งประเด็นทั้งแง่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติอย่างเท่าเทียมกัน โดยปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวที่ได้ใช้ประโยชน์แล้วให้อยู่ในวิสัยที่จะรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้น ส่วนในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพแต่ยังมิได้ใช้ประโยชน์สมควรที่จะได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มแรงดึงดูด แลงแบ่งเบาภาระแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ทั้งนี้โดยไม่ทำลายเอกลักษณ์ และสภาพแวดล้อมเดิมที่คาดหมายว่าการพัฒนาสามารถเพิ่มจำนวน และวันพักแรมของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น

1. ปัจจัยการสนับสนุนการพัฒนา

จังหวัดกาญจนบุรีมีแหล่งท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวทางประเพณีวัฒนธรรม สถานที่แต่ละแห่งของแหล่งท่องเที่ยวกระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัด สามารถเลือกเที่ยวได้ตามความสะดวก และตามความพอใจ ทางจังหวัดกาญจนบุรีได้พยายามพัฒนาการท่องเที่ยวตลอดเวลาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดได้แก่

1.1 จังหวัดกาญจนบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพียง 128 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 แล้วแยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 323 ที่จังหวัดนครปฐม หรือโดยทางรถไฟ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ทำให้มีความสะดวกในการเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี

1.2 ภูมิประเทศที่เป็นป่า ภูเขาสลับซับซ้อนของทิวเขาตะนาวศรี และลักษณะธรณีสัณฐานของหินปูน ทำให้เกิดภูเขา ถ้ำ น้ำตก น้ำพุ เกาะแก่ง ลำธาร ที่มีความงามตามธรรมชาติ เป็นปัจจัยดึงดูดให้เกิดกิจกรรมท่องเที่ยวหลายประเภทเช่ การล่องแก่ง ล่องแพ เดินป่า การชมทิวทัศน์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่หาดูได้ยาก เช่น เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เขารักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงเกริงกระเวีย ซึ่งกรมป่าไม้เป็นผู้ดูแลและควบคุม นับว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ากว้างใหญ่เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด

1.3 เป็นแหล่งชุมชนของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุประมาตร 7,000 ปีมาแล้วแหล่งขุดค้นที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลกคือ แหล่งบ้านเก่ อำเภอเมือง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย มีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวได้

1.4 เป็นแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ และแหล่งวัฒนธรรมของชาติที่สำคัญ เพราะพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรีเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ สงครามไทย - พม่าซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังคงมีหลักฐานปรากฏอยู่มากพอสมควร

1.5 เป็นอนุสรณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สำคัญ คือในระหว่างปี 2484 – 2488 กองทัพญี่ปุ่นยื่นคำขาดต่อรัฐบาลไทย ขอเดินทัพผ่านไปยังพม่า และสร้างทางรถไฟไปพม่า โดยแยกจากชุมชนทางหนองปลาดุก ไปยังกาญจนบุรีเลียบแม่น้ำแควน้อย ผ่านด้านเจดีย์สามองค์ไปถึงสถานีต้นบีอูซายัตที่เมืองมะละแหม่ง เป็นระยะทางทั้งสิน 415 กิโลเมตร โดยเกณฑ์เชลยสงรามและกรรมกรที่ทำงานก่อสร้าง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 20,000 คน จึงได้ชื่อว่าทางรถไฟสายมรณะ เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลกเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวนานาชาติเดินทามาเยือน

2. ข้อจำกัดในการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี

2.1 สภาพภูมิอากาศ พื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรีมีสภาพอากาศร้อนเกินขีดภาวะน่าสบาย ( comfort zone ) ซึ่งอยู่ระหว่าง 22 – 27 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานถึง 8 เดือน ในช่วงฤดูร้อน และฝน เนื่องจากมีเทือกเขาธงชัย และเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ ทำให้เป็นเขตอับลมหรือ เขตเงาฝน ( rain shadow ) ในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนบริเวณที่อยู่สูงขึ้นไปได้แก่อำเภอทองผาภูมิ ศรีสวัสดิ์ และสังขละบุรี มีช่วงอากาศร้อนจัดเฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้นในฤดูอื่น ๆ อากาศเย็นสบาย

บางพื้นที่ของจังหวัด โดยเฉพาะทางตะวันตกจะมีฝนตกหนักมากกว่า 20 วันขึ้นไป เนื่องจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพาเอาความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียผ่านแนวเทือกเขาทางตะวันตกทำให้เกิดฝนตกหนักมากทางด้านตะวันตกของจังหวัด และฝนจะตกน้อยลงทางด้านตะวันออกของจังหวัด ซึ่งในช่วงที่ฝนตกหนัก อยู่ระหว่างเดือนมิถุนายน - กันยายน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว นอกจากสภาพภูมิอากาศจะเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีผลต่อฤดูการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย สภาวะการท่องเที่ยวในฤดูร้อน ถึงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง พืชพรรณธรรมชาติจะอยู่ในช่วงผลัดใบ ลำธาร น้ำตก จะมีน้ำน้อยหรือไม่มีเลย จึงเป็นสภาพที่ไม่ดึงดูนักท่องเที่ยว

2.2 การท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี จะเห็นว่าเป็นการท่องเที่ยวประเภทสุดสัปดาห์

( Weekend Resort ) ทั้งนี้เนื่องจากการเดินทางสะดวก และใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง จากกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล จึงทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับส่วนการพักแรมจะพักเพียง 1-2 คืน เท่านั้น โดยนักท่องเที่ยวในประเทศจะพักแรมในช่วงวันหยุดต่างๆสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะนิยมมาพักแรมในวันทำการปกติเป็นส่วนใหญ่ จากข้อจำกัดดังกล่าวจึงเป็นการยากที่จะเพิ่มการพักแรมให้ยาวขึ้นจนเห็นเด่นชัดได้

2.3 ภัยธรรมชาติ พื้นที่ทางด้านตะวันตกของจังหวัดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีฝนตกหนักในระยะสั้น และบางครั้งตกนานติดต่อกันประกอบกับพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายอย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้พื้นที่อุ้มน้ำลดลงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในบริเวณที่ราบริมฝั่งแม่น้ำ ได้แก่ บริเวณอำเภอเมืองกาญจนบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยค อย่างไรก็ตามแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตั้งอยู่พื้นที่สูง ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสาเหตุน้ำท่วม หรือหากเกิดขึ้นก็เพียงระยะสั้น ภัยธรรมชาติที่เกิดจากฝนตกหนัก ทำให้เกิดแผ่นดินเลื่อน ดินไหล และฝนตกหนักในบริเวณลาดเขาที่สูงชันหลายแห่ง

3. ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี

การท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบันแม้ว่าจะอยู่ในภาวะที่น่าพอใจแต่ก็ยังมีปัญหา และอุปสรรคในด้านต่างๆที่จะต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อสนองต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวที่จะขยายตัวขึ้นในอนาคต

3.1 ปัญหาการพัฒนา และบำรุงรักษาแหล่งท่องเที่ยว

3.1.1 การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการท่องเที่ยวยังไม่เต็มที่ โดยเฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีแหล่งท่องเที่ยวที่นำมาใช้เพียง สะพานข้ามแม่น้ำแคว และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ บ้านเก่า ซึ่งเป็นการนำมาใช้เพียงบางส่วน สิ่งที่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าชาวต่างประเทศมีความสนใจในความเป็นมาของประวัติศาสตร์มากกว่าการชมสะพานข้ามแม่น้ำแควก็ คือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์สงครามที่วัดไชยชุมพลชนะสงคราม ซึ่งเก็บรวบรวมหลักฐานรูปภาพเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะต้องเสียค่าเข้าชมก็ตาม

3.1.2 การกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวบริเวณต่างๆยังมีความแตกต่างกันมาก ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจะแวะเยือนแหล่งท่องเที่ยว ในเขตอำเภอเมืองร้อยละ 75 ไปทางน้ำตกไทรโยคร้อยละ 15 น้ำตกเอราวัณร้อยละ 5 ส่วนบริเวณอื่นมีน้อย สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้นนิยมแวะเยือนแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเมืองเช่นกัน แต่ไปท่องเที่ยวทางด้านน้ำตกเอราวัณร้อยละ 65 น้ำตกไทรโยคร้อยละ 15 และอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ร้อยละ 11 ส่วนแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอทองผาภูมิและสังขละบุรีนั้นมีจำนวนน้อย

3.1.3 การใช้ประโยชน์แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งแออัดเกินไป ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพธรรมชาติ เช่น น้ำตกเอราวัณ โดยเหตุที่แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของจังหวัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวให้ยังคงรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อการใช้ประโยชน์ในระยะยาวจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

3.1.4 การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยขาดการวางแผนตามหลักวิชาการ และขาดการควบคุมทำให้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งเสื่อมโทรมลงในระยะเวลาอันสั้นและยากแก่การที่จะฟื้นฟูบำรุงรักษาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้

3.1.5 การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอันเนื่องจากการพัฒนาภาคและเมืองได้ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว และทำลายแหล่งท่องเที่ยวลง เช่น การพัฒนาของอาคารพาณิชย์ในบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางสายตา การบุกรุกเขตโบราณสถานเพื่อทำไร่ที่ปราสาทเมืองสิงห์ ได้ทำลายหลักฐานทางประวัตศาสตร์อันได้แก่คูน้ำคันดินชั้นนอก จนเหลือเพียงด้านเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งได้ถ่ายเอาไว้ก่อนหน้านั้น และการทำลายป่าเพื่อปลูกพืชไร่ในท้องที่อำเภอไทรโยค ทองผาภูมิ สังขละบุรี และศรีสวัสดิ์ทำให้สภาพป่าลดลงความอุดมสมบูรณ์ และแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกมีน้ำไหลน้อยลงกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง

3.1.6 การใช้ประโยชน์ในทรัพยากรที่เหมาะสมแก่การท่องเที่ยว มีอุปสรรคเนื่องจากเป็นเขตหวงห้ามของทางราชการ เช่น เขตสงวนของกรมป่าไม้ กองทัพบก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯลฯซึ่งยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือการออกเอกสารสิทธิ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกของภาคเอกชน

3.1.7 องค์กร หรือหน่วยงานที่จะดำเนินการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการซึ่งขาดความคล่องตัวในการบริหารงานและงบประมาณ นอกจากนั้นยังขาดแผนการดำเนินงาน และการประสานงานหน่วยราชการที่แน่นอน เพื่อมิให้เป็นภาระแก่รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข่ามาดำเนินการในกิจกรรมบางอย่างแทนตามความเหมาะสม

3.2 ปัญหาการพัฒนาการท่องเที่ยว

3.2.1 ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีส่วนใหญ่จะได้รับข่าวสารจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารต่างๆเผยแพร่ให้ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ได้รับรู้ถึงสถานที่ต่างๆของแต่ละเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่รัฐบาลรับผิดชอบ แต่สำหรับคนในท่องถิ่น หรือผู้ประกอบการในจังหวัดมิได้ให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร เนื่องจากไม่มีงบประมาณ หรือไม่สนใจ ทำให้นักท่องเที่ยวขาดความรู้สึกอยากมาเที่ยว ซึ่งมาเที่ยวแล้วจะเที่ยวที่ไหน เที่ยวอะไร บางครั้งแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งไม่ได้รับการปรับปรุง ป้ายชื่อบอกสถานที่เที่ยวชำรุด เส้นทางไม่ชัดเจน เป็นต้น

3.2.2 ขาดการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงกลุ่มของการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่อย่างกระจัดกระจายในเส้นทางต่างๆจึงทำให้ไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวเป็นวงรอบได้ ดังนั้นการที่จะท่องเที่ยวให้ได้ทั่วจึงต้องใช้เวลามาก เนื่องจากต้องย้อนเส้นทางมาตั้งต้นที่บริเวณใกล้ตัวจังหวัด

3.2.3 ขาดการพัฒนาด้านกิจกรรม เพื่อสนองการท่องเที่ยวและนันทนาการการพัฒนาการท่องเที่ยวในระยะเวลาที่ผ่านมามักจะดำเนินไปในลักษณะของการท่องเที่ยวแบบเที่ยวชมใช้เวลาเพียงวันเดียว ทำให้การใช้แหล่งประโยชน์นักท่องเที่ยวเป็นไปในวงจำกัด หากมีการพัฒนากิจกรรมสำหรับการท่องเที่ยว และนันทนาการ เช่น การเดินป่า ล่องแพ กีฬาทั้งทางบกและทางน้ำ ก็จะช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในขณะเดียวกันก็จะเป็นปัจจัยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาในจังหวัดกาญจนบุรีเพิ่มมากขึ้น

3.2.4 คนในท้องถิ่นขาดความรู้ความสามารถ ปัญหานี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวไม่เกิดการพัฒนาเท่าที่ควร ในที่นี้หมายถึงผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท่องเที่ยว ซึ่งขาดความเป็นสากล ขาดวิสัยทัศน์ รวมทั้งผู้ประกอบการรายเล็ก เช่น การใช้ภาษต่างประเทศไม่ดีพอทำให้การสื่อสารได้ไม่ดี ควรมีการอบรมภาษาให้กับบุคคลเหล่านี้ ผู้นำเที่ยวในพื้นที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของนักท่องเที่ยว เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวมาแต่ละจุดที่ต้องการความรู้ เช่น มาเที่ยวปราสาทเมืองสิงห์ แต่ไม่มีใครสามารถให้ความรู้ได้ ได้เที่ยวแค่ชมสถานที่ว่าเป็นสถานที่โบราณเป็นศิลปะสมัยเก่าที่สวยงามเท่านั้น ดังนั้นน่าจะมีบุคลากรประจำไว้ตามจุดต่างๆให้นักท่องเที่ยวได้ซักถาม

3.2.5 ที่พักแรมมีมาตรฐานต่ำ ที่พักแรมในจังหวัดกาญจนบุรี ยังสามารถสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ แต่ประสบปัญหาอัตราการเข้าพักแรมต่ำ กล่าวคือ ที่พักแรมที่ดำเนินการโดยเอกชนมีอัตราการเข้าพักร้อยละ 52.2 และพักราชการร้อยละ 32.9 เนื่องมาจากสาเหตุ 2 ประการคือ แบบแผนการท่องเที่ยวในปัจจุบัน และมาตรฐานที่พักแรมต่ำจึงไม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักแรมในจังหวัดเท่าที่ควร

3.2.6 สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไม่เพียงพอ เมื่อมีการพัฒนาการท่องเที่ยว เมืองขยายขึ้น แต่สาธารณูปโภคกลับมีเท่าเดิมทำให้ไม่ได้รับความสะดวกสำหรับการท่องเที่ยวอื่นๆอาทิเช่น ร้านอาหาร บริการนำเที่ยว การสื่อสารและโทรคมนาคม การรักษาพยาบาล ของที่ระลึก ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้มีรูปแบบ และมาตรฐานที่ดีพอที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดได้

3.2.7 การดำเนินการในด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ทั้งในด้านป้องกัน และปราบปราม ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้เพียงพอเนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดกว้างขวางและเป็นป่าเขาที่มีปัญหาสังคมและการเมืองของชนกลุ่มน้อยและผู้มีอิทธิพล อัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ต่อนักท่องเที่ยวต่ำมากจึงไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้อย่างทั่วถึง และการประชาสัมพันธ์ร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่องนี้ยังอยู่ในวงแคบ

3.2.8 การจัดการบริการการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นของภาครัฐบาลไม่ประสบผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากไม่สามารถแยกงานด้านบริการออกจากงานควบคุมดูแลได้ เป็นผลให้ขาดประสิทธิภาพในการบริหารงาน เช่น การบริการท่องเที่ยว และบ้านพักแรมของอุทยานแห่งชาติต่างๆ

3.2.9 ขาดความร่วมมือของผู้ประกอบการในท้องถิ่น ผู้ประกอบการในท้องถิ่นมีส่วนให้เกิดธุรกิจท่องเที่ยวขึ้น ก่อให้เกิดโรงแรมบ้านพัก รีสอร์ท เกตท์เฮาท์ สนามกอล์ฟ แหล่งบันเทิงยามราตรี ร้านค้า ฯลฯ แต่ผู้ประกอบการเหล่านี้ขาดความเป็นเอกภาพในการร่วมมือกันพัฒนาการท่องเที่ยว ไม่มีใครเป็นผู้นำ ซึ่งแต่ละรายต้องการให้สถานที่ของตนดีที่สุดมีลูกค้ามากจึงมีการแก่งแย่งแข่งขันกันขาดความร่วมมือ

3.2.10 การเอาเปรียบนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่เข้ามาเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี จะถูกเอาเปรียบจากบรรดาผู้ประกอบการ รวมทั้งพ่อค้า แม้ค้ามักจะเอาเปรียบนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเทศกาลท่องเที่ยว จะขึ้นราคาที่พัก อาหาร สินค้า ซึ่งจุดนี้เองทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความเป็นธรรม และเกิดความไม่ประทับใจในการมาเที่ยว ดังนั้นเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยว ควรสอดส่องดูแลให้มากกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งประชาชนในท้องถิ่นก็ควรเป็นหูเป็นตาด้วยเช่นกัน

3.2.11 การแข่งขันเชิงธุรกิจ ธรรมเนียมไทย การให้สินรางวัลเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะผู้ที่ประกอบธุรกิจ และเป็นความจำเป็น เพราะถือว่าได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่ผู้ที่เสียเปรียบคือ ลูกค้าหรือผู้บริโภค ที่จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่างๆที่ไม่จำเป็น และยังสืบทอดความเข้าใจผิดๆให้กลายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง โดยผู้นำกรุ๊ปทัวร์ขอค่าคอมมิชชั่นจากร้านค้าที่นำลูกทัวร์มาลง เพราะถือว่านำลูกค้ามาให้ควรได้รับการตอบแทนจากร้านค้านั้น ค่าใช้จ่ายนี้ร้านค้าต้องจ่ายทุกวัน ร้านค้าเหล่านี้จึงต้องบวกต้นทุนในการผลิตสูง ทำให้สินค้าของที่ระลึกมีราคาแพง ทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาสูงไปด้วย ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ผู้ประกอบการเสียผลประโยชน์ ผู้ปริโภคก็ถูกเอาเรียบ

 

แนวทางแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี

1. ควรจัดให้มีการโฆษณา จัดนิทรรศการหรือกิจกรรมในจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม เช่นอาจจัดให้มีการแข่งขันแรลลี่ มีเอกสารสำหรับแจกนักท่องเที่ยวทุกมุมของจังหวัด ตามร้านอาหาร โรงแรมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

2. ควรจะมีการปรับปรุง และหางบประมาณ ก่อสร้างห้องน้ำ ที่พัก ร้านขายอาหารเพิ่มเติมให้ เพียงพอกับความต้องการของนักท่องเที่ยว และควรมีเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความสะอาดของที่พัก ห้องน้ำ และร้านอาหาร ในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ

3. ทางจังหวัดควรส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นรู้จักประดิษฐ์สิ่งของที่มีในท้องถิ่นนำมาขายเป็นสินค้าและของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวซึ่งจะทำให้เป็นการเพิ่มรายได้แก่ประชาชน

4. จังหวัดกาญจนบุรีควรจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างทางเช่น สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ทำการสร้างถนนเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ยังมีการคมนาคม ไม่สะดวกต่อการเข้าถึงโดยสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

5. ควรมีการจัดตกแต่ง จัดสัญลักษณ์ หรือป้ายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสะดวกในการเดินทาง ไปยังแหล่งท่องเที่ยวตลอดจนเป็นจุดสนใจนักท่องเที่ยวที่อยากจะไปเที่ยวชม

6. ควรมีเจ้าหน้าที่ประจำแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแต่ละแห่ง เพื่อคอยดูแลรักษาปรับปรุงบริเวณ ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย และสะอาดสมบูรณ์ที่สุด

7. ทางจังหวัดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรจะได้ให้ การอบรมประชาชนในท้องถิ่นให้เห็นคุณค่าความสำคัญของแหล่งท่องเที่ยว พร้อมทั้งประโยชน์ที่ประชาชน ในท้องถิ่นจะได้รับจากแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนเกิดตระหนักในคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ ด้วย

 

การอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยว

ทรัพยากรการท่องเที่ยวเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และเป็นทรัพยากรของชาติที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้ ทั้งนี้เพราะสถานที่ท่องเที่ยวจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาเช่น โบราณสถานหรือทิวทัศน์ต่าง ๆ ถ้าหากไม่ได้รักการบำรุงรักษาย่อมจะได้รับความเสียหาย และจะทำให้สถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าวหมดความสวยงาม เพระนักท่องเที่ยวจะเป็นผู้หนึ่งที่ทำลายความสวยงามของสิ่งเหล่านั้น อาจโดยเจตนา หรือไม่ก็ตาม เ ช่น การ เหยียบย่ำ การทิ้งสิ่งปฏิกูล อันเป็นผลให้เกิดความสกปรก หรือการขีดเขียนข้อความต่าง ๆ ตามต้นไม้ โขดหิน หน้าผา ทำให้ความงามของสถานที่นั้นสูญเสียไป

การอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวมิได้ หมายความว่าจะเก็บรักษาสิ่งดังกล่าวไว้ แต่การอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยว หมายถึง การนำเอาสถานที่ท่องเที่ยวมาใช้อย่างถูกต้อง และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลชนมากที่สุด รวมทั้งที่จะพยายามรักษา หรือคงสภาพเดิมของสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

1. สาเหตุที่ต้องมีการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยว

ปัจจุบันการท่องเที่ยวที่นิยมแพร่หลายมากทั้งในหมู่ของประชาชนภายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีการอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยว ทั้งนี้เพื่อให้สถานที่นั้นดำรงคุณค่าตลอดไปโดยไม่เสื่อมสลายไปก่อนเวลาอันสมควร เหตุผลที่จำเป็นต้องมีการอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยว คือ

1.1 ความจำเป็นในการใช้สถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน เนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้น ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยี ทำให้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงขึ้น มีเวลาว่างมากขึ้นจึงมีโอกาสที่จะพักผ่อน การท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆเป็นวิธีการพักผ่อนที่นิยมทำกันเมื่อมีเวลา และฐานะทางเศรษฐกิจเอื้ออำนวย ดังนั้นสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆจึงมีประชาชนเข้าไปใช้บริการมากขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถานที่นั้นถูกทำลาย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จำเป็นต้องมีการอนุรักษ์เพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวนั้นคงอยู่ตลอดไป

1.2 สถานที่ท่องเที่ยว เป็นแหล่งสร้างงานให้กับประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะการที่สถานที่ท่องเที่ยวมีผู้นิยมเข้าไปเที่ยวมากทำให้ประชาชนในท้องถิ่นมีงานทำ มีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้น เช่น มัคคุเทศก์ ผู้จัดหาพาหนะในการเดินทาง ผู้ผลิตและจำหน่ายของที่ระลึก สินค้าพื้นเมือง ให้บริการด้านที่พัก จำหน่ายอาหาร เป็นการเพิ่มรายได้ของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ

1.3 สถานที่ท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเจริญงอกงามทางด้านวัฒนธรรม เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ ตลอดจนทิวทัศน์ตามธรรมชาติที่สวยงาม สถานที่ต่างๆเหล่านี้ถ้าไม้ได้รับการดูแลรักษา หรือถูกทำลายไปเท่ากับทำให้วัฒนธรรมของชาติถูกทำลายไปด้วย

1.4 เป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวที่แปลก และสวยงาม จะเป็นเครื่องดึงดูดใจของนักท่องเที่ยวจากต่างแดนให้เข้ามาท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศให้เป็นที่รู้จักของของชาวต่างชาติมากขึ้น

2. ความหมาย และแนวทางของการอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว

การอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว หมายถึงขบวนการเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไข และรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีอยู่ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ศาสนสถาน ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมให้คงความงดงาม และคงคุณค่าเป็นทรัพยากรของประเทศสืบไป พร้อมทั้งหาวิธีการให้ทรัพยากรเหล่านั้นดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวให้ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังท้องถิ่นของตน

การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวนั้นไม่เพียงแต่เป็นการรักษาสภาพแวดล้อมให้คงสภาพเดิม มีความงดงาม คงความเป็นสมบัติ และวัฒนธรรมของประเทศชาติเท่านั้น ยังก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจของแต่ละท้องถิ่นด้วย เพราะทรัพยากรเหล่านั้นจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยว ก่อให้เกิดการสร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น เช่น บริการอาหาร เครื่องดื่ม ที่พักอาศัย ของที่ระลึก สินค้าพื้นเมือง ตลอดจนบริการรถนำเที่ยว เป็นต้น

พื้นฐานสำคัญของการท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก คือ ทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นมรดกที่มีค่าของประเทศ โดยเฉพาะมรดกทางธรรมชาติ เช่น ภูเขา ถ้ำ น้ำตก ป่าไม้ สัตว์ป่า ตลอดจนลักษณะภูมิประเทศที่สวบงาม ปัจจุบันทรัพยากรเหล่านี้ถูกนำไปใช้ด้านต่างๆเพื่อพัฒนาประเทศ โดยยังไม่มีแผนการจัดการที่ดี ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่มีสภาพเสื่อมโทรม จำเป็นต้องมีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้เพื่อประโยชน์ทางด้านการท่องเที่ยวอันจะนำมาซึ่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ

คำว่า “ อนุรักษ์ ” หมายถึง การรู้จักใช้อย่างฉลาด ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด นานที่สุด และให้สูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์น้อยที่สุด และจะต้องกระจายการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร โดยทั่วถึงกัน จากความหมายนี้จะได้แนวความคิดในการอนุรักษ์ 3 ประการ คือ การใช้อย่างฉลาด ใช้อย่างมีเหตุผล การใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด

แนวความคิดของการอนุรักษ์จะประสบผลสำเร็จได้จะต้องมีหลักในการปฏิบัติดังนี้ คือ

(1) การใช้อย่างฉลาด คือ การใช้ทรัพยากรแต่ละชนิดจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดี ผลเสีย การขาดแคลน การหายาก หรือหาง่าย

(2) การประหยัด คือ ทรัพยากรใดมีน้อย หรือหายากจะต้องพยายามรักษาไว้ให้นานที่สุด หรือใช้ทรัพยากรอย่างอื่นแทน

(3) หาวิธีการฟื้นฟูสภาพที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น

(4) ดูแลรักษาทรัพยากรที่หายาก และมีน้อยให้อยู่ในสภาพที่จะใช้ได้ยาวนานและทำให้เพิ่มมากขึ้น เช่น สัตว์ป่า ป่าไม้ เป็น

(5) การอนุรักษ์มีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์มาก นอกจากเพื่อการดำรงชีวิตของมนุษย์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติยังเป็นผลทางจิตใจด้วย เช่น อนุรักษ์สภาพธรรมชาติให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือเพื่อการท่องเที่ยว

(6) ทรัพยากรแต่ละอย่างมีความสัมพันธ์กัน การใช้ทรัพยากรอย่างหนึ่งจะต้องคำนึงถึงทรัพยากรอีกอย่างหนึ่งที่สัมพันธ์กัน เพราะอาจมีผลกระทบต่อกัน หรือก่อให้เกิดปัญหาเกิดขึ้นได้ทั้งทางตรง และทางอ้อม เช่น การทำลายป่าไม้ ทำให้เกิดอุทกภัย หรือ สัตว์ป่าสูญพันธ์ เป็นต้น

3. การอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หมายถึง สถานที่ท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีลักษณะที่เด่น สวยงาม แปลก และมีคุณค่าในการที่จะเข้าไปท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือศึกษาหาความรู้ เช่น ป่าไม้ ภูเขา น้ำตก เกาะ ถ้ำ ชายทะเล รวมทั้งสภาพธรรมชาติที่มนุษย์ได้ดัดแปลงตกแต่ง ให้มีสภาพเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ การอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีหลักดังนี้

3.1 การป้องกันความเสียหาย หรือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากสิ่งต่างๆ เช่น จากภัยธรรมชาติ ไฟป่า น้ำท่วม การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า หรือล่าสัตว์ การขีดเขียนข้อความ หรือเครื่องหมายต่างๆตลอดจนการทิ้งขยะมูลฝอย และสิ่งปฏิกูลต่างๆตามสถานที่ท่องเที่ยว การกระทำเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถานที่ท่องเที่ยว และทำให้บรรยากาศของการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปไม่เป็นที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวอีกต่อไป การอนุรักษ์จะทำได้โดยการออกกฎหมาย ลงโทษผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้

3.2 ไม่สร้างสิ่งก่อสร้างในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติโดยไม่จำเป็น และถ้าจำเป็นจะต้องสร้างก็ควรคำนึงถึงความสอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ

3.3 การดูแลรักษาความสะอาด การรักษาความสะอาดของสถานที่ท่องเที่ยวเป็นสิ่งจำเป็นทั้งนี้ เพราะสถานที่จะสวยงาม แต่ถ้าสกปกย่อมไม่สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้ แม้ว่าการดูแลรักษาความสะอาดจะเป็นหน้าที่ของเจ้าของสถานที่ หรือเจ้าพนักงานประจำสถานที่ก็ตามแต่นักท่องเที่ยวก็มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันรักษาความสะอาดด้วย

3.4 การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และข้อบังคับ เมื่อทุกคนร่วมมือกันก็เท่ากับมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวให้คงความงามตามธรรมชาติไว้ได้

3.5 จัดเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำในการท่องเที่ยว และควบคุมดูแล ให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของสถานที่นั้นๆ เจ้าหน้าที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับสถานที่ นั้นเป็นอย่างดีและปฏิบัติหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ และดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวด้วย

3.6 จัดทำคู่มือเกี่ยวกับข้อปฏิบัติต่างๆในสถานที่ท่องเที่ยวนั้น เช่น ประกาศข้อความปฏิบัติต่างๆแนะนำสถานที่ที่น่าสนใจ ซึ่งจะทำให้สถานที่ท่องเที่ยวนั้นดำรงความเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปได้นาน

3.7 ทั้งเจ้าของท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวควรจะมีความรู้สึกถึงคุณค่า หวงแหนสถานที่ท่องเที่ยวนั้น

4. การอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เป็นมรดกที่บรรพบุรุษของชาติได้สร้างไว้ เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ อุทยาประวัติศาสตร์ วัดวาอาราม พระราชวัง สถานที่ท่องเที่ยวชนิดนี้ จะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และขณะเดียวกันมนุษย์ยังมีส่วนช่วยทำลาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการอนุรักษ์สถานที่ดังกล่าวให้คงสภาพเดิมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีวิธีการอนุรักษ์ดังนี้ คือ

4.1 ออกกฎหมายควบคุมโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุต่างๆ กำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่ออนุรักษ์สถานที่เหล่านั้นไว้เป็นมรดกของชาติสืบไป

4.2 จัดเจ้าหน้าที่ดูแล การอนุรักษ์วิธีหนึ่ง คือ การจัดเจ้าหน้าที่ดูแลรักษามิให้สถานที่นั้นถูกทำลาย ตลอดจนจัดส่งผู้เชี่ยวชาญไปทำการดูแล และบูรณะให้คงอยู่ในสภาพเดิม

4.3 การบูรณะซ่อมแซม โบราณสถาน โบราณวัตถุเป็นสิ่งที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา จึงจำเป็นต้องมีการบูรณะซ่อมแซมโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านโบราณคดีโดยเฉพาะและต้องอาศัยเทคนิค และวิธีการที่ทันสมัย เพื่อจะได้คงสภาพเดิมไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

4.4 จัดหางบประมาณ หรือเงินทุนมาใช้จ่ายในการบูรณะซ่อมแซม ทั้งนี้เพราะการบูรณะซ่อมแซมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะโบราณสถาน โบราณวัตถุ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก บางครั้งจะต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพื่ออนุรักษ์หลักฐานและร่องรอยทางประวัติศาสตร์เอาไว้

4.5 การเก็บรักษาอย่างปลอดภัย การนำสิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและทางประวัติศาสตร์ มารวมไว้ยังสถานที่ใดที่หนึ่ง นอกจากจะสะดวกในการดูแลแล้วยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปชมอีกด้วย

4.6 การให้การศึกษา การเผยแพร่ความรู้เรื่องการอนุรักษ์เข้าไปยังกลุ่มชนทุกชั้นต้องกระทำ เพื่อปลูกฝังความเข้าใจ ความรัก ความสำนึกและมองเห็นคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมเหล่านั้น เพื่อจะได้ช่วยกันอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมให้ยืนนานต่อไป

4.7 การประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนได้ทราบถึงความสำคัญของสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ช่วยกันดูแลรักษามิให้ถูกทำลาย

5. ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ได้เสื่อใสภาพหลายแห่ง สถานที่สำคัญๆทางประวัติศาสตร์บางแห่งถูกทำลาย หรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เป็นเหตุให้โบราณสถานพังทลายลงก่อนเวลาอันสมควร ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังสถานที่นั้นลดน้อยลง จึงจำเป็นที่จะต้องมีการอนุรักษ์และพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้การอนุรักษ์นั้นได้ผล ตลอดจนมีการออกกฎหมายต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์ไม่ประสบผลตามเป้าหมายที่วางไว้ อุปสรรคที่สำคัญมีดังนี้

5.1 ภัยธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นไฟไหม้ป่า น้ำท่วม พายุ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถานที่ต่างๆทางธรรมชาติและวัฒนธรรม

5.2 ผลกระทบจากการพัฒนาประเทศทางด้านต่างๆอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อแหล่งท่องเที่ยว เช่นการขยายพีที่ทางการเกษตร การสร้างเขื่อนทำให้ทิวทัศน์ทางธรรมชาติถูกทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงสภาพไป การสร้างถนน หรือสิ่งก่อสร้างใกล้กับโบราณสถานอาจก่อให้เกิดการทรุด หรือพังทลายได้

5.3 ขาดความร่วมมือจากประชาชน ประชาชนบางกลุ่มไม่จริงใจต่อการอนุรักษ์ไม่ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของสถานที่ท่องเที่ยว มักเพิกเฉยและมิได้แจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อมีผู้ทำผิดแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบยังปล่อยปละละเลย จนกระทั่งของมีค่าในพิพิธภัณฑ์ถูกโจรกรรมบ่อยๆนอกจากนี้ความมักง่ายของนักท่องเที่ยวทำให้สถานที่สกปกเลอะเทอะ หมดความสวยงามถ้าหากประชาชนไม่ให้ความร่วมมือก็ยากที่จะทำให้การอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้

5.4 ความต้องการที่จะเป็นเจ้าของวัตถุโบราณ มีการลักลอบค้าขายขุดค้นโดยไม่คำนึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้น

5.5 ขาดกำลังเจ้าหน้าที่ที่จะอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยว

5.6 ขาดเงินทุน หรืองบประมาณในการพัฒนา เช่น การจ้างเจ้าหน้าที่ การจัดหาเครื่องมือ เครื่องใช้ ในการดำเนินงานตามสถานที่ต่างๆการบูรณปฏิสังขรณ์ การขาดเงินทุน ทำให้การทำงานเพื่อพัฒนา และอนุรักษ์ไม่ได้ผลเท่าควร

6. การท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้มีการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พยายามให้การท่องเที่ยวมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด รูปแบบของการท่องเที่ยวดังกล่าว เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “ Ecotourism ” หรือ “ Green Tourism ” เป็นการท่องเที่ยวที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการเรียนรู้และความเข้าใจในธรรมชาติและวัฒนธรรมของท้องถิ่นโดยยึดหลักการแห่งการเคารพซึ่งศักดิ์ศรีของระบบนิเวศวิทยาและเอื้อประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน และท้องถิ่นเป็นสำคัญ

6.1 หลักการของการท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีหลักการปฏิบัติเบื้องต้นอย่างนี้

6.1.1 มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศก่อน ส่วนการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะต้องเหมาะสมกับระบบสาธารณูปโภคที่รองรับเป็นสำคัญ

6.1.2 ประชาชนในท้องถิ่นจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการต่างๆที่จะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

6.1.3 ต้องคำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับทุกๆด้าน ทั้งด้านของจำนวนนักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ชุมชน และสภาพแวดล้อมโดยรอบ

6.1.4 มุ่งใช้วัสดุ และผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น

6.1.5 เน้นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยมุ่งประโยชน์ในระยะยาวของชุมชน

6.1.6 คุณค่าของสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมนั้นเป็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเองจึงมีคุณค่ามากกว่าในฐานะเป็นเพียงแหล่งรองรับการท่องเที่ยวเท่านั้น ความอยู่รอดในระยะยาวจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะละเลยได้

6.1.7 การปรับตัวเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับหลักการข้างต้น

6.1.8 ภาคธุรกิจการท่อเที่ยว องค์กรท้องถิ่น องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและรัฐบาลมีหน้าที่ทำงานร่วมกันอย่างเสมอภาคและอยู่บนหลักการข้างต้น ( อนุชาติ พวงสาลี 2536 : 24-25 )

แนวคิดเกี่ยวกับ “ Ecotourism ” มีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าการเสนอขายสินค้าทางการท่องเที่ยวแบบใหม่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว หากแต่เป็นแนวคิดที่มุ่งประสานผลประโยชน์ และความต้องการในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ “ Ecotourism” จึงเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ และวัฒนธรรม อีกทั้งเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน หมายถึง การพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว และผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นในปัจจุบันโดยที่มีการปกป้อง และสงวนรักษาโอกาสต่างๆของอนุชนรุ่นหลังด้วย การท่องเที่ยวนี้จะมีความหมายรวมถึงการจักการทรัพยากรเพื่อตอบสนองความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม และความงามทางสุนทรียภาพ ในขณะที่สามารถรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และระบบนิเวศน์ด้วย

6.2 ลักษณะสำคัญของ “ Ecotourism ”

6.2.1 เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่มีจุดสนใจหลักอยู่ที่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและ / หรือวัฒนธรรมที่ยังคงความดั้งเดิม และบริสุทธิ์ห่างไกลจากความเจริญแบบสังคมเมือง

6.2.2 เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และสัตว์ป่า

6.2.3 เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่มีการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวให้มีความสมดุลกับความสามารถ ในการรองรับนักท่องเที่ยวที่มุ่งให้คนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆและได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากที่สุด ( ศรีพร สมบุญธรรม 2536 : 29 )

การท่องเที่ยวในรูปแบบที่เรียกว่า “ Ecotourism ” ควรได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังเนื่องจากเป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่ช่วยสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ กล่าวได้ว่า จุดมุ่งหมายหลักของ “ Ecotourism ” ได้แก่ การสร้างความสมดุล ให้เกิดขึ้นระหว่างกระแสอนุรักษ์ และกระแสการพัฒนาทางเศรษฐกิจการจะบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลยุทธ์ ในการจัดที่รอบคอบและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการตรวจตราอย่างสม่ำเสมอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดต่อความสำเร็จ คือ การร่วมมือของคนท้องถิ่น ดังนั้นในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวควรให้คนท้องถิ่นได้มีบทบาทในการออกความคิดเห็น และการตัดสินใจในโครงการต่างๆที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพะอย่างยิ่ง ควรให้คนท้องถิ่นได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากกิจกรรมต่างๆเพื่อเป็นกำลังใจ ในการป้องกันรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

การอุตสาหกรรมในจังหวัดกาญจนบุรี

เศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรีมีลักษณะเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนา จากการเกษตรกรรมเป็นหลัก ส่วนการอุตสาหกรรมค่อยๆ พัฒนาอย่างช้าๆ การที่ฐานะเศรษฐกิจของจังหวัดขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตรกรรมมาโดยตลอด มีส่วนที่ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ เพราะการผลิตภาคเกษตรขาดความแน่นอนการผลิตยังต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติมาก นอกจากนี้ราคาของผลผลิตยังมีราคาถูกและไม่แน่นอนขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพาสินค้าประเภทอุตสาหกรรมด้วย ในด้านแรงงานภาคการเกษตรมีแรงงานเหลือเฟือ การทำงานแก้ปัญหาการว่างงานด้วยการพัฒนาเกษตรแต่เพียงสาขาเดียวนั้นย่อมไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดก้วยการกระจายการผลิตให้ขึ้นอยู่กับสาขาการผลิตอื่นๆ มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาอุตสาหกรรม

ความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม

การพัฒนาอุตสาหหกรรมคือ การดำเนินงานเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเจริญขึ้น เพิ่มปริมาณและขยายตัวในทางที่เป็นประโยชน์มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ฐานะความเป็นอยู่และสวัสดิ์ภาพของคนส่วนใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรีดีขึ้น ความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม

•  ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จุดมุ่งหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดประการหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสำคัญของระบบเศรษฐกิจจากการเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพราะระบบเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมก่อให้เกิดประโยชน์กว่าระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมอยู่หลายประการ เช่น มีการผลิตที่สามารถควบคุมได้แน่นอนกว่า มีการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและรายได้ความเป็นอยู่ของประชาชนในภาคอุตสาหกรรมอยู่ในระดับที่สูงกว่าประชาชนในภาคการเกษตรโดยเฉลี่ย แม้ในด้านการส่งออกก็เช่นกัน ผลผลิตอุตสาหกรรมที่ส่งออกก็ได้เปรียบสินค้าเกษตรในทางที่สามารถขายได้มูลค่าเพิ่มที่สูงกว่า สามารถเพิ่มหรือลดจำนวนผลิตได้ตามต้องการของตลาดทั้งการเก็บรักษาและการจัดส่งก็ทำได้สะดวกกว่า ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะทำให้เศรษฐกิจของส่วนรวมดีขึ้น

•  ช่วยลดดุลการค้า ประเทศไทยขาดดุลการค้าต่างประเทศหลายประเภทปริมาณการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นทุกปีจนน่าวิตก ทั้งนี้เนื่องจากการสั่งสินค้าจากต่างประเทศเข้ามามากกว่าที่ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ สินค้าที่สั่งจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีการผลิตในประเทศ หรือผลิตได้แต่คุณภาพไม่ดี ประชาชนไม่นิยมใช้ ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้าและขณะเดียวกันก็พยายามใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ภายในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็สามารถช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศได้ อันเป็นวิธีการหนึ่งในการรักษาดุงการค้าให้อยู่ในสภาพที่ขาดดุลน้อยลง นอกจากนั้นอุตสาหกรรมบางชนิดที่จะพัฒนาถึงขั้นการส่งออกยังช่วยนำเงินต่างประเทศเข้าอีกด้วย

•  ช่วยลดปัญหาคนว่างงาน ปัญหาคนว่างงานเป็นภาระหนักของรัฐบาล การพัฒนาอุตสาหกรรมจะทำให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมมากขึ้น มีโรงงานเพิ่มขึ้น เมื่อมีโรงงานเพิ่มขึ้นก็จะมีการจ้างงานมากขึ้น ประชาชนก็จะมีงานทำ ปัญหาการว่างงานก็จะมีน้อยลงหรือหมดไปในที่สุด

•  การพัฒนาอุตสาหกรรมช่วยพัฒนาการเกษตร การที่ราคาของผลิตผลทางการเกษตรต้องถูกกำหนดจากภายนอกประเทศที่สำคัญ ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา เพราะผลิตผลทางการเกษตรจะเก็บไว้รอราคาไม่ได้ เนื่องจากเสียหายได้ง่าย การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตร จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีตลาดกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้มูลค่าของสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าการส่งออกเป็นวัตถุดิบออกไปมาก

•  การพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้เกิดการค้นคว้าเทคนิคใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เพราะการผลิตสินค้าจำเป็นต้องมีการค้นคว้าให้ได้ของใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นฝ่ายได้เปรียบในการแข่งขัน หากไม่มีการค้นคว้าของใหม่ๆ มาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ สินค้าของตนก็ย่อมจะสู้คู่แข่งไม่ได้ นอกจากนี้การพัฒนาเทคนิคต่างๆ ยังช่วยให้แรงงานได้พัฒนาความสามารถเพิ่มขึ้น

•  การพัฒนาอุตสาหกรรมมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยทั่วไปความมั่นคงของประเทศจะต้องประกอบด้วยความเจริญทางเศรษฐกิจและแสนยานุภาพของกองทัพ

 

ประเภทและขนาดของอุตสาหกรรม

การจำแนกอุตสาหกรรมออกเป็นประเภทและขนาดต่างๆ มีอยู่หลายแบบแล้วแต่จะใช้หลักเกณฑ์ในการแบ่งแบบใด คือ

•  การแบ่งประเภทอุตสาหกรรมตามกรรมวิธีของการดำเนินงาน แยกได้ 4 ประเภทคือ

•  อุตสากรรมสกัดจากธรรมชาติ (Extractive Industry) ได้แก่ การสกัด แยกหรือนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เช่น การทำป่าไม้ การประมง เหมืองแร่ เป็นต้น นับว่าเป้นขั้นแรกของการเพิ่มคุณค่าจากวัตถุดิบธรรมชาติที่นำไปสู่อุตสาหกรรมการผลิต

•  อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing Industry) หมายถึง การนำเอาวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมสกัดจากธรรมชาติ มาผลิตเป็นวัตถุสำเร็จรูปหรือผลิตภัณฑ์ เช่น การผลิตกระดาษ ผ้า การทำเครื่องจักร เป็นต้น

•  อุตสาหกรรมการขนส่ง (Transporting Industry) ได้แก่ ประกอบการที่เป็นอุปกรณ์การนำวัตถุสำเร็จรูปไปยังผู้บริโภค ซึ่งได้แก่ การเดินเรือ การรถไฟ การเดินอากาศ และการขนส่งทางถนน เป็นต้น

•  อุตสาหกกรรมการบริการ (Service Industry) ได้แก่ การประกอบกิจการในด้านให้บริการต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมโรงแรม เป็นต้น

•  การแยกประเภทอุตสาหกรรมตามลักษณะการใช้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

•  อุตสาหกรรมสินค้าลงทุน (Producer Goods Industry) หมายถึง อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าสำหรับใช้ในการผลิตของโรงงานอื่น เช่น เครื่องจักร และเครื่องมือ เป็นต้น

•  อุตสาหกรรมสินค้าบริโภค (Consumer Goods Industry) หมายถึง อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าสำหรับบริโภคโดยประชาชน เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

•  การแบ่งประเภทอุตสาหกรรมตามลำดับขั้น แบ่งเป็น 3 ขั้น คือ

•  อุตสาหกรรมเบื้องต้น (Primary Industry) ได้แก่ การกสิกรรม ป่าไม้ ประมง เหมืองแร่ เป็นต้น ซึ่งหมายความว่า เป็นการผลิตซึ่งได้วัตถุสำหรับไปใช้ประกอบการอย่างอื่นต่อไป

•  อุตสาหกรรมขั้นที่สอง (Secondary Industry) ซึ่งมีความหมายตรงกับอุตสาหกรรมการผลิต คือการนำวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมเบื้องต้นมาผลิตเป็นวัตถุสำเร็จรูปต่อไป

•  อุตสาหกรรมขั้นที่สาม (Tertiary Industry) ได้แก่ กิจการทางด้านบริการ เช่น การขนส่ง การก่อสร้าง เป็นต้น

•  การแบ่งประเภทอุตสาหกรรมตามลักษณะและขนาด แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ

•  อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Large Scale Industry) หมายถึง อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมากและในการดำเนินงานจะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินกิจการนั้นๆ โดยเฉพาะจำนวนคนงานในอุตสาหกรรมประเภทนี้ โดยปกติมีจำนวนมาก อุตสาหกรรมประเภทนี้ได้แก่ อุตสาหกรรมถลุงเหล็กกล้า อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องมือกล เป็นต้น

•  อุตสาหกรรมขนาดกลาง (Medium Scale Industry) หมายถึง อุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ต้องใช้คนที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะ ที่จะมาดำเนินอุตสาหกรรมประเภทนี้ จำนวนคนงานอาจจะมีมากหรือน้อยแล้วแต่ขบวนการที่ผลิต อุตสาหกรรมนั้น จะใช้ อุตสาหกรรมประเภทนี้ได้แก่ อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์นั่งหรือรถบรรทุก อุตสาหกรรมประกอบหรือผลิตเครื่องรับวิทยุ และเครื่องรับโทรทัศน์ อุตสาหกรรมผลิตหรือประกอบเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมทอผ้า และปั่นด้าย อุตสาหกรรมผลิตผงชูรส เป็นต้น

•  อุตสาหกรรมขนาดย่อม (Small Scale Industry) หมายถึง อุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนน้อย และมีคนน้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดใหญ่และการดำเนินการไม่มีการแบ่งเป็นแผนกๆ ซึ่งมีหน้าที่โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมประเภทนี้มีความสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนให้แก่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่

•  อุตสาหกรรมในครอบครัว (Cottage Industry) หมายถึง อุตสาหกรรมที่ทำกันภายในที่อยู่อาศัย โดยใช้แรงงานภายในครอบครัวมาประกอบอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ อาจจะจ้าง ผู้อื่นมาช่วยในการผลิตบ้างเป็นส่วนน้อย ผู้ประกอบอุตสาหกรรมประเภทนี้อาจประกอบอุตสาหกรรม เป็นอาชีพหลัก หรือใช้เวลาว่างจากกงานอื่นมาประกอบอุตสาหกรรมประเภทนี้ได้แก่ อุตสาหกรรมการทอผ้าด้วยมือ ผลิตเครื่องปั้นดินเผา จักรสาน ทำร่ม เครื่องเงิน เป็นต้น

•  อุตสาหกรรมหัตถกรรม (Handicraft Industry) เป็นอุตสาหกรรมที่ทำในโรงงาน โดยมีช่างฝีมือเป็นผู้ทำเพียงคนเดียว หรือจ้างลูกมืออีกราว 2-3 คน ไม่มีการแบ่งงานกันทำ การดำเนินงานทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของช่างฝีมือเพียงคนเดียวเท่านั้น เช่น ช่างปั้น ช่างตีเหล็ก ช่างทอง และช่างฝีมืออื่นๆ อุตสาหกรรมนี้ส่วนใหญ่จะต้องเป็นลักษณะที่เป็นศิลปอุตสาหกรรม การผลิตอาศัยฝีมือเท่านั้น ไม่มีการใช้เครื่องมือผลิตแทน

 

ประเภทของอุตสาหกรรม

จังหวัดกาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่มีข้อได้เปรียบในด้านอุตสาหกรรมหลายอย่างทั้งนี้เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ห่างจากรุงเทพมหานคร มีเส้นทางการคมนาคมที่ดี เนื่องจากรถยนต์และรถไฟสามารถขนสิ่งสินค้าประเภทอุตสาหกรรมหนัก มีสาธารณูปโภคสามารถรองรับความเจริญเติบโตได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้า ระบบการประปา การโทรคมนาคมและการสื่อสาร

จังหวัดกาญจนบุรี เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่สำคัญของภาคตะวันตกมีการทำการเกษตรมากกมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ พืชสวน ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ข้าวโพด หน่อไม้ มันสำปะหลัง ข้าว และไม่เมืองหนาว เป็นต้น

 

โครงสร้างและลักษณะภูมิประเทศของกาญจนบุรี

คณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ ได้ดำเนินการพิจารณา แบ่งเขตภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม พ . ศ . 2519 ที่ประชุมได้ตกลงแบ่งเขตประเทศไทยออกเป็น 6 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยอาศัยองค์ประกอบทางกายภาพและความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมตลอดจนผลงานการศึกษาของนักภูมิศาสตร์อื่นๆ ประกอบเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในภาคตะวันตก ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาและเทือกเขาสูง ต่อเนื่องมาจากภาคเหนือ เทือกเขาเหล่านี้วางตัวในแนวเหนือใต้บางตอนค่อนข้างเฉียงอยู่ในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ - ตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยทิวเขาซ้อนกันหลายทิวเป็นแนวยาวตลอดลงไปจนถึงจังหวัดประจวบคีรี - ขันธ์ และเลยต่อเนื่องเข้าสู่จังหวัดระนอง ชุมพร ต่อไปถึงภูเก็ต เทือกเขาในจังหวัดกาญจนบุรี ที่สำคัญได้แก่ เทือกเขาถนนธงชัย และเทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาถนนธงชัยจะต่อเนื่องลงมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนในภาคเหนือ ลงมาผ่านจังหวัดตากไปถึงด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ ละติจูดที่ 15 องศา 18 ลิบดาเหนือ ถัดลงมาจะเป็นเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งอาจแบ่งเป็น 3 ทิว คือ ทิวเขาตะนาวศรีทางตะวันตกอยู่ในเขตเมียนมาร์ ทิวเขาตะนาวศรีตอนกลาง ใช้เป็นแนวแบ่งเขตพรมแดนไทยกับเมียนมาร์ ทิวเขาตะนาวศรีทางตะวันออกเป็นแนวภูเขาอยู่กลางระหว่างแม่น้ำแควน้อยกับแควใหญ่ ต่อเนื่องกับเทือกเขาถนนธงชัยตอนใต้

พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรีเป็นภูเขาตามแนวเทือกเขาด้านตะวันตกของจังหวัดมีที่ราบหุบเขาแคบๆ เกิดจากการหักตัวและทรุดตัวของแผ่นดิน เช่น บริเวณ ลุ่มน้ำแควใหญ่มีที่ราบหุบเขาแคบๆ บริเวณอำเภอศรีสวัสดิ์ ส่วนลุ่มน้ำแควน้อยมีที่ราบหุบเขาแคบๆ บริเวณอำเภอสังขละบุรี และอำเภอทองผาภูมิ ลักษณะเช่นนี้ต่างจากลุ่มน้ำในภาคเหนือซึ่งมีที่ราบลุ่มน้ำกว้างขวางมากกว่า ลำน้ำส่วนใหญ่ไหลผ่านหุบเขาลึกและสูงชัน มีน้ำตกสวยงามหลายแห่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัด นอกจากนั้นยังมีภูมิประเทศหลายแห่งผ่านการสึกกร่อนเป็นภูเขาโดดอยู่ทั่วไป บริเวณที่ราบเชิงเขาประกอบด้วยหินดาดเชิงเขา (Colluvium) ซึ่งเป็นเศษหินเศษดิน ถูกน้ำพัดมาจากที่สูงมาทับถมในที่ราบลุ่ม โครงสร้างและเนื้อดินจึงแตกต่างไปจากดินตะกอนในที่ราบภาคกลาง ทางด้านตะวันออกของจังหวัดนี้มีที่ราบไม่กว้างขวางนัก ทางใต้ของจังหวัดกาญจนบุรี มีภูมิประเทศจะเป็นที่ราบลูกฟูก สลับแม่น้ำลำธารสายสั้นๆ ต่อเนื่องมาจากเทือกเขาถนนธงชัยและเทือกเขาตะนาวศรี ที่ราบเชิงเขาและที่ราบลูกฟูกเหล่านี้มีดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และใช้ปลูกพืชไร่หลายชนิด เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ อีกหลายชนิด บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำที่เหมาะแก่การทำนามีน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณ ลุ่มน้ำตอนล่างใกล้ปากน้ำต่อเนื่องกับที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง

เทือกเขาสูงของจังหวัดกาญจนบุรีส่วนใหญ่ประกอบด้วยหินทราย หินดินดานและหินปูน ในหน่วยหินกาญจนบุรี แก่งกระจานและหน่วยหินราชบุรี มีหินแกรนิตดันตัวแทรกเป็นแกนของภูเขา เมื่อผ่านการสึกกร่อนมานาน ทำให้บริเวณนี้เป็นแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัด แร่ธาตุที่สำคัญได้แก่ ดีบุก ฟลูออไรท์ ทองแดง ตะกั่ว สังกะสีและอื่นๆ บางบริเวณมีหินบะซอลท์ไหลขึ้นมาเป็นหย่อมๆ ทำให้พบรัตนชาติพวกพลอยต่างๆ เช่น แถบอำเภอบ่อพลอย ฯลฯ

เทือกเขาสูงทางภาคตะวันตกของจังหวัดกาญจนบุรีนอกจากจะใช้เป็นแนวพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทยกับเมียนมาร์แล้ว ยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญปันน้ำออกไปให้แก่ประเทศทั้งสอง กล่าวคือ เทือกเขาถนนธงชัย ซึ่งอยู่ทางตอนบนของจังหวัดนี้จะเป็นต้นน้ำปันน้ำออกไป ทางใต้คือ แม่น้ำแควใหญ่ซึ่งเป็นแควหนึ่งของแม่น้ำแม่กลอง ไหลลงมาทางใต้รวมกับแม่น้ำแควน้อยที่อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แม่น้ำแม่กลองไหลลงอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนเทือกเขาตะนาวศรีก็เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำแควน้อย ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำลำธารในจังหวัดกาญจนบุรีเป็นแหล่งน้ำที่ให้ประโยชน์มากทั้งทางด้านการผลิตแระแสไฟฟ้า และน้ำในการชลประทาน มีเขื่อนเก็บกักน้ำ และเขื่อนทดน้ำที่สำคัญหลายแห่ง เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม เขื่อนท่าทุ่งนา เขื่อนวชิราลงกรณ์กั้นแม่น้ำแม่กลอง ฯลฯ

การแบ่งเขตภูมิประเทศของจังหวัดกาญจนบุรี แบ่งออกเป็นเขตใหญ่ๆ ได้ 3 เขต ได้แก่ เขตภูเขาสูง เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำระหว่างหุบเขา และเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ

•  เขตภูเขาสูง ประกอบด้วยพื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดกาญจนบุรีในเขตอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ศรีสวัสดิ์ พื้นที่บางส่วนของอำเภอเมืองกาญจนบุรี เป็นบริเวณที่มีความสูงตั้งแต่ 400 เมตร จากระดับน้ำทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นภูเขาค่อนข้างสูงบริเวณลุ่มแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยตอนบน และเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ลักษณะโดยทั่วไปประกอบด้วยภูเขาขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ติดต่อกันเป็นแนวยาวสลับด้วยร่องน้ำขนาดเล็กที่ไม่ลึกนัก บริเวณนี้เป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากรธรรมชาตินานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้ แร่ธาตุ และสัตว์ป่า พื้นที่บางส่วนมีความสูง 1,000 เมตร ถึง 1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นเขตภูเขาสูงที่อยู่ในพื้นที่บางส่วนของอำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอศรีสวัสดิ์ ในบางบริเวณของเขตภูเขาสูงนี้จะมีความสูงเกินกว่า 1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นเขตยอดเขาสูงทางตอนเหนือของจังหวัดเช่นเดียวกัน ภูเขาที่สำคัญของเทือกเขาตะนาวศรีประกอบด้วย ดังนี้ คือ

•  เขาแดน เป็นภูเขาอยู่ระหว่างอำเภอทองผาภูมิ ไทรโยค และประเทศเมียนมาร์

•  เขาปิล็อก เขาผาแป เขาสองแขวะ อยู่ในเขตอำเภอทองผาภูมิ เป็นแหล่งแร่วุลแฟรมและดีบุกที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี

•  เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำระหว่างหุบเขา พื้นที่บริเวณนี้มีลักษณะเป็นที่ราบแคบๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางตอนเหนือของจังหวัด ที่ราบบริเวณนี้อยู่ระหว่างแนวเทือกเขาตะนาวศรี และแนวเขาถนนธงชัย และเป็นที่ราบที่อยู่ริมแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือแม่น้ำแควใหญ่ทางตะวันออกและแม่น้ำแควน้อยทางตะวันตก บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำระหว่างเทือกเขาส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ และศรีสวัสดิ์

•  เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำทางตอนใต้และตะวะนออกเฉียงเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในบริเวณตอนล่างของพื้นที่จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตอำเภอท่ามะกา ท่าม่วง พนมทวน บางส่วนของอำเภอเมืองกาญจนบุรี บางส่วนของอำเภอบ่อพลอย และบางส่วนของอำเภอเลาขวัญ พื้นที่ราบตอนล่างของจังหวัดกาญจนบุรีนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย พื้นที่ราบตอนล่างของจังหวัดกาญจนบุรีมีความเหมาะสมต่อการเกษตรกรรม เนื่องจากเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ และยังมีการคมนาคมสะดวกกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของจังหวัด จึงเป็นบริเวณที่มีประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่มากกว่าพื้นที่ตอนบน สำหรับพื้นที่ทางตอนบนของจังหวัดจะมีประชากรเบาบาง เนื่องจากมีที่ราบสำหรับการเพาะปลูกน้อย และพื้นที่หลายส่วนการคมนาคมยังไม่สะดวก อย่างไรก็ตามพื้นที่ทั้งสองส่วนนี้ต่างมีความสำคัญต่อการตั้งถิ่นฐานของประชากรในจังหวัดกาญจนบุรีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

 

จังหวัดกาญจนบุรี ถ้าแบ่งลักษณะภูมิประเทศ ตามระดับความสูงของพื้นที่จะแบ่งได้เป็น 5 เขตดังนี้

•  บริเวณที่มีความสูงต่ำกว่า 100 เมตร อยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มน้ำลำตะเพินที่ราบเชิงเขาซึ่งติดต่อกับที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลองซึ่งอยู่ทางตอนล่างของพื้นที่จังหวัด ลักษณะของพื้นที่ในบริเวณดังกล่าวนี้เป็นตะพักแม่น้ำที่ถูกแผ้วถางเป็นพื้นที่เพาะปลูก ดังนั้นที่ราบในบริเวณนี้จึงเป็นเขตเพาะปลูกที่มีความสำคัยที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี

•  บริเวณที่มีความสูง 100 - 400 เมตร อยู่ในเขตภูเขาที่มีความสูงไม่มากนัก ในท้องที่อำเภอไทรโยค บ่อพลอยและศรีสวัสดิ์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบชายเขาที่อยู่ต่อเนื่องกับที่ราบตอนล่าง มีลักษณะของพื้นที่ลาดชันอันเป็นผลมาจากการพังทลายของภูเขาหินปูน

•  บริเวณที่มีความสูง 400 -1,000 เมตร เป็นเขตภูเขาในบริเวณลุ่มแม่น้ำแควใหญ่ และแควน้อย พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ศรีสวัสดิ์ และเมืองกาญจนบุรี ลักษณะโดยทั่วไปประกอบด้วยภูเขาขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ติดต่อกันเป็นแนวยาว สลับด้วยร่องน้ำขนาดเล็กไม่ลึกนัก บริเวณนี้เป็นเขตอุดมด้วยสัตว์ป่าและป่าไม้นานาชนิด

•  บริเวณที่มีความสูง 1,000 – 1,400 เมตร เป็นเขตภูเขาสูงอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัด ได้แก่พื้นที่ภูเขาในบางส่วนของอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิและศรีสวัสดิ์ เป็นเขตภูเขาและป่าไม้สำคัญของจังหวัดอีกเขตหนึ่ง

•  บริเวณที่มีความสูงเกินกว่า 1,400 เมตร เป็นเขตยอดเขาสูงทางตอนเหนือของจังหวัดเช่นเดียวกัน ยอดเขาบางแห่งมีความสูงเกินกว่า 1,400 เมตร เช่น เขาใหญ่ เขาเคลยกู่ เป็นต้น

ทรัพยากรน้ำและการชลประทานในจังหวัดกาญจนบุรี

น้ำเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี เพราะน้ำเป็นปัจจัยหลักต่อการพัฒนาหลายด้าน คือ ทั้งด้านการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พลังงาน อุปโภคบริโภค การคมนาคมขนส่งและสาธารณสุข การพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาก่อให้เกิดความต้องการใช้น้ำมากยิ่งขึ้น แต่น้ำเป็นทรัพยากรที่มีความจำกัดอยู่ในตัว และหาได้ยากเพิ่มขึ้นทุกวัน ปัจจุบันลุ่มน้ำในภาคตะวันตก เช่น ลุ่มน้ำแควน้อย ลุ่มน้ำแควใหญ่ ลุ่มน้ำแม่กลอง ฯลฯ เป็นบริเวณที่ยังขาดแคลนน้ำ รัฐบาลได้ลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำโดยการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ ฝายน้ำล้น คลองส่งน้ำ หรือสิ่งก่อสร้างทางชลประทานในลักษณะอื่นๆ แต่ก็ยังไม่สามารถจัดสรรน้ำให้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชนได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวางแนวนโยบายและมาตรการในการพัฒนา และจัดสรรทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีต่อไป

 

แหล่งน้ำในจังหวัดกาญจนบุรี

แหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดกาญจนบุรี อาจจัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ แหล่งน้ำผิวดินหรือน้ำท่า แหล่งน้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาล และแหล่งน้ำในอากาศ

•  แหล่งน้ำผิวดิน หรือน้ำท่า ประกอบด้วยลุ่มน้ำต่างๆ ตลอดจนคูคลอง หนอง บึง ที่กระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆ ทั่วจังหวัด เป็นที่รองรับน้ำฝนตามธรรมชาติไว้ ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเล หรือสูญหายไปโดยทางอื่น จังหวัดกาญจนบุรี มีลุ่มน้ำใหญ่น้อยกระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆ ดังนี้คือ

•  อำเภอเมืองกาญจนบุรี แหล่งน้ำที่สำคัญ คือ

•  แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำแควใหญ่ไหลมาจากแนวเทือกขาถนนธงชัยในจังหวัดตาก ผ่านอำเภอศรีสวัสดิ์ ไหลผ่านพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรีในเขตตำบลช่องสะเดา ตำบลวังด้ง ตำบลลาดหญ้า ตำบลหนองบัว ตำบลแก่งเสี้ยน ตำบลท่ามะขาม และตำบลปากแพรก แม่น้ำแควใหญ่มีความยาวประมาณ 380 กิโลเมตร

•  แม่น้ำแควน้อย ไหลมาจากแนวเทือกเขาตะนาวศรี บริเวณอำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค ไหลผ่านพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรีในเขตตำบลบ้านเก่า ตำบลเกาะสำโรง ตำบลหนองหญ้า และตำบลปากแพรก แม่น้ำแควน้อยมีความยาว ประมาณ 320 กิโลเมตร

•  แม่น้ำแม่กลอง เกิดจากแควใหญ่และแควน้อยไหลมาบรรจบกันที่ ตำบลปากแพรกในเขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี ความยาวของแม่น้ำแม่กลองทั้งแต่จุดบรรจบกันของแควใหญ่และแควน้อยจนถึงปากอ่าว ประมาณ 132 กิโลเมตร

•  ลำตะเพิน ไหลมาจากจังหวัดอุทัยธานี ผ่านอำเภอหนองปรือ อำเภอบ่อพลอยไหลผ่านที่อำเภอเมืองกาญจนบุรีในเขตตำบลวังด้ง ก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ ที่บ้านท่าเสาตำบลลาดหญ้า ลำตะเพินมีความยาวประมาณ 85 กิโลเมตร

•  ลำสะด่อง ไหลมาจากแนวเทือกเขาตะนาวศรีทางภาคตะวันออกของอำเภอศรีสวัสดิ์ ไหลลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ที่ตำบลช่องสะเดา อำเภอเมืองกาญจนบุรี ลำสะด่องมีความยาวประมาณ 501 กิโลเมตร

•  อำเภอท่ามะกา แหล่งน้ำที่สำคัญคือ

•  แม่น้ำแม่กลอง เกิดจากแม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแควน้อยไหลมาบรรจบกันที่ตำบลปากแพรกในเขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี ไหลผ่านอำเภอท่าม่วง เข้าสู่อำเภอท่ามะกา โดยไหลผ่าน ตำบลตะคร้ำเอน ตำบลท่าเรือ ตำบลแสนตอ ตำบลท่ามะกา ตำบลหวายเหนียว ตำบลพงตึก ตำบลท่าไม้ ตำบลดอนขมิ้นและตำบลท่าเสา จากนั้นไหลลงสู่พื้นที่จังหวัดราชบุรี และไหลสู่อ่าวไทยบริเวณพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม

•  อำเภอท่าม่วง แหล่งน้ำที่สำคัญคือ

•  แม่น้ำแม่กลอง เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของอำเภอท่าม่วง แม่น้ำสายนี้ เกิดจากแม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแควน้อย ไหลลงมาบรรจบกันที่ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จากนั้นไหลผ่านพื้นที่อำเภอท่าม่วง ในเขตำบลท่าล้อ ตำบลเขาน้อย ตำบลท่าม่วง ตำบลม่วงชุม ตำบลวังขนาย ตำบลบ้านใหม่ ตำบลท่าตะคร้อ ตำบลวังศาลา และตำบลพังตรุ จากนั้นไหลผ่านอำเภอท่ามะกา เข้าสู่จังหวัดราชบุรี

•  อำเภอไทรโยค แหล่งน้ำที่สำคัญ คือ

•  แม่น้ำแควน้อย เป็นแม่น้ำสายสำคัญ ที่สุดของอำเภอไทรโยค แม่น้ำสายนี้มีต้นน้ำมาจากแม่น้ำสำคัญ 3 สาย คือ แม่น้ำบีคลี ซองกาเลีย และรันตี ในเขตอำเภอสังขละบุรี ไหลผ่านพื้นที่ของเขตอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยค เมืองกาญจนบุรีและอำเภอด่านมะขามเตี้ย แม่น้ำแควน้อยมีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร ลึกเฉลี่ยประมาณ 7- 10 เมตร โดยส่วนที่ไหลผ่านพื้นที่อำเภอไทรโยคมีความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร มีลำน้ำหลายสาขาไหลลงสู่แม่น้ำสายนี้ เช่น แม่น้ำน้อย ห้วยช้างน้อย ห้วยพลู ห้วนบ้องตี้ ห้วยบ้องเต้ง ห้วยวังน้ำเขียว ห้วยลุ่มสุ่ม ห้วยสองพี่น้อง ห้วยแม่เลาะ ห้วยกระบาน ห้วยผึ้ง ห้วยยาง ฯลฯ แม่น้ำแควน้อยนับเป็นเส้นทางคมนาคม และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีน้ำตกไทรโยคใหญ่ไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย

•  แม่น้ำน้อย เป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำน้อย แม่น้ำน้อยมีต้นน้ำมาจากเขาเขาะแขะ เขาปลาน้อย และเขาปลู ในเทือกเขาตะนาวศรี แม่น้ำน้อยมีสาขาอีก 3 ลำห้วย คือ ห้วยเลาะ ห้วยพลู ห้วยผึ้ง แม่น้ำน้อยไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวอำเภอไทรโยค ในบริเวณบ้านแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 5 ตำบลไทรโยค ลุ่มแม่น้ำน้อยมีนำไหลตลอดปี และเป็นเขตป่าไม้ที่สำคัญของอำเภอไทรโยค

•  ลำห้วยบ้องตี้ เป็นสาขาของแม่น้ำแควน้อยอยู่ใต้แม่น้ำน้อยลงมา ลำห้วยบ้องตี้มีต้นน้ำมาจากเขาว่ายอ เขาผึ้ง เขาเขียว และเขากวาง ในเทือกเขาตะนาวศรี ลำห้วยบ้องตี้มีสาขาอีก 2 ลำห้วย คือ ห้วยช้างน้อย และห้วยบ้องเติ้ง ลำห้วยบ้องตี้ไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อยบริเวณเขาผึ้ง เขตบ้านหาดงิ้ว หมู่ที่ 5 ตำบลวังกระแจะ ลำน้ำสายนี้มีปริมาณน้ำมากเฉพาะฤดูฝน

•  ลำห้วยลุ่มสุ่ม เป็นสาขาของแม่น้ำแควน้อยอยู่ใต้ลำห้วยบ้องตี้ลงมาลำห้วยลุ่มสุ่มมีต้นน้ำจากเขาเขียว เขากวาง เขาหมา ในเทือกเขาตะนาวศรี และไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อยที่บริเวณเมืองลุ่มสุ่มเก่า หรือบ้านลุ่มผึ้ง หมู่ที่ 3 ตำบลลุ่มสุ่ม ลำน้ำสายนี้มีปริมาณน้ำมากเฉพาะฤดูฝน

•  ลำห้วยแม่กระบาน เป็นสาขาของแม่น้ำแควน้อยอยู่ใต้ลำห้วยลุ่มสุ่มลงมาและอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของตัวอำเภอไทรโยค แม่น้ำสายนี้มีต้นน้ำจากภูเขาช้างเผือกในเขตเทือกเขาตะนาวศรี ลำห้วยแม่กระบานมีลำน้ำสาขาสำคัญ คือ ลำห้วยวังน้ำเขียวและลำห้วย แม่กระบานไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อยที่บ้านท่ามะเดื่อ หมู่ที่ 2 ตำบลศรีมงคล ลำห้วยแม่กระบานมีสภาพตื้นเขิน และมีน้ำไหลมากเฉพาะฤดูฝน

•  อำเภอทองผาภูมิ แหล่งน้ำที่สำคัญของอำเภอทองผาภูมิ คือ

•  แม่น้ำแควน้อย เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุดของอำเภอทองผาภูมิ แม่น้ำสายนี้มีต้นน้ำมาจากแม่น้ำสำคัญ 3 สาย คือ แม่น้ำบีคลี่ ซองกาเลีย และรันตี ในเขตอำเภอสังขละบุรี ไหลผ่านพื้นที่ของอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยค เมืองกาญจนบุรี และอำเภอด่านมะขามเตี้ย แม่น้ำแควน้อยมีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร ลึกเฉลี่ยประมาณ 7- 10 เมตร ส่วนที่ไหลผ่านพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ประกอบด้วยพื้นที่ตำบลปิล็อก ตำบลท่าขนุน ตำบลหินดาด และตำบลลิ่นถิ่น ตลอดลำน้ำแควน้อย มีธรรมชาติที่งดงามและมีน้ำหลายสาขาไหลลงสู่แม่น้ำสายนี้ เช่น ห้วยพลู ห้วยปิล็อกและห้วยกุยมั่ง ฯลฯ

•  อำเภอสังขละบุรี แหล่งน้ำที่สำคัญของอำเภอสังขละบุรีคือ

•  แม่น้ำแควน้อย ก่อนการสร้างเขื่อนเขาแหลมแม่น้ำแควน้อยเป้นแม่น้ำสายสำคัญที่สุดของอำเภอสังขละบุรี แม่น้ำสายนี้มีต้นน้ำมาจาก ลำน้ำสำคัญ 3 สาย คือ ลำน้ำบีคลี่ ซองกาเลีย และรันตี ในเขตอำเภอสังขละบุรี ไหลผ่านพื้นที่ของอำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอเมืองกาญจนบุรี และอำเภอด่านมะขามเตี้ย แม่น้ำแควน้อยมีความยาวทั้งสิ้น 390 กิโลเมตร ส่วนที่ไหลผ่านอำเภอสังขละบุรี ประกอบด้วยพื้นที่ตำบลปรังเผล และตำบลหนองลู ตลอดลำน้ำแควน้อยมีธรรมชาติที่งดงามและมีลำน้ำสาขาหลายสายไหลลงสู่แม่น้ำสายนี้

•  ลำน้ำบีคลี่ใหญ่ กำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรีบริเวณพรมแดนไทยและเมียนมาร์ในเขตตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ ลำน้ำสายนี้ไหลผ่านขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านเขาปลายลำปิล็อก เข้าเขตตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี ในช่วงนี้มีลำน้ำสาขาที่สำคัญ คือ ลำน้ำบีคลี่ ซึ่งกำเนิดจากเทือกเขาตะนาวศรีบริเวณพรมแดนไทย และเมียนมาร์ เช่นเดียวกัน แต่อยู่ในเขตตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี แม่น้ำบีคลี่ไหลมาบรรจบกับน้ำบีคลี่ใหญ่ที่บ้านมอญ ตำบลหนองลู จากนั้นไหลย้อนขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนืออีกระยะหนึ่งแล้วจึงไหลไปทางตะวันออกลงสู่แม่น้ำแควน้อยที่บริเวณสามสบ ตำบลหนองลู ลำน้ำบิคลี่ มีความยาว ประมาณ 70 กิโลเมตร

•  ลำน้ำซองกาเลีย ลำน้ำสายนี้ไหลจากทิศเหนือสู่ทิศใต้มีกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรีที่บริเวณด่านพระเจดีย์สามองค์ และไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อยที่สามสบ ตำบลหนองลู

•  ลำน้ำรันตี ลำน้ำสานนี้ไหลมาจากเทือกเขาถนนธงชัย ทางด้านตะวันออก แต่เดิมลำน้ำสายนี้ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำซองกาเลียก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย ปัจจุบันแม่น้ำรันตีไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม

•  อำเภอศรีสวัสดิ์ แหล่งน้ำที่สำคัญของอำเภอศรีสวัสดิ์คือ

•  แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำแควใหญ่เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุดของอำเภอศรีสวัสดิ์ แม่น้ำสายนี้มีต้นน้ำมาจากเทือกเขาถนนธงชัยเขตอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ไหลผ่านลงมาทางทิศใต้ในพื้นที่ของเขตสังขละบุรี เข้าสู่อำเภอทองผาภูมิ และเมื่อจะไหลผ่านเข้าเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ลำน้ำสายนี้จะไหลลงตามเส้นแบ่งเขตจังหวัดกาญจนบุรีและอุทัยธานี จากนั้นไหลลงมาทางใต้เข้าเขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี และบรรจบกับแม่น้ำแควน้อยที่บริเวณหน้าเมืองกาญจนบุรี แม่นำแควใหญ่มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 380 กิโลเมตร ส่วนที่ไหลผ่านพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ประกอบด้วยพื้นที่ตำบลเขาโจด ตำบลนาสวน ตำบลแม่แฉลบ ตำบลหนองเป็ด และตำบลท่ากระดาน ตลอดลำน้ำแควใหญ่มีธรรมชาติที่งดงามและมีลำน้ำสาขาหลายสายไหลลงสู่แม่น้ำสายนี้ได้แก่

•  ห้วยยงหวา ห้วยนาสวน ห้วยเขางู ตำบลนาสวน

•  ห้วยแม่ขมิ้น ห้วยแม่ปลาสร้อย ห้วยดงเสลา ตำบลด่านแม่แฉลบ

•  ห้วยแม่ละมุน ตำบลหนองเป็ด

•  ห้วยลำสะด่อง ตำบลท่ากระดาน

•  ห้วยน้ำมุด ห้วยแม่เกว้า ห้วยแม่กระบุง ตำบลแม่กระบุง

•  อำเภอพนมทวน

อำเภอพนมทวนเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีที่มีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เนื่องจากไม่มีลำน้ำสายใหญ่หรือแม่น้ำขนาดใหญ่ไหลผ่าน ประชากรส่วนใหญ่อาศัยฝนในการเพาะปลูกและเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งเสมอ แหล่งน้ำธรรมชาติ ของอำเภอพนมทวนเป็นลำน้ำสายสั้นๆ และยังมีลำห้วย หนอง บึง กระจายอยู่ทั่วไป ลำน้ำสายที่สำคัญคือ ลำน้ำบ้านทวน มีความยาวประมาณ 30 กิโลเมตร

•  อำเภอบ่อพลอย แหล่งน้ำที่สำคัญของอำเภอบ่อพลอย

•  ลำตะเพิน มีต้นกำเนิดจากเขาปันโส เขตอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ไหลผ่านอำเภอหนองปรือ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี และไหลลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ ที่บ้านท่าเสา ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ลำตะเพินมีความยาวประมาณ 50 กิโลเมตร สภาพของลำน้ำตื้นเขินด้วยดินตะกอนที่ทับถมกันในฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำมากและไหลรุนแรง ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมพื้นที่ราบบางส่วนทั้งนี้เนื่องจากลำน้ำขาดประสิทธิภาพในการรับน้ำไว้ได้

1.10 อำเภอเลาขวัญ แหล่งน้ำที่สำคัญของอำเภอเลาขวัญคือ

•  ลำห้วยเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เนื่องจากไม่มีลำน้ำสายใหญ่หรือแม่น้ำขนาดใหญ่ไหลผ่าน ประชากรส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูกและเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งอยู่เสมอ แหล่งน้ำธรรมชาติของ อำเภอเลาขวัญเป็นลำน้ำสายสั่นๆ และยังมีลำห้วย หนองบึง กระจายอยู่ทั่วไป

 

1.11 อำเภอด่านมะขามเตี้ย แหล่งน้ำตามธรรมชาติสำคัญของอำเภอด่านมะขามเตี้ยคือ

•  แม่น้ำแควน้อย ไหลผ่านมาจากอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยคและไหลผ่านอำเภอด่านมะขามเตี้ย บริเวณพื้นที่ตำบลจรเข้เผือก และตำบลกลอนโด ก่อนที่จะไหลผ่านเข้าสู่เมืองกาญจนบุรี ดังนั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งของตำบลจรเข้เผือกและกลอนโด จึงเป็นเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำแควน้อยที่อุดมสมบูรณ์ และมีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก

•  ลำภาชี เป็นแม่น้ำสาขาสายหนึ่งของแม่น้ำแควน้อย ลำน้ำสายนี้ต้นน้ำจาก เขตเทือกเขาในเขตจังหวัดราชบุรี ไหลผ่านพื้นที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี และไหลผ่านตำบลหนองไผ่ ด่านมะขามเตี้ย กลอนโดและจรเข้เผือก และไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อยที่บริเวณติดต่อของตำบลกลอนโดและจรเข้เผือก พื้นที่ราบลุ่มลำภาชีมีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกอีกบริเวณหนึ่งของอำเภอด่านมะขามเตี้ย

•  ห้วยลำทรายเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำแควน้อย ลำน้ำสายนี้ไหลมาจากเทือก เขาตะนาวศรีทางทางตะวันออก ห้วยลำทรายเป็นลำน้ำพรมแดนระหว่างตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี และตำบลจรเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย

•  ห้วยลำขลุง เป็นสาขาสำคัญของลำภาชี ลำห้วยสายนี้ไหลมาจากเทือกเขาตะนาวศรี ผ่านอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี แล้วผ่านพื้นที่อำเภอจอมบึงก่อนเข้าสู่ตำบลด่านมะขามเตี้ยและตำบลจรเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย แล้วไหลลงสู่ลำภาชีที่บริเวณติดต่อระหว่างตำบลด่านมะขามเตี้ย และตำบลจรเข้เผือก

1.12 อำเภอหนองปรือ มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญดังนี้

•  ลำตะเพิน ลำน้ำนี้เป็นลำน้ำธรรมชาติที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีความยาวประมาณ 50 กิโลเมตร ลำน้ำตื้นเขินไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ในฤดูแล้ง ส่วนในฤดูฝนปริมาณน้ำมีมากจึงไหลอย่างรวดเร็วและรุนแรง นอกจากลำตะเพินยังมีลำห้วยกะพร้อยและลำตะกลึง ลำน้ำเหล่านี้ทุกสายมีสภาพตื้นเขิน เนื่องจากการตกตะกอนของดินจากภูเขา ดังนั้นในฤดูฝนปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำดังกล่าวจึงไหลอย่างรวดเร็วและรุนแรง

1.13 อำเภอห้วยกระเจา

แหล่งน้ำตามธรรมชาติของอำเภอห้วยกระเจาไม่มีลำน้ำสายใหญ่ไหลผ่าน แต่มีลำน้ำโบราณสายสั้นๆ เช่น ห้วยยาง ห้วยกระเจา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีหนองและบึง ขนาดเล็ก ประชากรส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูกและเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งเสมอ

 

•  แหล่งน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาล น้ำบาดาลส่วนใหญ่มาจากน้ำฝนหรือน้ำท่าที่ไหลซึมลงไปเก็บกักอยู่ในชั้นหินได้ทั้งในหินร่วนและหินแข็ง หินชนิดใดมีรอยแตกร้าว หรือโพรงหินมากก็จะมีน้ำบาดาลเก็บอยู่มาก ส่วนหินชนิดใดที่ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวก็จะไม่มีน้ำบาดาลความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำบาดาลแต่ละอำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพชั้นดิน หินและปริมาณน้ำฝนที่จะซึมไปเก็บกักไว้ได้ การนำน้ำบาดาลมาใช้ส่วนใหญ่มุ่งประโยชน์ด้านการอุปโภคบริโภค แต่ในปัจจุบันการนำน้ำบางดาลขึ้นมาใช้เพื่อการเกษตรกำลังได้รับความสนใจและจะเป็นแหล่งน้ำที่ช่วยแก้ปัญหาการจขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งได้อีกทางหนึ่ง

 

สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่ทางตอนบนได้แก่ อำเภอสังขละบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอหนองปรือ อำเภอเลาขวัญ และทางตะวันตกของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค ส่วนใหญ่เป็นที่สูงและภูเขา รองรับด้วยหินแปร ปริมาณน้ำบาลดาลจึงมีน้อยมาก คือ น้อยกว่า 10 แกลลอนต่อนาที หรือน้อยกว่า 54,000 ลิตรต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่ในอำเภอสังขละบุรี อำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอบ่อพลอย พื้นที่ทางตะวันออกและทางใต้ของจังหวัดเป็นที่ราบลุ่ม มีแหล่งน้ำบาดาล สามารถนำขึ้นมาใช้ได้ แต่ยังคงมีปริมาณน้อยคือ 272,500 –545,000 ลิตรต่อวัน ในพื้นที่อำเภอเลาขวัญและอำเภอพนมทวนส่วนพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอท่าม่วงและอำเภอท่ามะกา มีปริมาณน้ำบาดาลปานกลาง คือ 272,500 – 54,500 ลิตรต่อวัน แหล่งน้ำบาดาลฝังตัวอยู่ในแหล่งตื้นๆ สามารถน้ำจืดได้ โดยใช้เครื่องเจาะเล็กๆ เจาะบ่อสามารถนำขึ้นมาใช้ในอัตรา 30-50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ถ้าใช้เครื่องเจาะขนาดใหญ่จะได้น้ำไม่น้อยกว่า 150 ลูกบาศก์เมตร 1 ต่อชั่วโมง

ธรณีวิทยาจังหวัดกาญจนบุรี

ธรณีวิทยาของจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วยหินชนิดต่างๆ ทั้งหินอัคนี หินชั้น และหินแปร ในปริมาณมากน้อยแตกต่างกันไป สำหรับหินชั้นและหินแปร จัดเรียงลำดับจากหินชุดที่มีอายุมากที่สุดไปหาหินที่มีอายุน้อยที่สุด ตามลำดับ คือ

ชั้นหินที่พบว่ามีอายุมากที่สุดในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่หินชุด พรี - แคมเบรียน เป็นกลุ่มหินแปรพวกแอมพิโบไลท์ เช่น แอมพิโบไลท์ซีสท์เป็นหินที่มีสีเขียว หรือดำอมเขียว เนื้อผลึกหยาบ หินไบโอไทท์ – ไมโครไคลน์ – ไนส์ เป็นหินที่มีสีเทาหรือสีน้ำตาล หินควอทซ์ – เฟลสปาร์ติกไนส์ เป็นหินสีขาวหรือสีน้ำตาล หินควอร์ทไซท์ เป็นหินสีขาวถึงดำ หินแคลท์ซิลิเกต เป็นหินที่มีหลายสี ตั้งแต่ขาว เขียว เหลือง ไปถึงดำ หินอ่อนมีหลายแบบ ทั้งที่เป็นชั้นบางๆ จนเป็นชั้นหนาๆ พบแผ่กระจายอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของอำเภอทองผาภูมิ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอไทรโยค ทางเหนือของอำเภอเมือง และทางเหนือของอำเภอบ่อพลอย หินชุดนี้มีอายุอยู่ในยุค พรีแคมเบรียน

หินชุดแคมเบรียนเทียบได้กับหินชุดตะรุเตา ประกอบด้วยหินทราย หินควอร์ทไซท์ หินฟิลไลท์ หินควอร์ท – ไมกาซิสท์ สีเทาอมน้ำตาล เหลือง น้ำตาลอมเหลือง บางบริเวณจะพบหินทรายแดง และหินดินดาน พบเกิดแผ่กระจายอยู่ทางด้านตะวันออกของอำเภอทองผาภูมิ ทางเหนือและใต้ของอำเภอศรีสวัสดิ์ หินยุคนี้มีอายุอยู่ในยุคแคมเบรียน

กลุ่มหินแคมโบร - ออโดวิเซียน ได้แก่ หินควอร์ทไซท์ มีทั้งที่เป็นชั้นบางๆ ถึงชั้นหนา หินอ่อนสีขาว มีเนื้อมองคล้ายเม็ดทราย มีชั้นหินโคโลไมท์แทรกสลับ นอกจากนั้นยังมีหินไมก้าซิสท์ หินควอร์ทไมก้าซิสท์ หินฟิลไลท์ หินแคลท์ – ซิลิเกต และหินปูนเนื้อดิน พบแผ่กระจายอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอไทรโยค และทางตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอศรีสวัสดิ์ หินกลุ่มนี้มีอายุตั้งแต่แคมเบรียนถึงออโดวิเชียน

หินชุดออโดวิเชียน เทียบได้กับหินชุดทุ่งสงเป็นหินปูนสีเทาอ่อน เทาเข้ม เทาอมฟ้า มีทั้งที่เป็นชั้นบางๆ ถึงเป็นชั้นหนา บางส่วนตกผลึก มีทั้งที่มีแร่ดินเหนียวปนมา อาจมีหินดินดานสีเทาอมเขียว เทาเข้ม และหินควอร์ทไซท์สลับ พบแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง เช่น ทางเหนือของอำเภอทองผาภูมิ ทางเหนือและใต้ของอำเภอศรีสวัสดิ์ ทางตะวันตกของอำเภอไทรโยค ทางเหนือของอำเภอเมือง หินชุดนี้มีอายุอยู่ในยุคออโดวิเชียน

หินชุดไซลูเรียน – ดีโวเนียน เทียบได้กับหินชุดกาญจนบุรี เช่น หินฟิลไลท์ หินฟิลลิติกซิสท์ หินฟิลลิติกทัฟฟ์ หินควอร์ทไซท์ที่มีซากบรรพชีวิน หินเชิร์ต หินแกรย์แวก และหินปูน พบแผ่กระจายอยู่ทั่วไป เช่น ทางตอนเหนือสุด และทางเหนือของอำเภอศรีสวัสดิ์ ทางตะวันตกของอำเภอไทรโยค เขตติดต่อกับเมียนมาร์ และในเขตที่ลุ่มอำเภอเมือง อำเภอพนมทวน อำเภอบ่อพลอย และอำเภอเลาขวัญ หินชุดนี้มีอายุอยู่ในยุคไซลูเรียนถึงดีโวเนียน

หินชุดคาร์บอนิเฟอรัส เป็นหินดินดานสีเทา เทาอมเขียว เทาอมน้ำตาล แดง น้ำตาลอมแดง หินทรายสีแดง และเทา หินเชิร์ต เป็นชั้นบางๆ ถึงชั้นหนา หินปูนสีเทาอ่อนถึงเทามีทั้งที่เป็นชั้นบางๆ และเป็นชั้นหนา นอกจากนั้นยังมีหินทราย ที่มีแร่เฟลสปาร์มาก หินกรวดมน และหินเกรย์แวกสลับอยู่บ้าง พบเกิดแผ่กระจายอยู่ทางตอนใต้ของอ่างเก็บน้ำ หินชุดนี้มีอายุอยู่ในยุคคาร์บอนิเฟอรัส

หินชุดคาร์บอนิเฟอรัสถึงเพอร์เมียน เทียบได้กับหินชุดแก่งกระจาน เช่น หินทราย หินดินดาน หินเชิร์ต หินดินดานมีกรวดปน หินทรายมีกรวดปน สีเทาถึงเข้ม เทาอมเขียวชั้นบางๆ ถึงชั้นหนามีกรวดมน หินทัฟฟ์หินโคลนที่มีก้อนกรวดปน หินเกรย์แวก สีดำอมเขียว เทาอมเขียว สีน้ำตาล พบแผ่กระจายทางตะวันตกของจังหวัด ตั้งแต่เขตติดต่อกับเมียนมาร์เป็นแนวยาวขนานกับเขตแดนไทยเมียนมาร์ลงมาทางใต้ จนสุดเขตจังหวัดกาญจนบุรี ทางใต้ของอำเภอท่าม่วง หินชุดนี้มีอายุอยู่ในยุคคาร์บอนิเฟอรัสถึงเพอร์เมียน

หินชุดเพอร์เมียน เทียบได้กับหินชุดราชบุรี เป็นหินสีเทาอ่อนถึงเทาเข้ม ทั้งที่เป็นชั้นบางๆ และเป็นชั้นหนามีซากบรรพชีวิน หินดินดานสีแดง เทาถึงดำมีทั้งเกิดที่มีเนื้อถ่าน และเนื้อปูนเป็นชั้นบางมากๆ ถึงเป็นชั้นบางๆ มีซากบรรพชีวิน หินทรายสีน้ำตาลอมเหลือง ทั้งที่เป็นชั้นบางๆ ชั้นหนาและที่เป็นสัญลักษณ์รูปเลนซ์ หินเชิร์ตสีดำ เป็นเม็ดกลมๆ หรือเป็นแผ่นบางๆ หินทรายแป้ง หินกรวดมน หินโคลน หินดินดานที่มีทรายปน หินทรายแป้งที่มีทรายและแร่ไมก้าปนพบแผ่กระจายอยู่ทางตะวันตก ทางเหนือและทางใต้ของอำเภอทองผาภูมิ เป็นแนวยาว ในทิศตวันตกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านอำเภอไทรโยคลงมาทางใต้ของอำเภอเมืองกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังพบแถบขอบอ่างเก็บน้ำทางด้านตะวันตกของอำเภอศรีสวัสดิ์ เป็นหินที่เป็นแหล่งกำเนิดของแร่ธาตุที่มีค่าหลายชนิดในเขตจังหวัดกาญจนบุรี หินชุดนี้มีอายุอยู่ในยุคเพอร์เมียน

หินชุดไทรแอสสิก เป็นหินกรวดมน หินทรายสลับชั้นอยู่กับหินดินดาน และหินปูนที่มีซากบรรพชีวิน พบแผ่กระจายอยู่ทางตอนเหนือของอำเภอไทรโยค ทางใต้ของอ่างเก็บน้ำในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ หินชุดนี้มีอายุอยู่ในยุคไทรแอสสิก

หินชุดไทรแอสสิก จูแรสสิก เป็นหินปูนสีเทาอ่อนถึงเทาเข้ม มีทั้งที่เป็นชั้นหนาและชั้นบางๆ มีซากบรรพชีวินสลับชั้นอยู่กับหินดินดานที่มีเนื้อปูน หินทรายและหินกรวดมนเนื้อปูน สีเทาถึงเทาอมน้ำตาล หินชุดนี้พบแผ่กระจายอยู่ทางเหนือของอำเภอศรีสวัสดิ์ เป็นแนวยาวลงมาถึงอ่างเก็บน้ำในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ หินชุดนี้มีอายุอยู่ในยุคไทรแอสสิกถึงจูแรสสิก

ธรณีสัณฐานจังหวัดกาญจนบุรี

•  พื้นที่แบบภูเขาของหินโครงสร้าง (Structural Mountain) ซึ่งจากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ STm สภาพพื้นที่เขาหิน โครงสร้างปรากฏอยู่เป็นแนวเหนือใต้ เป็นขอบเขตของจังหวัดกาญจนบุรีกับประเทศเมียนมาร์ อยู่ทางตะวันตกของพื้นที่และในตอนกลางของจังหวัด ซึ่งได้แก่ อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอบ่อพลอย อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอด่านมะขามเตี้ย หินโครงสร้างเหล่านี้ประกอบไปด้วยหินแกรนิตเป็นส่วนใหญ่ อาจมีหินตะกอน เช่น หิน Mudstone Sandstone Shale ปะปนอยู่บ้าง ทางเทือกเขาด้านทิศตะวันตก ส่วนในตอนกลางก็อาจจะมีหินปูนปะปนอยู่บ้าง เป็นหย่อมๆ โดยเฉลี่ยแล้วสภาพพื้นที่แบบภูเขาเหล่านี้มีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางที่สูงที่สุดอยู่บริเวณเหมืองปิล็อก

•  สภาพพื้นที่แบบเนินเขาที่ถูกปรับระดับ (Denudational hill and mountain) จากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ DHM สภาพพื้นที่เดิมเป็นภูเขา แต่ได้ถูกขบวนการทางธรณีสัณฐานกระทำ ทำให้มีระดับความสูงลดต่ำลงมา บนสภาพพื้นที่ดังกล่าวเหล่านี้จะมีวัตถุดิบปกคลุมอยู่ไม่มากนัก คุณสมบัติของวัตถุดิบดังกล่าวจะแตกต่างกันไปตามชนิดของหินพื้นที่รองรับอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นหินตะกอนทั้งเนื้อหยาบ และละเอียด จากแผนที่ธรณีสัณฐานปรากฏว่าสภาพพื้นที่แบบนี้จะเกิดปะปนอยู่กับสภาพพื้นที่แบบที่ลาดเชิงเขาที่เกิดจากการทับถมของวัตถุที่ถูกนำพามาจากตอนบนโดยแรงโน้มถ่วงของโลก และโดยการชะล้างของน้ำเป็นส่วนใหญ่ ที่เป็นหน่วยแผนที่โดดๆ จะพบกระจัดกระจายอยู่ในสภาพพื้นที่ราบเรียบและค่อนข้างราบเรียบทางทิศตะวันออกของจังหวัด ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอพนมทวน อำเภอห้วยกระเจา อำเภอเลาขวัญ โดยทั่วไปจะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100 เมตร

•  ที่ลาดเชิงเขาที่เกิดจากการทับถมของวัตถุที่ถูกนำมาจากตอนบนโดยแรงโน้มถ่วงของโลกและโดยการชะล้างของน้ำ (Wash and Colluvial slope) จากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ WS/COL และ DHM/WS/COL สภาพพื้นที่ดังกล่าวนี้จะเกิดปะปนอยู่กับสภาพพื้นที่แบบที่ 2 ดังกล่าวแล้ว โดยทั่วไปจะเป็นที่ลาดต่ำลงมาจากเขาหรือภูเขา เกิดต่อเนื่องหรือเชื่อมต่อกันระหว่างเขาต่อเขา วัตถุที่ทับถมกันเป็นสภาพพื้นที่นี้เป็นวัตถุที่ถูกนำพามาจากที่สูงตอนบน ดังนั้นวัตถุดิบบนพื้นที่นี้จึงมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปตามชนิดของหินที่เป็นต้นกำเนิด และกรรมวิธีที่ถูกนำพามาทับถม สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของพื้นที่แบบนี้จะเป็นแบบลูกคลื่นทั้งลอนลึกและลอนตื้น พื้นที่ดังกล่าวนี้พบอยู่ทั่วไปในบริเวณตอนกลางของจังหวัด ได้แก่ อำเภอท่าม่วง อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอเมือง อำเภอไทรโยค อำเภอหนองปรือ อำเภอเลาขวัญ อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอสังขละบุรี จะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50 เมตร

•  สภาพพื้นที่แบบคาร์ส (Karst Topography) จากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ KT (KT = U/RP + TK) สภาพพื้นที่รองรับอยู่ตอนล่างเป็นหินปูนมีลักษณะพิเศษของการสร้างตัวของสภาพพื้นที่แบบเด่นชัด เช่น มีแอ่งจม (sink hole) มีถ้ำ มีลักษณะของลำธารน้ำใต้ดิน (Subturrainian Stream) ดินส่วนใหญ่เป็นดินสีแดง ลักษณะดังกล่าวนี้มีให้สังเกตเห็นอยู่ทั่วๆ ไป บริเวณตอนกลางทางด้านเหนือและที่สูงสองข้างลำน้ำแควใหญ่ เป็นสภาพพื้นที่แบบนี้เกือบทั้งหมด ในแผนที่ได้แยกสภาพพื้นที่แบบนี้ออกเป็น 2 หน่วยแผนที่ คือ บริเวณที่สภาพพื้นที่โดยทั่วๆ ไปเป็นลูกคลื่น (Undulating to Rolling Plain : U/RP) ได้แก่บริเวณอำเภอเมือง อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี กับบริเวณที่สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นเขา (Hilly : Tk) ซึ่งได้แก่บริเวณอำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอบ่อพลอย อำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอสังขละบุรี ในด้านการเกษตรสภาพพื้นที่ดังกล่าวเหล่านี้จะปกคลุมด้วยดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรสูง โดยเฉพาะบริเวณที่มีสภาพพื้นที่แบบลูกคลื่น

•  สภาพพื้นที่แบบเนินดินตะกอนรูปพัด (Alluvial Fan Complex) จากแผนที่ธรณีสัณฐาน ของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ F/Col และ All/WS/Col พื้นที่ลาดต่ำจากบริเวณที่สูงทางด้านตะวันออกสุดของจังหวัดลงสู่ที่ราบลุ่ม ตอนกลางของประเทศทั้งหมดเป็นสภาพพื้นที่แบบนี้ วัตถุที่ทับถมกันเป็นสภาพพื้นที่แบบนี้จะถูกนำพามาจากที่สูงทางทิศตะวันตกโดยน้ำเป็นพาหะสำคัญ แต่ลักษณะการทับถมจะเป็นไปในแบบเนินตะกอนรูปพัดที่เกิดติดต่อกัน สภาพพื้นที่โดยทั่วไปค่อนข้างจะเป็นลูกคลื่นบริเวณที่ใกล้ที่สูงทางด้านตะวันตกแล้วจะค่อยๆ ลาดต่ำลงมาสู่สภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบทางด้านตะวันออก สภาพพื้นที่แบบนี้จะถูกกัดเซาะโดยทางน้ำตัดขวางพื้นที่ในแนวตะวันตก ตะวันออกอยู่ทั่วไป ได้แก่ พื้นที่ในเขตอำเภอเลาขวัญ อำเภอห้วยกระเจา อำเภอพนมทวน อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอบ่อพลอย

•  ที่ราบตะกอนลำน้ำ (Alluial Plain) จากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ A เป็นสภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบและที่พบอยู่บริเวณสองข้างลำน้ำทั้งใหญ่และเล็กในจังหวัด เกิดจากการทับถมของตะกอนที่ลำน้ำนำพามา จะพบอยู่เป็นแนวแคบสองข้างทางน้ำตอนเหนือ และตอนกลางของจังหวัด และจะกว้างขึ้นเมื่อแม่น้ำหรือทางน้ำไหลลงสู่ระดับต่ำในบริเวณตอนใต้ ตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด ในทางการเกษตร ดินบริเวณดังกล่าวนี้มีศักยภาพทางการเกษตรตั้งแต่ปานกลางถึงสูง ได้แก่ บริเวณอำเภอท่ามะกา อำเภอท่าม่วง อำเภอเมืองกาญจนบุรี และอำเภอด่านมะขามเตี้ย

ประเภทของแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี

แหล่งท่องเที่ยวในที่นี้หมายถึงสถานที่เฉพาะแห่งที่นักท่องเที่ยวจะไปชมหาความบันเทิง สนุกสนานและพักผ่อน แหล่งการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี แยกออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

•  แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

•  แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี โบราณสถาน

•  แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น

 

•  แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมีจำนวนมากในจังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้าน จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยที่มาประเทศไทยเพื่อชมและพักผ่อนตามสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ เช่น ตามชายฝั่งทะเลของภาคใต้ หมู่เกาะต่างๆ หาดทรายที่สวยงาม สงบเงียบ ไม่ว่าจะเป็นพัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะพีพี หมู่เกาะสุรินทร์ ทางฝั่งทะเลอันดามัน นอกเกาะและฝั่งทะเลแล้วลำน้ำก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันสำคัญ ชีวิตความเป็นอยู่ของคน สามารถมองเห็นได้ตามลำน้ำ บางแห่งแม้มีคนอาศัยเป็นหย่อมๆ ห่างกัน แต่สองข้างลำน้ำยังมีธรรมชาติอันสวยงาม มีกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ปรากฏให้เห็น ล้วนแต่ให้ความบันเทิง และความสบายใจ สำหรับกาญจนบุรีมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ ได้แก่ ลำน้ำ ภูเขา ป่าไม้ อุทยาน ถ้ำ น้ำตก บึง เป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติเกือบทุกประเภท เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของจังหวัดกาญจนบุรีได้แก่ น้ำตกเอราวัณ น้ำตกไทรโยค น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ถ้ำธารลอด ถ้ำพระธาตุ ถ้ำละว้า การล่องแพตามแม่น้ำแควน้อย แควใหญ่ อุทยานเฉลิมแห่งรัตนโกสินทร์ น้ำตกเกริงกระเวีย ทุ่งใหญ่นเรศวร ฯลฯ

•  แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี โบราณสถาน แหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่ โบราณสถาน เมืองเก่า ประสาทพระราชวัง สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงวัฒนธรรมเก่าแก่ บอกถึงความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต บางแห่งจำเป็นต้องบูรณะเพื่อให้คงสภาพเดิม กาญจนบุรีมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณคดี โบราณสถาน เป็นจำนวนมากและได้มีการบูรณะซ่อมแซม รวมทั้งสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเข้าชม

•  แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งจัดสร้างขึ้นใหม่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เช่น ดิสนีย์แลนด์ ดิสนีย์เวิลด์ ในสหรัฐอเมริกา สถานที่เหล่านี้ได้สร้างขึ้นใหม่ให้เป็นที่ตื่นใจ มีหลายสิ่งหลายอย่างให้นักท่องเที่ยวชม เช่น รวบรวมเอาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทยในที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นของจังหวัดกาญจนบุรี มีหลายแห่งเช่น เขื่อนต่างๆ การสร้างเขื่อนเพื่อประโยชน์ทางด้านเก็บกักน้ำ ผลิตกระแสไฟฟ้า การชลประทาน แต่ก็มีประโยชน์ทางการท่องเที่ยว ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม เขื่อนวชิราลงกรณ์ และยังมีสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ การขุดพลอยที่อำเภอบ่อพลอย ฯลฯ ธรณีสัณฐานจังหวัดกาญจนบุรี

•  พื้นที่แบบภูเขาของหินโครงสร้าง (Structural Mountain) ซึ่งจากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ STm สภาพพื้นที่เขาหิน โครงสร้างปรากฏอยู่เป็นแนวเหนือใต้ เป็นขอบเขตของจังหวัดกาญจนบุรีกับประเทศเมียนมาร์ อยู่ทางตะวันตกของพื้นที่และในตอนกลางของจังหวัด ซึ่งได้แก่ อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอบ่อพลอย อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอด่านมะขามเตี้ย หินโครงสร้างเหล่านี้ประกอบไปด้วยหินแกรนิตเป็นส่วนใหญ่ อาจมีหินตะกอน เช่น หิน Mudstone Sandstone Shale ปะปนอยู่บ้าง ทางเทือกเขาด้านทิศตะวันตก ส่วนในตอนกลางก็อาจจะมีหินปูนปะปนอยู่บ้าง เป็นหย่อมๆ โดยเฉลี่ยแล้วสภาพพื้นที่แบบภูเขาเหล่านี้มีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางที่สูงที่สุดอยู่บริเวณเหมืองปิล็อก

•  สภาพพื้นที่แบบเนินเขาที่ถูกปรับระดับ (Denudational hill and mountain) จากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ DHM สภาพพื้นที่เดิมเป็นภูเขา แต่ได้ถูกขบวนการทางธรณีสัณฐานกระทำ ทำให้มีระดับความสูงลดต่ำลงมา บนสภาพพื้นที่ดังกล่าวเหล่านี้จะมีวัตถุดิบปกคลุมอยู่ไม่มากนัก คุณสมบัติของวัตถุดิบดังกล่าวจะแตกต่างกันไปตามชนิดของหินพื้นที่รองรับอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นหินตะกอนทั้งเนื้อหยาบ และละเอียด จากแผนที่ธรณีสัณฐานปรากฏว่าสภาพพื้นที่แบบนี้จะเกิดปะปนอยู่กับสภาพพื้นที่แบบที่ลาดเชิงเขาที่เกิดจากการทับถมของวัตถุที่ถูกนำพามาจากตอนบนโดยแรงโน้มถ่วงของโลก และโดยการชะล้างของน้ำเป็นส่วนใหญ่ ที่เป็นหน่วยแผนที่โดดๆ จะพบกระจัดกระจายอยู่ในสภาพพื้นที่ราบเรียบและค่อนข้างราบเรียบทางทิศตะวันออกของจังหวัด ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอพนมทวน อำเภอห้วยกระเจา อำเภอเลาขวัญ โดยทั่วไปจะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100 เมตร

•  ที่ลาดเชิงเขาที่เกิดจากการทับถมของวัตถุที่ถูกนำมาจากตอนบนโดยแรงโน้มถ่วงของโลกและโดยการชะล้างของน้ำ (Wash and Colluvial slope) จากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ WS/COL และ DHM/WS/COL สภาพพื้นที่ดังกล่าวนี้จะเกิดปะปนอยู่กับสภาพพื้นที่แบบที่ 2 ดังกล่าวแล้ว โดยทั่วไปจะเป็นที่ลาดต่ำลงมาจากเขาหรือภูเขา เกิดต่อเนื่องหรือเชื่อมต่อกันระหว่างเขาต่อเขา วัตถุที่ทับถมกันเป็นสภาพพื้นที่นี้เป็นวัตถุที่ถูกนำพามาจากที่สูงตอนบน ดังนั้นวัตถุดิบบนพื้นที่นี้จึงมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปตามชนิดของหินที่เป็นต้นกำเนิด และกรรมวิธีที่ถูกนำพามาทับถม สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของพื้นที่แบบนี้จะเป็นแบบลูกคลื่นทั้งลอนลึกและลอนตื้น พื้นที่ดังกล่าวนี้พบอยู่ทั่วไปในบริเวณตอนกลางของจังหวัด ได้แก่ อำเภอท่าม่วง อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอเมือง อำเภอไทรโยค อำเภอหนองปรือ อำเภอเลาขวัญ อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอสังขละบุรี จะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50 เมตร

•  สภาพพื้นที่แบบคาร์ส (Karst Topography) จากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ KT (KT = U/RP + TK) สภาพพื้นที่รองรับอยู่ตอนล่างเป็นหินปูนมีลักษณะพิเศษของการสร้างตัวของสภาพพื้นที่แบบเด่นชัด เช่น มีแอ่งจม (sink hole) มีถ้ำ มีลักษณะของลำธารน้ำใต้ดิน (Subturrainian Stream) ดินส่วนใหญ่เป็นดินสีแดง ลักษณะดังกล่าวนี้มีให้สังเกตเห็นอยู่ทั่วๆ ไป บริเวณตอนกลางทางด้านเหนือและที่สูงสองข้างลำน้ำแควใหญ่ เป็นสภาพพื้นที่แบบนี้เกือบทั้งหมด ในแผนที่ได้แยกสภาพพื้นที่แบบนี้ออกเป็น 2 หน่วยแผนที่ คือ บริเวณที่สภาพพื้นที่โดยทั่วๆ ไปเป็นลูกคลื่น (Undulating to Rolling Plain : U/RP) ได้แก่บริเวณอำเภอเมือง อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี กับบริเวณที่สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นเขา (Hilly : Tk) ซึ่งได้แก่บริเวณอำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอบ่อพลอย อำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอสังขละบุรี ในด้านการเกษตรสภาพพื้นที่ดังกล่าวเหล่านี้จะปกคลุมด้วยดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรสูง โดยเฉพาะบริเวณที่มีสภาพพื้นที่แบบลูกคลื่น

•  สภาพพื้นที่แบบเนินดินตะกอนรูปพัด (Alluvial Fan Complex) จากแผนที่ธรณีสัณฐาน ของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ F/Col และ All/WS/Col พื้นที่ลาดต่ำจากบริเวณที่สูงทางด้านตะวันออกสุดของจังหวัดลงสู่ที่ราบลุ่ม ตอนกลางของประเทศทั้งหมดเป็นสภาพพื้นที่แบบนี้ วัตถุที่ทับถมกันเป็นสภาพพื้นที่แบบนี้จะถูกนำพามาจากที่สูงทางทิศตะวันตกโดยน้ำเป็นพาหะสำคัญ แต่ลักษณะการทับถมจะเป็นไปในแบบเนินตะกอนรูปพัดที่เกิดติดต่อกัน สภาพพื้นที่โดยทั่วไปค่อนข้างจะเป็นลูกคลื่นบริเวณที่ใกล้ที่สูงทางด้านตะวันตกแล้วจะค่อยๆ ลาดต่ำลงมาสู่สภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบทางด้านตะวันออก สภาพพื้นที่แบบนี้จะถูกกัดเซาะโดยทางน้ำตัดขวางพื้นที่ในแนวตะวันตก ตะวันออกอยู่ทั่วไป ได้แก่ พื้นที่ในเขตอำเภอเลาขวัญ อำเภอห้วยกระเจา อำเภอพนมทวน อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอบ่อพลอย

•  ที่ราบตะกอนลำน้ำ (Alluial Plain) จากแผนที่ธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรี ใช้อักษรย่อ A เป็นสภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบและที่พบอยู่บริเวณสองข้างลำน้ำทั้งใหญ่และเล็กในจังหวัด เกิดจากการทับถมของตะกอนที่ลำน้ำนำพามา จะพบอยู่เป็นแนวแคบสองข้างทางน้ำตอนเหนือ และตอนกลางของจังหวัด และจะกว้างขึ้นเมื่อแม่น้ำหรือทางน้ำไหลลงสู่ระดับต่ำในบริเวณตอนใต้ ตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด ในทางการเกษตร ดินบริเวณดังกล่าวนี้มีศักยภาพทางการเกษตรตั้งแต่ปานกลางถึงสูง ได้แก่ บริเวณอำเภอท่ามะกา อำเภอท่าม่วง อำเภอเมืองกาญจนบุรี และอำเภอด่านมะขามเตี้ย

ประวัติศาสตร์จังหวัดกาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรีมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เป็นดินแดงที่มีความสืบเนื่องในทางประวัติศาสตร์และยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทั้งนี้เนื่องสภาพภูมิศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ แหล่งน้ำตามธรรมชาติ และที่ราบลุ่มแม่น้ำ นับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดกาญจนบุรีแบ่งออกได้เป็น 3 ตอน คือยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์ และยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

 

กาญจนบุรีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์

การศึกษาเรื่องสมัยก่อรประวัติศาสตร์ของไทยเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก คือการค้นพบหลักฐานในจังหวัดกาญจนบุรี เริ่มจากในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ( พ . ศ . 2484-2488 ) กองทัพของจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น ได้บุกเข้าโจมตีฐานทัพของประเทศสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ลฮาเบอร์ ในมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเพิร์ลฮาเบอร์แตก ก็ได้ส่งทหารเข้าโจมตีประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มจากฟิลิปปินด์ มลายู สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยญี่ปุ่นต้องการใช้เป็นฐานทัพที่จะรุกเข้าไปในเมียนมาร์และอินเดีย ซึ่งขณะนั้นอยู่ในการปกครองของอังกฤษ ด้วยความประสงค์ดั้งกล่าว กองทัพญี่ปุ่นจึงสร้างทางรถไฟเพื่อลำเรียงยุทธปกรณ์จากไทยไปเมียนมาร์ โดยได้เกณฑ์เฉลยศึกชาวอังกฤษ ฮอลันดา และออสเตรเลียที่จับมาจากประเทศต่าง ๆ เช่น

อินโดนิเซีย ฟิลิปปินด์ มลายู สิงค์โปร์ ฯลฯ รวมทั้งว่าจ้างแรงงานกรรมกร จากมลายู อินเดีย จีน และไทย ฯลน ทางรถไฟสายนี้แยกจากทางรถไฟสายใต้ โดยเริ่มจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโปง จังหวัดราชบุรี เลียบลำน้ำแม่กล่อง สร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่ลำน้ำแควใหญ่ที่บ้านท่ามะขาม และพเลียบตามลำน้ำแควน้อยขึ้นไปจนถึงด่านพระเจดีย์สามองค์เข้าสู่ประเทศเมียนมาร์

ในขณะที่เชลยศึกถูกบังคับให้ทำงานหลัก มีนักโบราณคดีชาวออลันดาที่ได้มาทำการขุดค้นอยู่ที่อินโดนิเซีย คือ ดร . แวน ฮิกเกอเรน ( Dr.H.R.Van Heckeren) ถูกจับตัวมาสร้างทางรถไฟที่กาญจนบุรี ระหว่างที่ก่อสร้างทางรถไฟแถวสถานีบ้านเก่า ตำบลจระเข้เผือกอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ดร . แวน ได้พบเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์จึงได้เก็บซุกซอนเอาไว้ เมื่อสงครามสงบ ดร . แวน ได้นำเครื่องมือหินรวม 7 ชิ้น ไปตรวจสอบที่สถาบันพีบอดี้ มหาวิทยาลัยฮาร์ด สหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบโดยศาสตร์จารย์ฮัลเลม เอช โมเวียสจูเนียร์

( Hallem H.Movius Jr.) ได้วินิจฉัยว่าเครื่องมือหินกรวดเหล่านี้ มีลักษณะคล้ายกับที่พบแล้วที่

สหพันธ์มลายา ประเทศอินโดนีเซียและประเทศจีน

พ . ศ . 2499 ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ศาสตราจารย์โมเวียส แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้ส่งลูกศิษย์คือ นายคาร์ล จี โอเดอร์ ( Karl G.Heider ) เข้ามาสำรวจที่กาญจนบุรี

โดยมีข้าราชการกรมศิลปากร ร่วมด้วยคือ คณะสำรวจที่ได้ทำการสำรวจที่บริเวณระหว่างสถานีรถไฟบ้านเก่า และสถานีท่ากิเลน ผลการสำรวจเครื่องมือหินกรวดจากพื้นผิวดิน 104 ชิ้น เครื่องมือหินสะเก็ด 4 ชิ้น ขวานหินขัด และเศษภาชนะดินเผาสมัยหินใหม่หลายชิ้นเฉพาะเครื่องมือหินกรวด ได้ส่งไปตรวจสอบที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเครื่องมือหินเหล่านี้ไม่ได้พบจากการขุดค้นในชั้นดิน และไม่มีหลักฐาน เช่น ซากสัตว์ โครงกระดูกมนุษย์ยืนยันประกอบ ฯลฯ จึงไม่สามารถวินิจฉัยว่า เป็นเครื่องมือของมนุษย์ในสมัยหินเก่า (Palaeolithic period ) ทั้งหมด หรือ เป็นของมนุษย์สมัยหินกลาง (Mesolithic period ) ศาสตราจารย์โมเวียส คงให้คำวินิจฉัยแต่เพียงว่า ในจำนวนเครื่องมือหินกรวด 104 ชิ้น นี้บางส่วนเป็นเครื่องมือสมัยหินเก่า บางส่วนเป็นเครื่องมือสมัยหินกลาง การกำหนดอายุสมัยดังกล่าวอาศัยตรวจดูลักษณะ และวิธีกะเทาะว่าหยาบหรือประณีตเพียงใด และเรียกเครื่องมือหินที่พบนี้ว่า “ วัฒนธรรมเฟงน้อย ? (Fengonl or Fengnioian) โดยใช้เครื่องมือที่ค้นพบลำน้ำแควน้อยเรียกเพี้ยนไปว่า เฟงน้อย ฟิงน้อย ต่อมามีการศึกษาสำรวจขุดค้นในจังหวัดกาญจนบุรีอีกหลายครั้ง ได้พบหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก เช่น โครงกระดูกสมัยหินใหม่ เครื่องมือหินกะเทาะ เครื่องมือหินขัด ภาชนะดินเผา กระดูกสัตว์ พระพุทธรูป สำริด เครื่องประดับ ฯลฯ ( มหาวิทยาลัยมหิดล 2542 : 36 )

จากการศึกษาเรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดกาญจนบุรี มีหลักฐานเรื่องราวสืบต่อกันมาโดยไม่ขาดสาย ตามการแบ่งยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของนักโบราญคดี ดังนี้

1. สมัยหินเก่า (Palaeolithic period ) อายุประมาณ 10,000 – 500,000 ปีมาแล้วมนุษย์ในสมัยนี้จัดเป็นสังคมนายพราน ล่าสัตว์เร่ร่อน ไม่มีถิ่นฐานแน่นอน พบหลักฐานตามถ้ำเพิงผา แลที่ราบริมแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ หลักฐานที่พบได้แก่เครื่องหินกรวดกะเทาะหน้าเดียว แหล่งที่พบได้แก่ บ้านเก่า ทุ่งผักหวาน บ้านจัดเด บ้านท่ามะนาว ฯลฯ ยังไม่พบหลักฐานโครงมนุษย์แต่อย่างใด

2. สมัยหินกลาง (Mesolithic period ) อายุประมาณ 7,000 ปีขึ้นไป หลักฐานที่พบคือเครื่องมือหินกะเทาะมีความประณีตขึ้น ภาชนะดินเผาแบบง่าย ๆ โครงกระดูกที่ถ้ำพระ อำเภอไทรโยค กระดูกสัตว์ที่พบ เช่น หมู กวาง หมี หอย ปู ปลา เต่า แหล่งที่พบในเขตอำเภอทองผาภูมิ บ้านท่ามะนาว ถ้ำพระ ถ้ำเทวฤทธิ์ ฯลฯ

3. สมัยหินใหม่ ( Neolithic period ) มนุษย์ยุคนี้มีความเจริญกว่าคนในยุคหินเก่า และหินกลางมากอายุประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว หลักฐานที่พบเครื่องมือหินขัดแบบมีบ่า และไม่มีบ่าภาชนะดินเผา เครื่องจักรสาน การเพาระปลูก การเลี้ยงสัตว์ เครื่องประดับชนิดต่าง ๆ โครงกระดูกมนุษย์ ประเพณีการฝังศพ ฯลฯ แหล่งโบราณคดีที่มีชื่อเสียงคือ พิพิธภัณฑ์บ้านเก่า ที่ได้ทำการขุดค้นเมื่อ พ . ศ . 2503 และ พ . ศ . 2504 โดยนักโบราณคดีไทย – เดนมาร์ก นอกจากนี้แหล่งโบราณคดีใหม่ที่ขุดพบ คือบริเวณไร่หารสงคราม บ้านท่ามะนาว และตามริมริมน้ำแควน้อยและแควใหญ่อีกมากมาย

4. สมัยโลหะ (Metal period ) ในยุคนี้มนุษย์รู้จักนำเอาสำริดและเหล็กมาใช้ จากหลักฐานที่พบเป็นที่รู้จักกันดีคือ บริเวณบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน พบเครื่องมือสำริดจำนวนมาก และที่ถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์ พบกลองมหาโหรทึก ทำด้วยสำริดจำนวน 2 ใบ นอกจากนี้ยังพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคนี้ ที่บ้านแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง และพบโครงกระดูกมนุษย์อีก 4 โครงที่ริมแม่น้ำแควน้อยข้างกำแพงเมือง อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค

นอกจากนี้ ยังพบภาพเขียนสี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นศิลป์ถ้ำ 3 แห่ง คือ

1. ถ้ำรูป เขาเขียว ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค

2. ถ้ำตาด้วง ใกล้เขื่อนท่าทุ่นนา อำเภอศรีสวัสดิ์

3. ถ้ำเขาแดง เทือกเขาแดง ตำบลด่านแม่เฉลบ อำเภอศรีสวัสดิ์

กาญจนบุรีจึงนับเป็นแหล่งโบราณคดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีความสำคัญในการศึกษาค้นคว้าแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทำให้เกิดการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการด้านนี้ และยังมีหลักฐานที่ยังไม่ได้ทำการสำรวจและศึกษา

ปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี

สิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี มีปัจจัยหลายอย่าง แต่พอจะแยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

•  บรรยากาศทางด้านกายภาพสิ่งที่ปรากฏภายนอกเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการท่องเที่ยว ถ้าลัษณะทางกายภาพเอื้ออำนวยการดึงดูดการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวจะเป็นไปได้สูง แต่ถ้าบรรยากาศทางกายภาพไม่อำนวย ถึงแม้จะมีของดีไว้อวดแต่การท่องเที่ยวยังเป็นไปไม่ได้ บรรยากาศทางด้านกายภาพประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้

•  การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวก หมายถึง การมีการคมนาคมดีไปสู่แหล่งท่องเที่ยว การติดต่อเป็นสิ่งสำคัญ นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศสามารถโทรศัพท์ทางไกลกลับประเทศของตนจากสถานที่ซึ่งไปพักผ่อนท่องเที่ยวได้ จะทำให้เขารู้สึกว่าไม่ไกลจากบ้าน การเข้าถึงถ้าเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยด้วย ยิ่งเป็นตัวแปรสำคัญให้คนอยากไปเที่ยว สถานที่บางแห่งน่าไปเที่ยวแต่ไปได้ยาก จำนวนผู้ไปเที่ยวย่อมมีน้อย การเข้าถึงได้ง่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกาญจนบุรี แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้าถึงได้ง่ายสะดวกและรวดเร็วเพราะไม่ไกลจากศูนย์กลางประเทศ สามารถเดินทางได้ทั้งทางรถยนต์และรถไฟ รวมไปถึงการติดต่อก็สะดวกเพราะสถานที่ท่องเที่ยวเกือบทุกแห่งได้อำนวยความสะดวกเรื่องการบริการทางโทรศัพท์ จะเห็นได้ว่าจังหวัดกาญจนบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้สะดวก ซึ่งวัดได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี

•  ความสะดวกสบาย นักท่องเที่ยวทุกคนชอบความสะดวกสบายไปไหนมาไหนได้ง่ายที่พักหาได้ง่าย อาหารการกินมีให้เลือกหลายชนิดหลายแบบ ความสะดวกนั้นหมายความรวมทั้งสะดวกกายและสะดวกใจ กล่าวคือ ไปไหนมาไหนได้ไม่ติดขัด ส่วนสะดวกใจคือไม่มีความวิตกกังวลว่าจะได้รับภัยอันตรายทำให้รู้สึกว่าไม่แตกต่างไปจากบ้านเมืองของตน ความสะดวกสบายนั้นรวมไปถึงการติดต่อสื่อสารด้วย การพัฒนาความสะดวกสบายจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอันมาก จังหวัดกาญจนบุรีได้ตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้จัดระบบการจราจรเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหารถติด มีตำรวจท่องเที่ยวคอยสอดส่องดูแลความปลอดภัย และช่วยเหนือนักท่องเที่ยวต่างชาติ สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวประเภทต่างๆ ก็มีโรงแรมรีสอร์ท บ้านพัก ไว้บริการนักท่องเที่ยวรวมไปถึงบริการติดต่อสื่อสาร การรักษาความปลอดภัย เพื่อความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยว

•  สิ่งดึงดูด แรงแห่งการดึงดูดนั้นมีหลายลักษณะ กล่าวกันว่าความมีอัธยาศัยของคนไทย ก็เป็นแรงดึงดูดอย่างหนึ่ง นิสัยของคนไทยคือ การยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับขับสู่ ไม่ปิดบัง ไม่บูดบึ้ง ทำให้ผู้ที่พบเห็นไม่เกิดความกังวลหรือลำบากใจ สิ่งเหล่านี้นับเป็นบรรยากาศที่ดีและมีส่วนดึงดูดการท่องเที่ยว ชาวกาญจนบุรีก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากคนไทยทั่วๆ ไป คือ ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นความแปลกใหม่จากที่เคยพบเห็นจนชินชา ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะนักท่องเที่ยวต้องการพบเห็นสิ่งที่แปลกออกไป โดยที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งที่ดึงดูดสำหรับจังหวัดกาญจนบุรี จะเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น ภูเขา น้ำตก ป่าไม้ แม่น้ำ ถ้ำ ธรรมชาติที่สวยงาม เป็นต้น

•  สิ่งที่หายาก ไม่มีในที่อื่น เช่น รูปร่างของวัดวาอาราม พระบรมมหาราชวังพิธีการแปลก ที่อื่นไม่มีดูหรือไม่ทำกัน ความใหญ่โตของสถานที่สิ่งก่อสร้าง เช่น พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก พระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ ชีวิตชาวเขา คนป่า ตลอดน้ำ โรงเรียนฝึกหัดช้าง ฟาร์มจระเข้ ถ้าไปมาเข้าถึงได้สะดวกจะมีนักท่องเที่ยวมาก จังหวัดกาญจนบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นสิ่งหาได้ยากเป็นจำนวนมาก เช่น ทางรถไฟสายมรณะ สะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งมีความเป็นมาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 สุสานทหารสัมพันธมิตร หมู่บ้านช้าง การเดินป่า การล่องแพ หมู่บ้านชนชาติต่างๆ พิธีการของชาวกระเหรี่ยง มอญ สิ่งเหล่านี้นับว่าหาดูได้ยาก แต่มีที่จังหวัดกาญจนบุรี

•  บรรยากาศด้านจิตใจ บรรยากาศด้านนี้ในหลายๆ กรณี เกี่ยวข้องกับด้านกายภาพที่กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตามด้านจิตใจมีความสำคัญมาก เพราะการที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป บรรยากาศด้านจิตใจจะมีส่วนนำมาพิจารณาอยู่มาก เพราะการตัดสินใจของมนุษย์อยู่ที่ความพึงพอใจเป็นหลัก บรรยากาศด้านจิตใจน่าจะได้แก่ประเด็นดังนี้

•  ความมีมิตรไมตรี เมื่อนักท่องเที่ยวไปในที่แปลกถิ่น ถ้าผู้คนในท้องถิ่นแสดงความเป็นมิตรไมตรี จะทำให้เกิดความอบอุ่นสบายใจเหมือนกับอยู่ในท้องถิ่น หรือบ้านเมืองของตน ความมีมิตรไมตรี นับว่าเป็นนิสัยของคนไทย ซึ่งได้รักษาเอกลักษณ์อันนี้ไว้ อาการที่แสดงออกในลักษณะของการยิ้มแย้มเป็นเครื่องหมายของมิตรไมตรีเป็นการเบิกทางสร้างความเป็นมิตรแม้ว่าจะพุดจากันไม่เข้าใจ แต่อากัปกิริยาสามารถบ่งบอกลักษณะภายใน ถ้าไปในที่ใดพบบุคคลแสดงอาการไม่ต้อนรับ หน้าตาบูดบึ้ง จะทำให้เกิดความหดหู่ใจ และต้องระมัดระวังตัวทำให้รู้สึกไม่อยากเข้าไปที่นั้นอีกจึงเห็นได้ว่าบรรยากาศความมีมิตรไมตรีเป็นสื่อที่ดึงดูดคนทั้งหลายให้ติดใจเป็นรอยประทับไม่ลืมเลือนชาวจังหวัดกาญจนบุรีตระหนักในข้อนี้เพราะว่าถ้าผู้คนในท้องถิ่นแสดงความเป็นมิตร มีน้ำใจ ผู้ที่มาท่องเที่ยวจะรู้สึกประทับใจอยากมาอีก และนำไปบอกต่อๆ กัน เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นด้วย

•  การต้อนรับขับสู้ เป็นอาการที่ต่อเนื่องจากมิตรไมตรี เมื่อเห็นคนต่างถิ่นมีปัญหาเช่น หาสถานที่ไม่พบ หรือปัญหาด้านการติดต่อสื่อสาร มีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้ ให้โอกาสแก่นักท่องเที่ยว ไม่เอาเปรียบ เนื่องจากการที่เขาไม่คุ้นเคยสถานที่และช่วยแนะนำตักเตือนในสิ่งที่อาจจะเกิดอันตราย จังหวัดกาญจนบุรีได้รณรงค์ในเรื่องการต้อนรับและการบริการนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เพราะแต่ละปีมีชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมาก ตามสถานที่ท่องเที่ยว ชาวบ้านจะให้การต้อนรับหรือช่วยเหลือบริการนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง เพื่อสร้างความประทับใจให้กลับมาเที่ยวอีกครั้ง

•  ความปลอดภัย ในที่นี้หมายรวมถึง ความรู้สึกปลอดภัยและความปลอดภัยที่เกิดขึ้นจริงๆ ทุกแห่งในโลกย่อมมีโจรผู้ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ และอุบัติเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ถ้าสิ่งที่กล่าวเกิดขึ้นมีความถี่สูง โดยเฉพาะเกิดขึ้นแก่นักท่องเที่ยวจะก่อให้เกิดความกลัว ทำให้ไม่อยากมาเที่ยว ทางตรงกันข้ามถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ้าง แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้นได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นธุระให้จนถึงที่สุด จะทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัย เกิดความเชื่อมั่นว่าที่นี่ไม่มีปัญหา ถ้าเกิดขึ้นบ้างก็เป็นเรื่องสุดวิสัย ดังนั้น ความปลอดภัยในที่นี้ หมายถึง ความปลอดภัยกับสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เช่น การปล้นจี้ ขู่กรรโชก หลอกลวง โกง หรือโรคระบาดที่ติดต่อได้ง่าย ความปลอดภัยเป็นลักษณะทางจิตวิทยา แม้ว่าจะเป็นข่างลือ การพูดกันปากต่อปาก ถึงความเสียหายหรือความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น จะเป็นผลทำให้นักท่องเที่ยวลดจำนวนลง จังหวัดกาญจนบุรีได้มีตำรวจการท่องเที่ยวไว้เพื่อช่วยดูแลช่วยเหลือความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และมีสำนักงานการท่องเที่ยวให้คำแนะนำกับนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และที่นักท่องเที่ยวสามารถแจ้งกับเจ้าหน้าที่ในกรณีที่เกิดความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยกับตนเอง และทรัพย์สิน

•  ค่าครองชีพไม่สูงเกินไป โดยเฉพาะสิ่งที่จำเป็นในการครองชีพ เช่น ค่าที่พัก อาหาร ของอุปโภค และบริโภคอื่นๆ เสื้อผ้าของใช้ต่างๆ สำหรับค่าครองชีพนั้น ถ้าเปรียบเทียบ นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ค่าของเงินระหว่างประเทศแล้ว ถ้าค่าของเงินในสกุลที่มีราคาถูกจะได้เปรียบในการชักจูงให้คนในประเทศที่มีค่าของเงินราคาสูง มีความรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับของเขาแล้วมีราคาถูก สำหรับกาญจนบุรี ปัจจุบันค่าครองชีพยังไม่สูงมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรือจังหวัดที่อยู่ในเขตปริมณฑล ประกอบกับสินค้าที่จำเป็นในการครองชีพเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศแทบทุกชนิด เช่น อาหาร ประเทศไทยผลิตได้มากจนสามารถส่งขายยังต่างประเทศ ดังนั้นอาหารจึงมีราคาไม่แพง สินค้าใช้สอยจำพวกเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องใช้อื่นๆ ก็ผลิตในประเทศ สินค้าเหล่านี้ราคาจึงไม่แพง เมื่อสินค้าต่างๆ ราคาถูกจึงเป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว อยากมาท่องเที่ยวรวมไปถึงค่าบริการต่างๆ ก็ไม่แพงมาก

•  ความไม่เข้มงวด สำหรับประเด็นนี้มุ่งไปที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งต้องมีข้อปฏิบัติในการเข้าประเทศ เช่น การมีวีซ่าก่อนเข้าประเทศ การตรวจตราด้านศุลกากรเข้มงวดเกินไป ด่านตรวจกักโรค พิธีการเหล่านี้ถ้าจำเป็นต้องทำก็ต้องจัดให้สะดวก และรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเกินไป ถ้าไม่จำเป็นก็อาจผ่านได้เลย เช่น วีซ่าท่องเที่ยวระยะสั้น อาจไม่จำเป็นต้องมี บางประเทศยิ่งมีการกวดขันเรื่องเงินตราต่างประเทศ ตรวจค้นทุกเรื่องทำให้เกิดความรำคาญ หรือการท่องเที่ยวในประเทศ ไปที่ไหนก็พบว่าเป็นเขตหวงห้าม ถ่ายรูปไม่ได้ มีการตรวจค้น หรือมีถ้าเจ้าหน้าที่คอยติดตาม ความเข้มงวดเช่นนี้ทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากมา เพราะไม่สามารถทนต่อความเข้มงวดได้ ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรีเข้าใจ และตระหนักดีว่า การให้เกียรตินักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นสิ่งที่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ความเข้มงวดในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ จึงมีพอสมควร ซึ่งอยู่ในขอบเขตที่นักท่องเที่ยวเข้าใจดี

•  บรรยากาศประกอบ นอกจากบรรยากาศหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีบรรยากาศประกอบอื่นๆ อีกหลายอย่างที่น่าจะได้กล่าวถึงในที่นี้ดังนี้

•  การแนะนำประชาสัมพันธ์ ถ้ายอมรับในหลักการที่ว่า การท่องเที่ยวเป็นสินค้า สิ่งที่ควรทำอย่างมาก คือ การประชาสัมพันธ์และนำสินค้า ให้เป็นที่รู้จักและติดตลาด ดังจะเห็นได้ว่าสินค้าบางอย่างต้นทุนการผลิตสินค้าไม่สูง แต่ต้นทุนในการโฆษณาประชาสัมพันธ์จะสูงกว่าหลายเท่าตัว เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวจำเป็นต้องแนะนำให้ผู้ท่องเที่ยวได้รู้ว่ามีอะไรที่น่าเที่ยว ดังที่ทำกันคือ การจัดให้ตัวแทนจัดทัวร์ได้มาดูก่อน เป็นโอกาสดี เพราะจะได้แนะนำลูกค้าได้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ จึงมีความสำคัญในการเผยแพร่สินค้าการท่องเที่ยว หน่วยงานเหล่านี้ต้องพร้อมที่จะให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่นักท่องเที่ยว การจัดนิทรรศการ การติดตามชักชวน แนะนำสิ่งใหม่ เป็นสิ่งที่หน่วยงานท่องเที่ยวต้องทำงานหนักเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว จังหวัดกาญจนบุรี มีสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวมีเอกสาร แผนที่ แสดงแหล่งท่องเที่ยว ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีการแนะนำในเรื่องการเดินทาง แหล่งอาหาร ที่พัก รวมไปถึงการบริการการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีได้เป็นอย่างดี

•  สินค้าที่ระลึก นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยชอบซื้อของที่ระลึกหรือเป็นของฝากผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ ถ้าเป็นสิ่งของที่แปลก และเป็นของท้องถิ่น และไม่มีในที่อื่น ดังนั้นการพัฒนาสินค้าที่ระลึกในท้องถิ่นมีความจำเป็นมาก และถ้าพัฒนาเป็นสินค้ามีคุณภาพ สวยงามเป็นของที่ดีเชื่อถือได้ ราคาพอประมาณ จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมาก กาญจนบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสินค้าที่ระลึกมากมายหลายชนิด ที่ขึ้นชื่อได้แก่เครื่องประดับจำพวก พลอย ไพลิน นิล ซึ่งแหล่งแร่รัตนชาติเหล่านี้ค้นพบที่อำเภอบ่อพลอย เพราะฉะนั้นสินค้าประเภทนี้ของจังหวัดกาญจน - บุรีจึงมีราคาไม่แพง เป็นที่ถูกใจของนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นกาญจนบุรียังมีสินค้าประเภทนี้ของจังหวัดอีกหลายประเภท เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องลายคราม เครื่องเบญจรงค์ เครื่องจักรสาน สินค้าเหล่านี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากสนใจ เพราะเป็นสินค้าประเภทหัตถกรรม กาญจนบุรีได้พัฒนาสินค้าที่ระลึกเหล่านี้ จนเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวจังหวัด กาญจนบุรีเป็นจำนวนมาก

•  สินค้าปลอดภาษี การเปิดสินค้าปลอดภาษีให้นักท่องเที่ยวเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าประเทศเป็นอันมาก กาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่มีชายแดนติดกับเมียนมาร์ ถ้าต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ได้ผลดี น่าจะมีสินค้าทั้งของไทยและของเมียนมาร์ ที่ปลอดภาษี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และเป็นการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเงินตราเข้าประเทศ เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจที่กำลังทรุดหนักในขณะนี้

•  การบันเทิง ลักษณะการบันเทิงในรูปแบบต่างๆ ล้วนแต่เป็นการชักจูงนักท่องเที่ยว การบันเทิงบางลักษณะอาจไม่ถูกต้องตามศีลธรรม ศาสนา และประเพณี สิ่งเหล่านี้อาจต้องยอมรับ แต่ต้องควบคุมให้พอดี ไม่กระทบกระเทือนต่อส่วนรวม เช่น คาสิโน โสเภณี และโชว์ในลักษณะต่างๆ ล้วนไม่ถูกต้อง ไม่ดี แต่ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยต้องการสิ่งเหล่านี้ ถึงแม้จะไม่มีการส่งเสริม แต่จะเกิดขึ้นอย่างลับๆ ทางที่ดีควรควบคุมให้อยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องที่เป็นภัยต่อสังคม กาญจนบุรีมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีหลายรูปแบบ นอกจากธรรมชาติ ภูเขา น้ำตก ยังมีแหล่งบันเทิงจำนวนมาก แต่อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ โดยยึดระเบียบแบบแผน และกฎเกณฑ์ของสังคมเป็นหลัก ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติและแหล่งบันเทิงที่มีแสงสี

ป่าไม้ในจังหวัดกาญจนบุรี

ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพของมนุษย์มากทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นที่ทราบกันดีว่าป่าไม้ให้ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร และสมุนไพรนานาชนิด ตั้งแต่อดีตจนจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งถ้าได้มีวิธีการจัดการที่ดีให้ต้นไม้ได้เจริญเติบโตทดแทนต้นเดิมที่ถูกตัดลง หรือ สูญเสียไปด้วยเหตุอื่นๆแล้ว ก็จะได้อำนวยประโยชน์อยู่ได้ยั่งยืนตลอดไป ป่าไม้มีส่วนช่วยให้การรักษาทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆคือ รักษาและเสริมความอุดมสมบูรณ์ของหน้าผิวดิน ช่วยควบคุมการดูดซึม และเพิ่มปริมาณน้ำในดิน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และเป็นสถานที่ซึ่งประชาชนจะได้ใช้เป็นที่แสวงหาความสำราญรื่นรมย์จากความสวยงามของสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้

ความหมายของป่าไม้

ป่าไม้ คือ สังคมของต้นไม้และสิ่งมีชีวิตอื่นๆอันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และปกคลุมเนื้อที่กว้างๆมีการใช้ประโยชน์จากอากาศ น้ำ และวัตถุธาตุต่างๆในดิน เพื่อการเจริญเติบโตจนถึงอายุขัย และมีการสืบพันธ์ของตนเองทั้งให้ผลผลิตและบริการที่จำเป็นอันจะขาดมิได้แก่มนุษย์ อากล่าวได้ว่าป่าไม้เป็นที่รวมของสิ่งมีชีวิตอันมีต้นไม้เป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ และชีววิทยา สิ่งที่กำหนดลงไปว่าบริเวณใดเป็นป่าไม้นั้นก็คือ ต้องมีปริมาณต้นไม้หนาแน่นเพียงพอ และมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะมีอิทธิพลต่อดินฟ้าอากาศในท้องถิ่น และทางนิเวศน์วิทยาแตกต่างจากพื้นที่ดินภายนอกโดยทั่วไป พื้นที่ที่เป็นป่าไม้อาจจะจัดเพื่อนผลิตไม้หรือการรักษาต้นไม้ลำธาร หรือเป็นสถานที่พักผ่อนตามธรรมชาติ ก็ได้

บรรดาต้นไม้ที่เกิดขึ้นประกอบเป็นพื้นที่ป่านั้นแบ่งได้เป็นไม้ยืนต้นชั้นบนซึ่งมีความสำคัญยิ่งและเป็นต้นไม้ใหญ่ มีเรือนยอดปกคลุมบริเวณพื้นที่โดยทั่วไปและประกอบไปด้วยไม้พื้นล่างซึ่งเป็นไม้พุ่มเกิดอยู่ภายใต้ร่มไม้อื่นเป็นพืชคลุมดินโดยทั่วไป อีกประการหนึ่งต้นไม้ที่เกิดขึ้นในป่านั้นเกิดขึ้นจากเมล็ดพันธุ์หรือเกิดจากการแตกหน่อจากตอเดิมก็ได้

ความสำคัญของป่าไม้

ป่าไม้มีความสำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ โดยให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งประโยชน์ทางอ้อมนั้นน้อยคนที่จะเห็นความสำคัญ บางทีอาจจะไม่รู้หรือคิดไม่ถึงแต่ความจริงแล้วประโยชน์ทางอ้อมมีไม่น้อยกว่าประโยชน์ทางตรง

1. ประโยชน์ทางตรงของป่าไม้ ประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับโดยตรงจากป่าไม้มีมากมายหลายอย่าง ปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้จากป่าไม้ทั้งสิ้น ประโยชน์ทางตรงของป่าไม้ที่สำคัญมีดังนี้

1.1 วัสดุก่อสร้าง ไม้นับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เนื่องจากไม้มีคุณสมบัติเฉพาะตัวซึ่งบางครั้งใช้สิ่งอื่นแทนไม่ได้ ไม้จึงยังเป็นสิ่งที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางมีการใช้ไม้กันมากในการก่อสร้างบ้านเรือน ทำเครื่องเรือน และทำเครื่องกีฬาต่างๆนอกจากนี้ชาวชนบทยังใช้ใบไม้ หญ้านานาชนิดมาทำเป็นวัสดุมุงหลังคา และทำฝาบ้าน

1.2 เชื้อเพลิง เชื้อเพลิงที่ได้จากป่า คือ ฟืน และถ่าน ใช้ในการหุงต้ม และใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

1.3 วัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม วัตถุดิบที่ได้จากป่าไม้ที่นำมาใช้เพื่อการอุตสาหกรรมได้แก่ ไม้ซุง ครั่ง ชัน ยางไม้ และเปลือกไม้ ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้จะนำไปป้อนโรงงานกระดาษ เฟอร์นิเจอร์ ไม้แปรรูป สีย้อมผ้า และการฟอกหนัง ถ้าหากว่าขาดวัตถุดิบเหล่านี้แล้วการอุตสาหกรรมดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น

1.4 วัตถุเคมี วัตถุเคมีที่ได้จากไม้ที่สำคัญ คือ เซลลูโลส และลิกนิน เซลลูโลสใช้มากในการทำกระดาษ ไหมเทียม วัตถุระเบิด น้ำตาล แอลกอฮอล์ และยีสต์ ส่วนลิกนิน ใช้ในการทำวานิลา น้ำหอม เครื่องสำอางต่างๆยาถนอมกันบูด ยารักษาโรคผิวหนัง

1.5 อาหาร ป่าไม้เป็นแหล่งอาหารของคนและสัตว์ กล่าวคือ อาหารที่มนุษย์ได้รับจากป่าไม้ โดยตรงได้แก่ ผลไม้ เมล็ดพืช ใบ ดอก หัว และลำต้นของพันธุ์ไม้ต่างๆหน่อไม้ เห็ด กลอย มันต่างๆนอกจากนี้สิ่งที่เป็นอาหารที่มนุษย์ได้รับจากป่า ทางอ้อมได้แก่ น้ำผึ้ง สัตว์ป่า

1.6 ยารักษาโรค ในปัจจุบันการผลิตยารักษาโรคได้นำสมุนไพรมาดัดแปลงสกัดยารักษาโรคออกมาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ หรือแคปซูล เช่น เปลือกซิงโคนา นำมาสกัดทำยาควินิน เพื่อรักษาโรคมาลาเรีย น้ำมาจากต้นยูคาลิป นำมาผลิตน้ำมันระเหยสูดดมแก้หวัด ผลของกระเบาสกัดน้ำมันรักษาโรคเรื้อน ต้นระย่อมทำยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ต้นแสลงใจทำยารักษาโรค ต้นหางไหลทำยากำจัดแมลง และเบื่อปลาฯลฯ

1.7 เส้นใย เส้นใยที่ได้จากป่ามีหลายชนิด เช่น จากเปลือกไม้ต่างๆและจากเถาวัลย์ชนิดต่างฯลฯ

1.8 อาหารสัตว์ มนุษย์ได้ใช้ป่าไม้เป็นที่เลี้ยงสัตว์และเป็นแหล่งอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์มาช้านาน เพราะในป่ามีหญ้า ใบไม้ เปลือกไม้ ผลและเมล็ดไม้ที่สัตว์ชอบกินอยู่มากมายหลายชนิด 2. ประโยชน์ทางอ้อมของป่า ประโยชน์ทางอ้อมของป่าไม้นั้นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประโยชน์ทางตรงเหมือนกัน เช่น ช่วยบรรเทาความรุนแรงของลมฟ้าอากาศ และมนุษย์มีน้ำใช้สม่ำเสมอ ประโยชน์ทางอ้อมของป่าไม้ที่สำคัญได้แก่

2.1 ช่วยปรับสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น เป็นที่ทราบกันดีว่าสภาพภูมิอากาศในเขตป่าไม้ จะมีความรุนแรงน้อยกว่าในที่โล่งแจ้งที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งนี้เพราะป่าไม้ช่วยเก็บรักษาความชื้นในดินไว้และจะช่วยในการป้องกันมิให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ตกประทบลงสู่พื้นดินได้จึงทำให้อุณหภูมิของอากาศในป่าไม้ในช่วงฤดูร้อนโดยเฉลี่ยจะต่ำกว่าในเขตที่โล่งแจ้งราว 5 องศาเซลเซียส แต่ในฤดูหนาวจะสูงกว่าราว 2- 3 องศาเซลเซียส

2.2 มีส่วนช่วยให้ฝนตกเพิ่มขึ้น และทำให้มีความชุ่มชื้นในอากาศสม่ำเสมอ ป่าไม้มีอิทธิพลช่วยทำให้ฝนตกมากขึ้น เฉพาะที่เฉพาะแห่งแต่ไม่ใช่ทั่วไป เนื่องจากอากาศเหนือท้องที่ป่าไม้ขึ้นอยู่ มีความชุ่มชื้น และเย็นกว่าในที่ไม่มีป่าไม้ เมฆฝนที่ลอยผ่านมาเมื่อกระทบความเย็นก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำตกลงมาเป็นฝน

2.3 บรรเทาความรุนแรงของลมพายุ ตามปกติแล้วลมพายุเมื่อพัดผ่านสิ่งกีดขวางจะทำให้ความเร็วของลมพายุลดลง ดังนั้นลมพายุเมื่อพัดผ่านแนวป่าไม้จะมีความเร็วน้อยกว่าพัดผ่านที่โล่งแจ้ง การปลูกแนวป่าไม้ไว้รอบสิ่งก่อสร้าง เช่นอาคารบ้านเรือน จะช่วยลดความเสียหายของสิ่งก่อสร้างอันเกิดจากพายุได้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าป่าไม้ คือ กำแพงธรรมชาติที่ช่วยป้องกันความรุนแรงจากพายุได้ อีกทั้งช่วยป้องกันความชุ่มชื้นของดิน และผิวดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่ให้ถูกลมพัดพาไป นอกจากนี้ริมฝั่งทะเลป่าไม้ สามารถช่วยป้องกันการขยายตัวของเนินทราย มิให้ลมพัดพาเอาทรายเข้ามาทับถมที่ทำการเกษตรและบ้านเรือนให้เสียหาย

2.4 ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน ป่าไม้นอกจากจะช่วยปกคลุมผิวดินมิให้เกิดการพังทลายได้ง่ายแล้ว ส่วนต่างๆของต้นไม้ที่ล้มตายไปและสลายตัวพุพังอยู่ในดิน จะช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน จากสภาพดังกล่าวดินในบริเวณป่าไม้จึงอุดมสมบูรณ์กว่าดินในทุ่งโล่งมาก 2.5 2.5 ป้องกันการพังทลายของดิน ในป่าไม้จะสกัดกั้นความรุนแรงของฝนมิให้ตกกระทบผิวดินโดยตรง นอกจากนั้นปริมาณป่าจะมีเศษใบไม้ซากเหลือต่างๆของพืชและสัตว์ คอยดูดซับน้ำฝนและชะลอความเร็วของน้ำ เป็นที่ทราบแล้วว่าการเกิดการพังทลายของดิน นั้นเนื่องจากแรงปะทะของเม็ดฝน เมื่อป่าไม้สกัดกั้นแรงปะทะของเม็ดฝนและลดปริมาณความเร็วของน้ำที่ไหลบ่าได้จึงป้องกันการพังทลายของดิน

2.6 ลดความรุนแรงของน้ำท่วม ในขณะที่ฝนตกหนักน้ำฝนบางส่วนจะถูกต้นไม้ในป่าดูดซับเอาไว้ ทำให้ปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงมาตามลำน้ำลดลง ต้นไม้จะช่วยชะลอ ความเร็วของน้ำไหลให้ลดลง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหาย ของชีวิตและทรัพย์สินจากการเกิดน้ำท่วมได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นการทำลายป่าไม้ยังทำให้เกิดการพังทลายของดิน น้ำที่ไหลงสู่แม่น้ำลำธารย่อมขุ่นข้น เพราะเต็มไปด้วยกรวดทราย และดินตะกอนต่างๆทำให้ลำน้ำตื้นเขินจึงเกิดอุทกภัยได้ง่าย

2.7 เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ป่าไม้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัย และหลบภัยที่สำคัญของสัตว์ป่าสัตว์ป่าเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์มากมายเช่น เป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เครื่องใช้ต่างๆช่วยขจัดแมลง ประดับป่าไม้ให้งดงาม และสัตว์ป่าบางชนิดมีประโยชน์ต่อการค้นคว้าทดลองทางการวิทยาศาสตร์การแพทย์ การรักษาป่าไม้เอาไว้ จะช่วยทำให้สัตว์ป่าชุกชุมและมนุษย์สามารถนำเอาสัตว์ป่ามาใช้ประโยชน์ได้ไม่รู้จักหมดสิ้น

2.8 ทำให้น้ำไหลอย่างสม่ำเสมอตลอดปี ป่าไม้นอกจากจะบรรเทาความรุนแรงของอุทกภัยแล้ว ยังช่วยให้ห้วยธารต่างๆมีน้ำไหลสม่ำเสมอตลอดปี เพราะต้นไม้และดิน ช่วยดูดซับน้ำฝนไว้แล้งค่อยๆปลดปล่อยสู่ลำห้วยธารในฤดูแล้งซึ่งไม่มีฝนตก แต่ลำธารต่างๆยังคงมีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา

2.9 ด้านนันทนาการ เมื่อมนุษย์เจริญขึ้น มีจำนวนมากขึ้น ความเคร่งเครียดในการประกอบธุรกิจ ปัญหามลภาวะ มนุษย์จึงต้องเปลี่ยนสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งหลบหนีความจอแจ ออกไปสู่ที่สงบ ร่มเย็น อากาศบริสุทธิ์และมีทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงามดังจะเห็นได้ว่าในช่วงวันสุดสัปดาห์ ชาวเมืองจำนวนมากจะเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวหรือพักผ่อนหย่อนใจในเขตอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนรุกขชาติ สวนพฤกษศาสตร์ สวนป่าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

2.10 ประโยชน์ทางด้านสุขวิทยา ป่าไม้เป็นตัวช่วยในการรักษาความสมดุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนในบรรยากาศ ต้นไม้จะนำเอาก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ไปใช้เพื่อการสังเคราะห์แสงและคายออกซิเจนออกมา ดังนั้นตามป่าไม้จะมีโอโซนมากกว่าในที่โล่งแจ้งนอกจากนี้ตามป่าไม้อากาศจะบริสุทธิ์ปราศจากเขม่า ควันไฟ ฝุ่นละออง และเถ้าถ่านที่เกิดจากกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปในป่าตอนกลางวันจะรู้สึกสกชื่นเย็นสบาย

2.11 ประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์ ด้านการทหารถือว่าป่าไม้เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารเสริมแล้ว ยังสามารถหลบซ่อนและพรางตาข้าศึกได้เป็นอย่างดี ดังนั้นตามแนวชายแดนของประเทศต่างๆจึงพยายามสงวนรักษาป่าไม้เอาไว้เพื่อประโยชน์ทางด้านยุทธศาสตร์

ประเภทป่าไม้ในจังหวัดกาญจนบุรี

สภาพภูมิประเทศของจังหวัดกาญจนบุรีมีลักษณะแตกต่างกัน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขาและเทือกเขาสลับซับซ้อน เนินเขาและที่ราบแบบลูกฟูก ทำให้ลักษณะของป่าไม้ ของจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วยป่าไม้ประเภทใหญ่ๆ 2 ประเภท คือ

1. ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ ( Evergreen Forest )

2. ป่าประเภทที่ผลัดใบ ( Deciduous Forest )

ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ป่าไม้แตกต่างกันออกไป คือ ภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิ ฤดูกาลและปริมาณน้ำฝนแตกต่างกัน ชนิดของดินซึ่งเก็บความชื้นไว้ได้ไม่เท่ากัน ตลอดจนระดับความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเล และลักษณะพิเศษอื่นๆเช่นบริเวณที่มีน้ำทะเลหรือน้ำจืดท่วมในท้องที่ที่มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ไม่มีฤดูกาลที่แบ่งแยกออกเป็นฤดูแล้งและฤดูฝนแน่นอน เช่นในภาคตะวันออกเฉียงใต้แถบจังหวัดจันทบุรี ตราด และภาคใต้ของประเทศไทย ป่าส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้ที่ไม่ผลัดใบ แต่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัดกาญจนบุรี มีฤดูแล้งยาวนานอุณหภูมิ และความชุ่มชื้นในอากาศแตกต่างกันมากในระหว่างฤดูแล้งและฤดูฝนป่าส่วนใหญ่ที่มีมักประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่ผลัดใบในฤดูแล้ง แต่บางท้องที่ของจังหวัดกาญจนบุรีบางบริเวณมีความชุ่มชื้นในอากาศดี เช่น ยอดเขาสูงๆในอำเภอทองผาภูมิ สังขละบุรี ไทรโยค และศรีสวัสดิ์ ป่าไม้ที่ขึ้นอยู่ก็อาจเป็นประเภทที่ไม่ผลัดใบก็ได้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นไม้ผลัดใบ คือ ในฤดูแล้ง อากาศร้อนจัด ฝนไม่ตก ความชุ่มชื้นในดินและอากาศลดน้อยลง หากต้นไม้ยังมีใบอยู่ก็จะต้องมีการระเหยทางใบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากน้ำในดินไม่เพียงพอก็จะทำให้ต้นไม้เฉาตายไปได้ ต้นไม้ส่วนใหญ่ในที่เช่นนี้จึงพากันทิ้งใบเสียทั้งหมด และหยุดการเจริญเติบโตไว้เสียชั่วคราว เมื่อจวนจะสิ้นฤดูแล้งจึงจะแตกหน่อแตกใบออกมาใหม่ โดยอาศัยอาหารที่สะสมไว้ในระหว่างปีเพื่อคอยโอกาสที่จะเจริญเติบโตได้เต็มที่เมื่อฝนเริ่มตกลงมา

1. ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ ( Evergreen Forest )

ป่าประเภทนี้เขียวชอุ่มตลอดปี เพราะเกิดอยู่ในที่ชุ่มชื้นมีน้ำมนดินมากพอสมควรป่าประเภทนี้เป็นแหล่งสำคัญในการรักษาต้นน้ำลำธาร เป็นแหล่งที่ช่วยควบคุมอุณภูมิตลอดจนช่วยให้เกิดฝนตกและช่วยดูดซับน้ำแล้วค่อยๆระบายน้ำออกมาทำให้ลำห้วยลำธาร และลำน้ำมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดปี ความจริงป่าประเภทนี้มิได้หมายความว่าต้นไม้ในป่าจะไม่ผลัดใบเสียเลยหากแต่การผลัดใบของต้นไม้ในป่านี้มิได้ผลัดใบพร้อมกัน ใบใดแก่ก็ล่วงหล่นไปตามอายุ จึงทำให้เห็นว่าป่าประเภทนี้มีใบเขียวตลอดปี ป่าชนิดสำคัญซึ่งจัดอยู่ในป่าประเทนี้ได้แก่ ป่าดงดิบ ป่าดิบเขาและป่าสนเขา

1.1 ป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้น ( Tropical Evergreen Forest )

ป่าดงดิบที่อยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทยแต่ที่มีมากที่สุดได้แก่ ภาคใต้และภาคตะวันออก ในจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เพราะบริเวณเหล่านี้มีฝนตกและมีความชุ่มชื้นมาก ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่าชนิดนี้มักมีอยู่ในที่ที่มีความชุ่มชื้นมากๆเช่นตามหุบเขาและตามริมแม่น้ำลำธารต่างๆรวมทั้งในดินที่สามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้นาน เช่น ดินเหนียว หรือดินปนทรายฯลฯ

ลักษณะของป่าดงดิบโดยทั่วไปมักเป็นป่ารกทึบ มองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ต้นไม้ชั้นบนส่วนใหญ่เป็นไม้ตระกูลยาง มีขนาดใหญ่มาก ถัดลงมาเป็นไม้ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งสามารถขึ้นอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ได้ นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ไม้ขนาดเล็กชนิดอื่นขึ้นปะปนอยู่ ซึ่งเรียกว่าไม้พื้นล่าง ได้แก่ ไผ่บง ไผ่หก ระกำ กระวาน หวาย และเถาวัลย์ชนิดต่างๆอีกมาก ทำให้พื้นป่ารกทึบชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจในป่าดงดิบมีมากมายเช่น ยาง ตะเคียน กะบาก เคี่ยม จำปาป่า หลุมพอ มะหาด มะม่วงป่า มะยมป่า ตาเสือ ฯลฯ ป่าดงดิบมีอยู่ทั่วไปทุกจังหวัดและมีทั้งในที่ราบและในที่เขาขึ้นไปจนถึงระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ถ้าสูงกว่านั้นไปก็มักเปลี่ยนเป็นป่าดงดิบเขา

ในจังหวัดกาญจนบุรี มีป่าดงดิบอยู่มากในลุ่มแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ ตามภูเขาสูง หุบเขา ในเขตอำเภอทองผาภูมิ ไทรโยค ศรีสวัสดิ์ สังขละบุรีและอำเภอเมืองกาญจนบุรีป่าดงดิบจะกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

1.2 ป่าดงดิบเขาหรือป่าดิบเขา ( Hill Evergreen Forest )

ป่าชนิดนี้ส่วนใหญ่มีอยู่บนภูเขาสูงในระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ขึ้นไป ในจังหวัดกาญจนบุรีจะพบป่าดงดิบเขาหรือป่าดิบเขาในอำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอทองผาภูมิ อำเภอเมืองกาญจนบุรี และอำเภอสังขะบุรี

ลักษณะป่าชนิดนี้มีความโปร่งมากกว่าป่าดิบชื้น เนื่องจากมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นน้อยกว่า แต่ก็มองดูเขียวชอุ่มตลอดปี อากาศค่อนข้างเย็นเนื่องจากอยู่บนที่สูง ป่าชนิดนี้จึงมีความสำคัญต่อการรักษาต้นน้ำลำธารมาก ชนิดของพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ส่วนมากเป็นจำพวกก่อ เช่น ก่อเดือน ก่อแป้น ก่อตาหมู ก่อน้ำ ก่อขาว ฯลฯ นอกจากนี้ก็ยังมีกำลังเสือโคร่ง มณฑาป่า จำปีป่า ฯลฯ และบางที่ก็มีไม้สนเขาขึ้นปะปบอยู่ด้วย พวกไม้พื้นล่างเป้นพวกผักกูด มอส กล้วยไม้ดิน ผักกะสัง สะเทิน และพืชที่มีเง่าอุ้มน้ำชนิดต่าง ๆ

2. ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Deciduous Forest )

ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าประเภทนี้เป็นจำพวกผลัดใบแทบทั้งสิ้น ในฤดูฝน ป่าประเภทนี้จะมองดูเขียวชอุ่มเช่นเดียวกับป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ แต่พอถึงฤดูแล้งต้นไม้ส่วนใหญ่จะพากันผลัดใบ ทำให้มองดูโปร่งขึ้น ป่าประเภทนี้เกิดขึ้นในภูมิภาคที่มีฤดูกาลแตกต่างกันเด่นชัด เช่น ฤดูฝน ฤดูร้อนและฤดูหนาวได้แก่ ป่าไม้ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินในป่าชนิดนี้อยู่ในสภาพที่ด้อยกว่าไม่ผลัดใบหรือป่าดงดิบ

ป่าผลัดใบในจังหวัดกาญจนบุรีแยกออกได้ตามชนิดของพันธุ์ไม้และสภาพของดินที่ทำให้เกิดป่านั้น เป็นป่าสองชนิด คือ ป่าเบญจพรรณ และป่าแดง

2.1 ( Mixed Deciduous Forest )

ป่าเบญจพรรณ หรือป่าผลัดใบผสม มีลักษณะเป็นป่าโปร่งพื้นป่าไม่รกทึกถ้าอยู่ในพื้นดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และมีความชุ่มชื้นสูง ก็เรียกว่า ป่าโปร่งชื้น ( Moist mixed Deciduous Forest ) ถ้าป่าผลัดใบเกิดในพื้นที่ค่อนข้างทรามและความชื้นต่ำ ก็เรียกว่า ป่าโปร่งแล้ง ( Dry mixed Deciduous Forest )ป่าผลัดใบเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งบนภูเขา ที่ราบสูง และที่ราบ ชื่อที่เรียกรวม ๆ กันว่า ป่าเบญจพรรณ

การที่เรียกว่าป่าโปร่งชนิดต่างๆ ว่าป่าเบญจพรรณก็เพราะมีไม้ขึ้นหลายชนิดปะปนกันประกอบด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และขนาดกลางหลายชนิด บางแห่งมีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไป ป่าเบญจพรรณมีอยู่ทั่วไป มีทั้งที่มีไม้สักขึ้นปะปนและไม่มีไม้สักไม้สักมีลงมาล่างสุดจนถึงกาญจนบุรี ลักษณะโคร่งสร้างของป่าเบญจพรรณโดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 3 ชิ้น เรือนยอด ชั้นเรือนยอดบนสุดได้แก่ มะค่าโม่ง ประดู เสลา รกฟ้า ขี้อาย สมอพิเภก งิ้วและชิงชัน ไม้ชั้นรองประกอบด้วย สะแกนา กระโดน ขานาง มะเกลือ ตะแบกนา อินทนิลน้ำ และกาสามปีก ส่วนไม้ชั้นล่างเป็นไม่ไผ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดกาญจนบุรี มีไม้ไผ่ขึ้นอยู่ทั่วพื้นที่โดยมีชนิดที่สำคัญคือไผ่รวก ไผ่ป่า ไผ่ไร่ ไผ่ฝาก ไผ่คาย ไผ่ห้างช้าง ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ซาง ไผ่ซบดอย และไผ่ซางนวล ป่าเบญจพรรณพบในอำเภอของจังหวัดกาญจนบุรีได้แก่ อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอด่านมะขามเตี้ย ฯลฯ

2.2 ป่าแพะ ป่าแดง หรือป่าโคก ( Dry Decidous Dipterocarp Forest )

ป่าชนิดนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปหลายชื่อตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่น เช่น เรียกป่าแดง ป่าโคก ป่าเพะ หรือป่าเต็งรัง ฯลฯ ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กขึ้นอยู่ประปนกันไม้ค่อยแน่นทึบ ตามพื้นที่ป่ามักจะมีหญ้าต่าง ๆ ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ทั่วไป มีลูกไม้ขึ้นอยู่ค่อนข้างหนาแน่

ป่าชนิดนี้อยู่ทั่วไปในที่ราบและภูเขา แต่ส่วนใหญ่มีอยู่ในที่ที่มีระดับสูงน้อยกว่า 1,000 เมตร การที่ป่าชนิดนี้ขึ้นอยู่ที่ป่าใดนั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะลักษณะของดินมากกว่าลมฟ้า อากาศ เพราะป่าชนิดนี้มักขึ้นในที่ที่มีดินเลว ดินตื้น หรือแห้ง หรือเป็นดินปนทราย ดินลูกรัง ฯลฯ

เนื่องจากเป็นป่าในที่ดินเลวและแห้งแล้ง ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่จึงไม่ค่อยเติบโต และมีขนาดเล็กแคระแกรน หากดินดีและมีความชุ่มชื้นอยู่บ้างต้นไม้ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็งมาก เพราะต้นไม้ต้องต่อสู้กับความแห้งแล้งตลอดเวลา นอกจากนี้ยังต้องทนต่อไฟป่า ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ธรรมชาติจึงช่วยให้ต้นไม้ในป่าชนิดนี้มีกำลังแตกหน่อสูง

ป่าแดงมีอยู่มากในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลงไปใต้สุดถึงจังหวัดประจวบคีรีขีนธ์ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ป่าแดงมากที่สุด ป่าแดงหรือป่าเต็งรังนี้นอกจากจะเป็นป่าที่ให้ไม้เนื้อแข็ง สำหรับการก่อสร้างชั้นดีแล้ว ยังเป็นป่าที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ชาวชนบทในด้านอื่น ๆ อีหลายประการเช่น เป็นแหล่งที่ชาวบ้านได้เก็บชัน จากไม้เต็งรัง เป็นแหล่งที่ให้ใบตองตึง (ใบพลวง ) นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหาร เช่นผักหวาน เห็ด ฯลฯ

ชนิดของพันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าแดงได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แต้ว มะค่าแต้ ประดู่แดง สมอไทย ตะแบกเลือด แสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ ส่วนไม่พื้นล่างที่พบมากได้แก่มะพร้าวเต่า ปุ่มเป้ง ปรง หญ้าเพ็ก และหญ้าอื่น ๆ

3. ป่าชนิดอื่น ๆ

3.1 ป่าหญ้า ( Savannas ) ป่าหญ้าในประเทศไทยมีอยู่ทุกภาคปริเวณเหล่านี้เคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ต่อมาได้ถูกแผ้วถางทำลายจนต้นไม้ล้มตายไปเกือบหมด พื้นดินจึงขาดความอุมดสมบูรณ์ และถูกทอดทิ้ง หญ้าชนิดต่าง ๆ จึงขึ้นทดแทนพอถึงหน้าแล้งเกิดไฟไหม้ทำให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตายพื้นที่ป่าจึงขยายทุกปี ป่าหญ้าของจังหวัดกาญจนบุรีพบเป็นบริเวณกว้าง คือ ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ลักษณะภูมิประทศโดยทั่วไปของป่าทุ่งใหญ่นี้ เป็นภูเขาสลับวับซ้อนและมรลำห้วยอยู่หลายแห่ง บริเวณที่สูงที่สุดของป่าอยู่เหนือระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 830 – 1,330 เมตร เป็นต้นน้ำลำธารหลายสาย บางแห่งเป็นหลุมดินโป่ง บางแห่งเป็นป่าที่มีต้นไม้หลายหลายชนิดที่หาไม่ง่ายบริเวณพื้นที่ราบ

ต้นไม้ที่ขึ้นมักเป็นไม้พุ่ม ไม้ปล้อง หรือไม้ล้มลุก ต้นไม้ใหญ่มักไม่มีป่าหญ้าจึงไม่มีประโยชน์ในทางการป่าไม้มากนัก พืชที่พบมากได้แก่ หญ้าคา หญ้าขนตาช้าง หญ้าโขมง หญ้าเพ็ก ปุ่มเป้ง รกฟ้า ตานเหลือง ติ้ว และแต้ว บริเวณทุ่งใหญ่นเรศวรจะพบพันธุ์ไม้ โบราณ ตระกูลปาล์ม พวกปรงและเป้ง ในฤดูหญ้าในทุ่งดังกล่าวจะเจริญงอกงามเต็มที่จนสูงเลยศรีษะ สัตว์ป่าจะพากันหากินหลบซ่อนอยู่ตามดงหญ้า พอถึงฤดูหนาวหญ้าจะแก่และแห้งกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี

ประเภทของป่าไม้จังหวัดกาญจนบุรีรายอำเภอ

จังหวัดกาญจนบุรีมีป่าไม้หลากหลายประเภท ทั้งป่าประเภทไม่ผลัดใบและป่าผลัดใบ โดยจะแยกตามอำเภอดังนี้

1.อำเภอเมืองกาญจนบุรี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ และที่ราบแบบลอนคลื่นสลับภูเขา มีแม่น้ำแควน้อย และแควใหญ่ ไหลผ่าน มีป่าปกคลุมอยู่ทั่วไป บริเวณพื้นป่า บนฝั่งขาวของแม่น้ำแควน้อย จะมรพันธุ์ไม้ขึ้นปกคลุมอยู่หนาแน่นมากกว่าบริเวณอื่น ป่าไม้ที่พบจะมีหลายประเภท ทั้งป่า ไม้ไม่ผลัดใบ และป่าไม้ที่ผลัดใบ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ และบริเวณภูเขา จะเป็นป่าดงดิบ ป่าดิบชื้น และป่าดิบเขา ส่วนบริเวณที่มีความสูงลดลงหรือห่างไกลจากแม่น้ำจะพบป่าเบญจพรรณ ป่าแดง ป่าเต็งรัง และป่าหญ้า ป่าส่วนใหญ่ของอำเภอเมืองกาญจนบุรี เป็นป่าเบญจพรรณ พันธุ์ไท้ที่พบมีไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้มะด่าโมง ตะแบกมะเกลือ ยมหอม ยมหิน ฯลฯ

2.อำเภอไทรโยค พื้นที่จะเป็นภูเขาสลับราบแบบลูกฟูก ลักษณะของป่าจะทีทั้งป่าที่ผลัดใบ และป่าไม้ที่ไม่ผลัดใบ บริเวณภูเขาสูงและบริเวณต้นน้ำลำธารจะพบป่าดงดิบ ดิบเขา บริเวณที่เป็นเนินเขาแห้งแล้งและห่างไกลจากต้นน้ำลำธารจะพบป่าที่ผลัดใบ ซึ่งป่าส่วนใหญ่ของอำเภอไทรโยค คือ ป่าเบญจพรรณบางบริเวณมีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ เช่น บริเวณแก่งละว้าใกล้น้ำตกไทรโยค บางพื้นที่ที่แห้งแล้งมาก ๆ จะพบป่าแดง ป่าเพะหรือป่าโคกพันธุ์ไม้ที่พบจะมรจำนวนมาก คือ เต็ง รัง เหียง พลวง ตะแบก มะค่า สมพง เก็ดดำ ฯลฯ นอกจากนั้นยังพบไผ่ชนิดต่าง ๆ ด้วย เช่น ไผ่ป่า ไผ่บง ไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร่ ฯลฯ

3.อำเภอศรีสวัสดิ์ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นที่สูง มีภูเขามากจึงพบป่าไม้ที่เป็นต้นลำธาร มีทั้งป่าผลัดใบ และไม่ผลัดใบ เช่น ป่าดิบเขา ป่าเต็ง ป่ารัง ป่าเบญจพรรณ พันธุ์ไม้ที่มีค่าได้แก่ ไม้แดง ไม้ประดู เต็งรัง เหียง พลวง ฯลฯ ขนาดของต้นไม้เฉลี่ยแล้วโตประมาณ20- 30 เซนติเมตร นอกจากนั้นยังพบป่าหญ้าโดยทั่วไปบริเวณที่ราบ

4. อำเภอสังขละบุรี พื้นที่เป็นภูเขาสูง เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร พื้นที่ป่ายังอุดมสมบูรณ์อยู่ ป่าที่พบ มีทั้งป่าผลัดใบ และไม่ผลัดใบ ป่าไม้ที่ไม่ผลัดใบได้แก่ ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง และที่พบมากคือ ป่าเบญจพรรณ ไม่มีไม่สัก พันธุ์ไม่ที่มีค่าได้แก่ ยาง ตะเคียน กระบาก เสลา อินทนิล กระท้อน แดง ประดู่ มะค่าโมง ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบป่าหญ้าบริเวณทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นทุ่งหญ้าอันกว้างขวางใหญ่สุดสายตานอกจากนี้ยังพบต้นไม้พรรณโบราณ ตระกูลปาล์ม ปรง และเป้ง บริเวณทุ่งใหญ่นเรศวร ยังมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี จึงมีไม้ตระกูลเดียวกับที่ไม้ขึ้นในป่าเมืองหนาว คือ ไม้ตระกูลไม้ก่อ ขึ้นอยู่ทั่วไป เช่นก่อหลวง ก่อดง ฯลฯ จะเห็นได้ว่าในอำเภอสังขละบุรี มีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีตั้งต้นไม้นานพันธุ์ และสัตว์ป่าหลายชนิด และยังเป็นป่าผสมที่หาดูได้ยากในเมืองไทย

5. อำเภอทองผาภูมิ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงจะพบป่าไม้หลายประเภท มีทั้งป่าผลัดใบ และไม่ผลัดใบ เช่น ป่าดิบเขา ป่าดงดิบ ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ฯลฯ ลักษณะของป่าไม้จะสลับกันตามลักษณะของภูมิประเทศถ้าเป็นภูเขาสูง แหล่งต้นน้ำลำธารจะเป็นป่าดงดิบ และป่าดิบเขา แต่ถ้าเป็นพื้นที่ลดระดับลงจะเป็นป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณในอำเภอทองผาภูมิไม่พบไม้สัก พันธุ์ไม่ที่มีค่าได้แก่ ยาง ตะเคียน กระบาก ประดู่แดง อินทนิล จำปีปา มะค่าโมง กระท้อน ฯลฯ ขึ้นปะปบกัน

6.อำเภอบ่อพลอย ลักษณะพื้นที่จะเป็นภูเขาเตี้ย ๆ สลับกับที่ราบแบบลอนคลื่น ลักษณะของป่าที่พบส่วนใหญ่ จะเป็นเบญจพรรณขึ้นอยู่หนาแน่นพอประมาณ มีป่าแดงสูงป่าแดงต่ำและป่าแคระ ขึ้นกระจัดกระจายเนื่องจากลักษณะของดินเลว และแห้งแล้ง ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่จึงไม่ค่อยเติบโต และมีขนาดเล็กแคระแกรนพันธุ์ไม้ที่มีค่าในอำเภอบ่อพลอย ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม มะค่าแต้ สมอไทย ตะแบกเลือด แสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ ไม่พลไม้สักในอำเภอบ่อพลอย

7. อำเภอท่ามะกา ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เป็นพื้นที่สำหรับทำการเกษตรกรรม เพราะฉะนั้นในอำเภอท่ามะกามีพื้นที่ป่าน้อยมาก จะพบป่าขนาดเล็กในอำเภอพระแทนดงรังพบเฉพาะป่าไม้ผลัดใบได้แก่ ป่าแดงต่ำและป่าเบญจพรรณ พันธุ์ไม้หลายชนิดที่ขึ้นอยู่หนาแน่น เช่น เต็ง รัง มะค่าแต้ มะเกลือ พะยอม แดง ประดู่ เป็นต้น

8. อำเภอท่าม่วง ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบ มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่านพื้นที่จะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เหมาะสำหรับเกษตรกรรมทำนาทำไร่ สภาพป่าเป็นป่าที่ทุรดโทรม จะมีต้นไม้ก็เฉพาะบนภูเขาเท่านั้น ซึ่งก็มีไม่มาก พื้นที่ป่าจะถูกราษฎรบุกรุกถางป่าเพื่อทำไร่ ป่าไม้ที่เหลือมีไม่มากเป็นป่าเบญจพรรณและป่าแดงต่ำ ขนาดของต้นไม้เฉลี่ยโตประมาณ20- 50 เซนติเมตร พันธุ์ไม้ที่มีค่าหลงเหลืออยู่ มี เต็ง รัง เหียง ฯลฯ

9. อำเภอด่านมะขามเตี้ย พื้นที่จะเป็นภูเขาโด ๆ สลับกับที่ราบแบบลูกฟูก สภาพป่าค่อยข้างทรุดโทรม เนื่องจากราษฎรบุกรุกทำไร่เพื่อทำเกาตรกรรมลักษณะของป่าไม้จะเป็นป่าเบญจพรรณ ป่าแดงและป่าแคระ สลับกันไปตามภูมิประเทศ พันธุ์ไม้ที่มีค่า ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง ประดู่แดง มะค่าแต้ ฯลฯ

10. อำเภอพนมทวนและอำเภอห้วยกระเจา พื้นที่เป็นที่ราบลูกฟูกสลับเนินเขาโดด ๆ พื้นที่ส่วนใหญ่จะปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ สภาพของป่าในท้องที่ทั้งสองอำเภอทรุดดทรมมากเนื่องจากเป็นป่าที่เปิดให้มีการทำป่าไม้ ลักษณะของป่าไม้เป็นป่าเบญจพรรณ ป่าแดงและป่าแคระ สลับกันไปตามภูมิประเทศ พันธุ์ไม้ที่มีค่า ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง แดงประดู่ พะยอม ติ้ว รกฟ้า แสลงใจ ฯลฯ

11. อำเภอเลาขวัญ และอำเภอหนองปรือ ลักษณะของพื้นที่เป็นแบที่ราบลูกฟูก สลับเนินเขา พื้นที่ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม พื้นที่ป่าทรุดโทรดมากเนื่องจากราษฎรบุกรุกทำไร่เพื่อทำเกษตรกรรมป่าไม้ที่พบจะเป็นป่าไม้ผลัดใบได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าแดง ป่าแคระ ฯลฯ พันธุ์ไม้ที่สำคัญคือ เหียง แดง เต็ง รัง ประดู่ มะค่าแต้ ฯลฯ

ตามลำดับ เนื้อที่ป่าไม้ของจังหวัดกาญจนบุรีลดลงเรื่อย ๆ จนน่าวิตก ในปี พ.ศ. 2531 จังหวัดกาญจนบุรีมีเนื้อที่ป่าไม้ 7,021,250 ไร่ หรือประมาณ 57.66 % ของเนื้อที่ทั้งหมดของจังหวัด เนื้อที่ป่าถูกบุกธรรมลายไปเรื่อย ๆจนเหลือ 6,670,782 ไร่ ในปี 2538 หรือ ประมาณ 54.78 % ของเนื้อที่ทั้งหมดของจังหวัด

เนื้อที่ป่าส่วนใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรีอยู่ในเขตท้องที่อำเภอไทรโยค ทองผาภูมิ สังขละบุรี และศรีสวัสดิ์ ชนนิดของป่าส่วนใหญ่ที่พบมากได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าเต็งรัง โดยมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ เช่นไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้มะค่า ไม้รัง ประดู่ ฯลฯ นอกจากนั้นจังหวัดกายจนบุรี มีป่าไม้ไผ่ และรวก มากที่สุดในประเทศไทย

จากข้อความข้างต้นจะเห็นว่าจังหวัดกายจนบุรี มีทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์มาก เนื้อที่ป่าไม้ของจังหวัดกาญจนบุรีประกอบด้วยดังนี้

•  ป่าสงวนแห่งชาติ 15 แห่ง รวมเนื้อที่ 5,014,485 .25 ไร่

•  อุทยานแห่งชาติ 5 แห่ง รวมเนื้อที่ 2,586,250.00 ไร่

•  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 2 แห่ง รวมเนื้อที่ 2,014055,125.00 ไร่

•  ป่าสงวนแห่งชาติ 5 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนคริทร์และอุทยานแห่งชาติเขื่อนเขาแหลม เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 2 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ขนาดและรูปร่างของจังหวัดกาญจนบุรี

กาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 19,483,148 ตารางกิโลเมตร หรือ 12,176,967 ล้านไร่ โดยมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามของประเทศ รองจากจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดนครราชสีมา โดยมีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 42.28 ของภูมิภาคตะวันตกและมีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 3.79 ของประเทศไทย ( สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2538 : 10 ) มีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่วางในแนวตะวันออกเฉียงใต้มีศูนย์กลางการบริหารการปกครองอยู่ค่อนไปทางใต้ของพื้นที่จังหวัด นอกจากนี้รูปร่างของจังหวัดยังคล้ายกับหัวลูกศรที่พุ่งเข้าสู่ประเทศไทยไปในแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ซึ่งเป็นเส้นทางที่พม่าเข้ารุกรานประเทศไทยในอดีตตัวจังหวัดกาญจนบุรีมีระยะห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 129 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผนดินสายเพชรเกษมและถนนแสงชูโตหรือคิดระยะทางตามเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพมหานครถึงจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 133 กิโลเมตร ระยะทางที่ห่างจากกรุงเทพมหานครไม่มากนักนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการคมนาคมและการขนส่งผลผลิตเป็นอย่างมาก

แสดงขาดพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรีรายอำเภอ

อำเภอ

พื้นที่

ตารางกิโลเมตร

ไร่

1. เมืองกาญจนบุรี

2. ท่าม่วง

3. ท่ามะกา

4. พนมทวน

5. เลาขวัญ

6. บ่อพลอย

7. ไทรโยค

8. ทองผาภูมิ

9. ศรีสวัสดิ์

10. สังขละบุรี

11. ด่านมะขามเตี้ย

12. หนองปรือ

13. ห้วยกระเจา

1,236.280

610.970

340.809

535.777

831.300

967.215

2,728.922

3,655.171

3,295.950

3,349.383

807.140

502.231

622

772,675

381,856

213,006

334,861

519,562

604,509

1,705,576

2,284,482 2,059,969

2,093,364

504,463

313,894

388,750

รวม

19,483.148

12,176,967

จากตารางข้างต้นจะเห็นอำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์และอำเภอไทรโยค มีพื้นที่ 3,655.171 3,349.383 3,295.922 และ 2,728.922 ตารางกิโลเมตร ตามลำดับ ซึ่งอำเภอสังขละบุรีมีขนาดของพื้นที่มากที่สุด ส่วนอำเภอที่มีขนาดเล็กที่สุด 3 ลำดับ คือ อำเภอท่ามะกา อำเภอหนองปรือ และอำเภอห้วยกระเจา มีพื้นที่ 340.809 502.231 และ 622 ตารางกิโลเมตร

พิจารณาส่วนดีส่วนด้อยของที่ตั้ง ขนาดและรูปร่างของจังหวัดกาญจนบุรีข้อดี มีดังนี้

1. ที่ตั้งอยู่ในแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุ จังหวัดกาญจนบุรีนับว่าโชคดีมากที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแร่ธาตุต่างๆอันเป็นแร่เศรษฐกิจที่สำคัญสะสมอยู่มากมายหลายชนิดบนแนวเทือกเขาตะนาวศรี ในอำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอไทรโยค อำเภอเมือง เช่น ดีบุก ทังสะเตน ตะกั่ว สังกะสี โดโลไมท์ หินอ่อน รวมทั้งรัตนชาติ แร่ธาตุเหล่านี้มีปริมาณมากเพียงพอต่อเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดเป็นอย่างมาก

2. ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีภูมิประเทศ และภูมิอากาศเหมาะแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมจังหวัดกาญจนบุรีตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำที่สำคัญ คือ ที่ราบลุ่มแม่น้ำแควน้อย ที่ราบลุ่มแม่น้ำแควใหญ่ ที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง และสาขาแม่น้ำทั้งสาม และจังหวัดกาญจนบุรีอยู่ในเขตอิทธิพลของลมมรสุม ซึงมีฝนตกชุกในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้บริเวณที่ราบลุ่มน้ำปลูกข้าว พืชผัก บริเวณที่ราบเนินเขา ที่ราบลูกฟูกจะปลูกพืชไร่ เช่น ถั่วชนิดต่างๆข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ส่วนบริเวณภูเขาสูง หรือเนินเขาจะปลูกไม้ผล แนวพรมแดนของจังหวัดกาญจนบุรีที่ติดกับประเทศเมียนมาร์เป็นภูเขา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ มีการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำสามารถนำน้ำมาใช้ในการเพาะปลูกในฤดูแล้งอีก

3. ที่ตั้งมีความปลอดภัยจากธรรมชาติ ที่ตั้งของจังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในโครงสร้างแนวเทือกเขาตอนกลางของโครงสร้างรูปพัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแนวโครงสร้างหินเก่าในมหายุคพาลีโอโซอิค และเมโสโซอิค เขตนี้เป็นเขตโครงสร้างที่มั่นคงไม่อยู่ในแนวแผ่นดินไหวของโลก จังหวัดกาญจนบุรีจึงปลอดภัยจากแผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด แม้จะได้รับความสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวซึ่งมีศูนย์กลางอยู่กลางอยู่ในบริเวณอื่นบ้าง ก็ไม่เคยปรากฏความเสียหายรุนแรง สำหรับภัยธรรมชาติอันเกิดจากพายุหมุนนั้น ที่ตั้งของจังหวัดกาญจนบุรี มีส่วนช่วยให้เกิดความปลอดภัยได้มาก กล่าวคือ พายุหมุนอันมีแหล่งกำเนิดในทะเลจีนใต้ หรือมหาสมุทรแปซิฟิคนั้น ก่อนที่จะเข้ามาถึงประเทศไทยจะปะทะกับแนวเทือกเขาในเวียดนาม และลาวจนอ่อนกำลังลง กลายเป็นดีเปรสชั่นเท่านั้น นับว่าเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย คือ ทำให้ปริมาณน้ำฝนที่ตกมีมากขึ้น

4. ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีภูมิประเทศเหมาะแก่การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จังหวัดกาญจนบุรีตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของประเทศมีภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงได้แก่ แนวเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำแม่กลอง รวมทั้งมีน้ำตก น้ำพุร้อน ถ้ำธารลอด ถ้ำ หินงอกหินย้อย ทำให้จังหวัดกาญจนบุรีกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคตะวันตก เป็นการสร้างรายได้และพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีให้เจริญก้าวหน้า

5. จังหวัดกาญจนบุรีเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ และมีเนื้อที่มาก ซึ่งมีผลทำให้พบทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และหลากหลายชนิด เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า แร่ธาตุ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่เป็นธรรมชาติ

6. ที่ตั้งติดกับประเทศเมียนมาร์ จังหวัดกาญจนบุรีมีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมาร์เป็นระยะทางประมาณ 370 กิโลเมตร ทำให้มีผลดีในเรื่องการติดต่อค้าขายกับประเทศเมียนมาร์ตามแนวชายแดน และถ้าหากเมียนมาร์เปิดประเทศ จังหวัดกาญจนบุรีจะเป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างไทยกับเมียนมาร์แน่นอน

ข้อด้อย มีดังนี้

1. ที่ตั้งเป็นภูเขา ป่าไม้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรีเป็นภูเขาสูง และห่างไกลจากศูนย์กลางของจังหวัด ทำให้พัฒนาด้านต่างๆของจังหวัดเป็นไผด้วยความยากลำบาก รวมทั้งต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมากในการกระจายความเจริญ เช่น การพัฒนาถนน การไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ไปรษณีย์ โทรเลข เพราะพื้นที่กว้างใหญ่มาก

2. ที่ตั้งอยู่ในเขตเงาฝน จังหวัดกาญจนบุรีตั้งอยู่ด้านหลังทิวเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นเขตเงาฝน ( Rain Shadow ) หรือเขตอับลม ทำให้มีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างน้อยในแต่ละปี จังหวัดกาญจนบุรีมีปริมาณน้ำฝนน้อยเป็นอันดับที่สองรองจากจังหวัดตาก

3. ที่ตั้งของจังหวัดกาญจนบุรีเป็นเมืองปิด อำเภอที่อยู่ทางด้านตะวันตก และด้านทิศเหนือของจังหวัดมีระยะห่างจากตัวจังหวัดมาก ทำให้ความเจริญเข้าไปถึงได้ยาก เพราะระยะทางไกล ทำให้อำเภอต่างๆเหล่านั้นมีฐานะเศรษฐกิจไม่ดี รวมถึงระบบการคมนาคมขนส่งยังไม่เจริญทำให้การติดต่อกันเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง

พรมแดนของจังหวัดกาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรีมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีแนวพรมแดนติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงหลายจังหวัด และมีพรมแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย คือประเทศเมียนมาร์ ทางทิศเหนือติดต่อกับอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี และประเทศเมียนมาร์ แนวพรมแดนด้านนี้จะเป็นภูเขาสูงส่วนใหญ่ ทิศตะวันตกติดต่อกับประเทศเมียนมาร์ โดยมีแนวเทือกเขาตะนาวศรีเป็นพรมแดน ทิศตะวันออกติดต่อกับอำเภอด่านช้าง อำเภอหนองหญ้าไซ อำเภอดอนเจดีย์ อำเภออู่ทอง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พรมแดนด้านนี้จะเป็นที่ราบ ส่วนทิศใต้ติดต่อกับอำเภอจอมบึง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี แนวพรมแดนด้านนี้เป็นที่ราบสลับกับที่ราบลูกฟูก

แนวพรมแดนที่ติดต่อกับประเทศเมียนมาร์ของจังหวัดกาญจนบุรีจะเป็นทิวเขาตะนาวศรี โดยมีพื้นที่ติดชายแดนเมียนมาร์ 5 อำเภอ คือ อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอเมืองและอำเภอด่านมะขามเตี้ย มีพื้นที่จดชายแดนเป็นระยะทางประมาณ 370 กิโลเมตร

สำหรับแนวพรมแดนระหว่างกาญจนบุรีกับเมียนมาร์มีจุดผ่านแดนที่สำคัญที่ประชาชนทั้งสองประเทศใช้เป็นสถานที่ติดต่อค้าขายกัน 3 แห่งคือ

1. ด่านพระเจดีย์สามองค์ เป็นช่องทางผ่านเข้าไปในเมียนมาร์ อยู่ในพื้นที่บ้านเจดีย์สามองค์ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี เป็นจุดผ่อนปรนชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ทำมาค้าขายได้ ปัจจุบันเป็นจุดที่ทำการค้าขายมีปริมาณมากกว่าช่องทางอื่น ๆ มีด่านศุลกากรประจำ สินค้าเข้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกผลิตภัณฑ์จากไม้ พลอยต่าง ๆ วัว ควาย กุ้งแห้ง เครื่องสำอางพื้นบ้าน เหล้า บุหรี่ และสินค้าเครื่องอุปโภคจากสาธารณรัฐประชาชน

2. ช่องทางหินกอง อยู่ในพื้นที่บ้านอีต่อง ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ เป็นจุดผ่อนปรนชั่วคราวเช่นกัน เพื่อให้ราษฎรได้ทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ในอนาคตช่องทางนี้จะได้รับการพัฒนามากกว่าช่องทางพระเจดีย์สามองค์ เพราะเป็นจุดที่เมียนมาร์ได้สร้างท่อทางก๊าซ จากแหล่งยาดานามาขึ้นฝั่งไทยที่บ้านอีต่อง ประเทศเมียนมาร์ได้สร้างถนนคู่ขนานกับท่อก๊าซมาด้วยทำให้การคมมาคมขนส่งสะดวดยิ่งขึ้น ปัจจุบันจะเห็นพ่อค้าเมียนมาร์นำสินค้าบรรทุกรถยนต์เข้ามาจำหน่ายในเขตไทยบ้างแล้ว รัฐบาลกำลังพัฒนาในบริเวณนี้เช่นกันว่าจุดผ่อนปรนนี้น่าจะเป็นจุดที่สร้างความเจริญรุ่งเรื่องทั้งทางด้านการค้า และการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง บริเวณบ้านอีต่องเป็นพื้นที่สูงมีอากาศแบบเมืองหนาว สามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้ดีถ้าได้รับการพัฒนาจะเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมกันมากขึ้น

3. ด่านบ้องตี้ อยู่ในพื้นที่บ้านบ้องตี้บน เป็นช่องทางเก่าที่เมียนมาร์เคยยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพมหานคร ส่วนช่องทางที่จะผ่านเข้าไปเมียนมาร์ที่สะดวก เป็นช่องทางห้วยโมง อยู่ในพื้นที่บ้านท้ายเหมือง ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค เป็นช่องทางที่มีถนนลูกรังอัดแน่นกว้างประมาณ 6 เมตร จุดนี้เป็นช่องทางที่จังหวัดและหอการค้าให้ความสนใจมาก ในการที่จะพัฒนาเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการค้ากับประเทศเมียนมาร์ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไประดับหนึ่งแล้ว โดยหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี ได้เจรจากับผู้แทนของประเทศเมียนมาร์ทำความตกลงที่จะพัฒนาบริเวณนี้เป็นจุดผ่อนปรนชั่วคราว การเตรีมการเข้าไปเจรจาดำเนินการก่อสร้างถนนจากเมืองทวายเข้าสู่บริเวณไทยด้านนี้ เมืองทวายมีพื้นที่ติดทะเลอันดามันกำลังจะพัฒนาจุดผ่านแดนจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่สำคัญมากจุดหนึ่ง เพราะสามารถรองรับสินค้าทางเรือจากต่างประเทศเข้ามาได้ เป็นการร่นระยะทางไม่ต้องผ่านทางสิงโปร์ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายวัน อีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ สามารถเดินทางไปเมืองทวายและชายทะเลอันดามัน โดยใช้เวลาอันสั้น

ปัญหาชายแดนของจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีมีแนวพรมแดนติดต่อกับเมียนมาร์ถึง 370 กิโลเมตร จะมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อยครั้งปัญหาที่สำคัญ ๆ คือ

1. ปัญหาด้านความมั่นคง เขตจังหวัดกาญจนบุรีที่ติดต่อกับเมียนมาร็มีช่องทางผ่านเข้าออกมากกว่า 30 แห่ง รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศยังไม่มีการตกลงเรื่องเขตแดนที่แน่นอนปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาร์เป็นประเทศที่ปกครองด้วยทหาร ความไม่เป็นประชาธิปไตยทำให้เกิดความขัดแย้งกันเอง เกิดปัญหาชนกลุ่มน้อยชายแดนที่พยายามจะแยกตัวเป็นอิสระ ระบบเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนเกิดความอดอยาก สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดสงครามขึ้น รัฐบาลเมียนมาร์ทำการปราบปรามอย่างรุนแรง จึงมีชนกลุ่มน้อยอพยพที่เข้ามาในกาฐจนบุรี สิ่งที่เมียนมาร์หวาดระแวงไทยอยู่ตลอดเวลาคือ การให้ความช่วยเหลือผู้อพยพที่เข้าอยู่ในไทย ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายให้ความช่วยเหลือ เพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม นอกจากนี้ยังได้รับการช่วยเหลือจากองค์กรเอกชน (NGO) การควบคุมดูแลของรัฐที่มีต่อชนกลุ่มน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณอำเภอสังขละบุรีและอำเภอทองผาภูมิ

ชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอยู่ในเขตไทยบางพวกได้สร้างปัญหาให้กับทางการเป็นอย่างมากมีการบุกรุกป่าทั้งที่ทำเองและรับจ้างนายทุน นำโรคบางชนิดเข้าสู่ประเทศไทย เช่น โรคเท้าช้าง มาลาเรีย วัณโรค ประชากรมีการเคลื่อนย้ายมาก ทำให้การป้องกันโรคค่อนข้างลำบาก

2. ปัญหาด้านการค้าขาย รัฐบาลเมียนมาร์ได้ประกาศห้ามนำสินค้าเข้าประเทศหลายรายการ ซึ่งเป็นสินค้าหลักๆของไทย เช่นผงชูรส เส้นหมี่ บะหมี่สำเร็จรูป เบียร์ บุหรี่ อาหาร ผลไม้กระป๋อง ฯลฯ ส่วนสินค้าห้ามส่งออก มีสินค้าบางรายการที่ไทยยังต้องพึ่งพาอยู่เพราะสามารถนำมาแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมสำเร็จได้ เช่น ถั่วลิสง การถั่วเหลือง อัญมณี วัว ควาย ไม้สัก สินค้าต้องห้ามดังกล่าว เป็นสินค้าที่พ่อค้าแม่ค้าต้องการซื้อและขาย เมื่อทางการห้ามซื้อขาย จึงมีการลักลอบค้าขาย ปัญหาที่ตามมาคือเกิดความขัดแย้งกัน เกิดกลุ่มอิทธิพลทางการค้า สินค้าขาดการตรวจสอบคุณภาพ เกิดอาชญากรรม และสร้างปัญหาให้กับทางการ ถึงแม้จะมีจุดผ่อนปรนบริเวณชายแดนแล้วก็ตาม

3. ปัญหาด้านการศึกษา ปัญหาด้านการจัดการศึกษาบริเวณชายแดน ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ มีปัญหาเหมือนกันเพราะสภาพเศรษฐกิจ สภาพทั่วไปมีความยากจนขาดแคลนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน โรคภัยไข้เจ็บ การเดินทางจากบ้านไปสู่โรงเรียนลำบาก ส่วนชาวต่างชาติหรือชนกลุ่มน้อยจะมีปัญหาที่แตกต่างออกไปคือ ภาษา เช่นชาวมอญ กระเหรี่ยง เมียนมาร์ มีภาษาพูดและภาษาเขียนแตกต่างกัน

4. ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เรื่องที่ทำกินโดยคนไทยที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแควน้อยตั้งแต่อำเภอทองผาภูมิขึ้นไปถึงอำเภอสังขละบุรีมักมีปัญหาเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน

การแบ่งเขตการปกครองของจังหวัดกาญจนบุรี

การแบ่งเขตการปกครองในปี 2541 จังหวัดกาญจนบุรีแบ่งการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ 95 ตำบล และ 877 หมู่บ้าน มีหน่วยราชการส่วนภูมิภาค 26 หน่วยงาน หน่วยงานบริหารราชการส่วนท้องถิ่นประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 1 แห่ง สุขาภิบาล 25 แห่ง และสภาตำบล 3 แห่ง มีหน่วยงานราชการส่วนกลาง 37 แห่ง และรัฐวิสาหกิจ 8 แห่ง

 

ตารางที่ 2 แสดงการแบ่งเขตการปกครองของจังหวัดกาญจนบุรี

อำเภอ

ตำบล

หมู่บ้าน

อบต .

เทศบาล

สุขาภิบาล

สภาตำบล

เมืองกาญจนบุรี

11

98

11

1

3

-

ท่าม่วง

13

107

13

-

4

-

ท่ามะกา

16

150

16

1

5

-

พนมทวน

8

89

7

-

2

1

เลาขวัญ

7

71

7

-

2

-

บ่อพลอย

6

74

6

-

2

-

ไทรโยค

7

53

7

-

2

-

ทองผาภูมิ

7

42

6

-

1

1

ศรีสวัสดิ์

6

31

6

-

1

-

สังขละบุรี

3

19

3

-

1

-

ด่านมะขามเตี้ย

4

38

3

-

1

1

หนองปรือ

3

39

3

-

1

-

ห้วยกระเจา

4

66

4

-

-

-

รวม

95

877

92

2

25

3

 

จากตารางอำเภอต่างๆของจังหวัดกาญจนบุรีมีพื้นที่และแบ่งเขตการปกครองดังนี้

1. อำเภอทองผาภูมิ พื้นที่ 3,655 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 7 ตำบล

42 หมู่บ้าน 1 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 13 แห่ง

2. อำเภอสังขละบุรี พื้นที่ 3,349 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 3 ตำบล

19 หมู่บ้าน 1 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 3 แห่ง

3. อำเภอศรีสวัสดิ์ พื้นที่ 3,296 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 6 ตำบล

31 หมู่บ้าน 1 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 6 แห่ง

4. อำเภอไทรโยค พื้นที่ 2,729 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 7 ตำบล

53 หมู่บ้าน 2 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 7 แห่ง

5. อำเภอเมืองกาญจนบุรี พื้นที่ 1,236 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 11 ตำบล 98 หมู่บ้าน 1 เทศบาล 3 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 11 แห่ง

6. อำเภอบ่อพลอย พื้นที่ 967 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 6 ตำบล

74 หมู่บ้าน 2 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 6 แห่ง

7. อำเภอเลาขวัญ พื้นที่ 831 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 7 ตำบล

71 หมู่บ้าน 2 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 7 แห่ง

8. อำเภอด่านมะขามเตี้ย พื้นที่ 807 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 4 ตำบล 38 หมู่บ้าน 1 สุขาภิบาลตำบล 1 สภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 3 แห่ง

9. อำเภอห้วยกระเจา พื้นที่ 622 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 4 ตำบล

66 หมู่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 4 แห่ง

10. อำเภอท่าม่วง พื้นที่ 611 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 13 ตำบล

107 หมู่บ้าน 4 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 13 แห่ง

11. อำเภอพนมทวน พื้นที่ 536 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 8 ตำบล

439 หมู่บ้าน 2 สุขาภิบาลตำบล 1 สภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 7 แห่ง

12. อำเภอหนองปรือ พื้นที่ 502 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 3 ตำบล

39 หมู่บ้าน 1 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 3 แห่ง

13. อำเภอท่ามะกา พื้นที่ 341 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 16 ตำบล

150 หมู่บ้าน 1 เทศบาล 5 สุขาภิบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 16 แห่ง

การแบ่งเขตการปกครองเป็นตำบลของอำเภอต่างๆ โดยอำเภอท่ามะกาแยกเขตการปกครองออกเป็น 16 ตำบลมากที่สุด รองลงมาเป็นอำเภอท่าม่วง อำเภอเมือง อำเภอพนมทวน อำเภอเลาขวัญ อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอบ่อพลอย อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอห้วยกระเจา อำเภอสังขละบุรี และอำเภอหนองปรือ โดยแยกเขตการปกครองออกเป็น 13 11 8 7 7 7 6 6 4 4 3 และ 3 ตำบลตามลำดับ

อำเภอท่ามะกา แยกการปกครองออกเป็น 16 ตำบล ได้แก่ ตำบลท่าเรือ ตำบลหนองลาน ตำบลท่ามะกา ตำบลสนามแย้ ตำบลยางม่วง ตำบลดอนขมิ้น ตำบลดอนชะเอม ตำบลท่าไม้ ตำบลท่าเสา ตำบลพงตึก ตำบลหวายเหนียว ตำบลแสนตอ ตำบลเขาสามสิบหาบ ตำบลอุโสกสี่หมื่น ตำบลตะคร้ำเอน และตำบลโคกตะบอง

อำเภอท่าม่วง แยกการปกครองออกเป็น 13 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองตากยา ตำบลบ้านใหม่ ตำบลวังศาลา ตำบลหนองขาว ตำบลทุ่งทอง ตำบลม่วงชุม ตำบลวังขนาย ตำบลท่าม่วง ตำบลท่าล้อ ตำบลเขาน้อย ตำบลท่าตะคร้อ ตำบลรางสาลี และตำบลพังตรุ

อำเภอเมือง แยกการปกครองออกเป็น 11 ตำบล ได้แก่ ตำบลช่องสะเดา ตำบลวังด้ง ตำบลลาดหญ้า ตำบลบ้านเก่า ตำบลวังเย็น ตำบลหนองบัว ตำบลหนองหญ้า ตำบลเกาะสำโรง ตำบลท่ามะขาม ตำบลปากแพรก และตำบลแก่งเสี้ยน

อำเภอพนมทวน แยกการปกครองออกเป็น 8 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองโรง ตำบลทุ่งสมอ ตำบลพังตรุ ตำบลพนมทวน ตำบลรางหวาย ตำบลดอนเจดีย์ ตำบลหนองสาหร่าย และตำบลดอนตาเพชร

อำเภอเลาขวัญ แยกการปกครองออกเป็น 7 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองฝ้าย ตำบลทุ่งกระบ่ำ ตำบลนกแก้ว ตำบลหนองประดู่ ตำบลเลาขวัญ ตำบลหนองโสน และตำบลหนองปลิง

อำเภอทองผาภูมิ แยกการปกครองออกเป็น 7 ตำบล ได้แก่ ตำบลชะแล ตำบลท่าขนุน ตำบลสหกรณ์นิคม ตำบลหินดาด ตำบลลิ่นถิ่น ตำบลปิล๊อก และตำบลห้วยเขย่ง

อำเภอศรีสวัสดิ์ แยกการปกครองออกเป็น 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลเขาโจด ตำบลนาสวน ตำบลแม่กระบุง ตำบลด่านแม่แฉลบ ตำบลหนองเป็ด และตำบลท่ากระดาน

อำเภอบ่อพลอย แยกการปกครองออกเป็น 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองรี ตำบลหลุมรัง ตำบลหนองกร่าง ตำบลช่องด่าน ตำบลบ่อพลอย และตำบลหนองกุ่ม

อำเภอด่านมะขามเตี้ย แยกการปกครองออกเป็น 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลจระเข้เผือก ตำบลกลอนโด ตำบลหนองไผ่ และตำบลด่านมะขามเตี้ย

อำเภอห้วยกระเจา แยกการปกครองออกเป็น 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลห้วยกระเจา ตำบลสระลงเรือ ตำบลดอนแสลบ และตำบลวังไผ่

อำเภอสังขละบุรี แยกการปกครองออกเป็น 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองลู ตำบลไล่โว และตำบลปรังเผล

อำเภอหนองปรือ แยกการปกครองออกเป็น 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองปรือ ตำบลสมเด็จเจริญ ตำบลหนองปลาไหล

แร่ธาตุในจังหวัดกาญจนบุรี

แร่ธาตุเป็นทรัพย์กรธรรมชาติที่จัดอยู่ในประเภทใช้แล้วสิ้นเปลืองหมดสิ้นไปคือเมื่อนำมาใช้แล้วจะค่อย ๆ หมดไป บางชนิดเมื่อใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก เช่น แร่โลหะตาง ๆ แร่ธาตุบางหมดไปพร้อม ๆ กับ การใช้เช่น ถ่านหิน ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ แร่เป็นทรัพย์กรที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของท้องถิ่น บริเวณใดมีทรัพย์กรแร่ธาตุมากโอกาศที่จะพัฒนาทรัพย์กรแร่ธาตุนั้นให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและยุทธปัจจัย รวมทั้งการสนับสนุนความเป็นของสังคมให้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้น

 

ความหมายของแร่ธาตุ

แร่ คือ ธาตุที่ประกอบสารอินนทรีย์ที่มีเนื้อเดียวกัน เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีโครงสร้างและส่วนประกอบเคมีตายตัว และเขียนสูตรเคมีแทนได้ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติทางกายภาพ และเคมีตลอดจนคุณสมบัติทางแสงเฉพาระตัวแร่ประกอบธาตุเพียงธาตุเดียวหรือสารประกอบของธาตุทั้ง 2 ชนิดขึ้นไป แร่พบได้ทั้งในดินในหิน ในน้ำและอากาศ

 

ความสำคัญและประโยชน์ของแร่ธาตุ

แร่ธาตุเป็นทรัพย์กรที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพทุกยุคทุกสมัยระยะแรกนำมาผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องใช้ในการตัดขุด และเจาะ ต่อมาพัฒนามาใช้ประกอบการงาน ใช้เป็นส่วนประกอบของสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนความอบอุ่น ใช้ผลิตเครื่องมือเครื่องใช้อื่น ๆ เช่น ยานพาหนะที่ใช้ในการคมนาคมขนส่ง คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ตามต้องการ

แร่ธาตุมีความสำคัญต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงเป็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ โดยใช้วัตถุดิบและพลังงานในการผลิต เช่น แร่เหล็ก ทองแดง สังกะสี อลูมิเนียม ถ่านหิน น้ำมันปิโตเลียม ฯลฯ ส่วนประกอบทางอ้อม คือประโยชน์ทางอ้อม คือประโยชน์ในเชิงนิเวศ์วิทยาเป็ฯธาตุที่หมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศน์โดยเป็นตัวการสนับสนุนการเจริญเติบโต และการดำเนินกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งในฐานะเป็นผู้ผลิตได้แก่ พืช และผู้บริโภคได้แก่สัตว์ แร่ธาตุที่มีความสำคัญในลักษณะนี้ได้แก่ ไนโตเจน โปรแตสเซียม ฟอสฟอรัส คาร์บอน แคลเซียม ดิน เป็นต้น เราสามารถสรุปประโยชน์ของแร่ธาตุได้ดังนี้

1. ให้พลังงานและเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินลิกไนต์ ช่วยในการให้ความร้อนในการหุงต้มในครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องจักรและยานพาหนะต่าง ๆ

2. ใช้ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เช่นทองแดง เป็นวัตถุที่มีความสำคัญในการผลิตอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด ใช้ผลิตอุกรณ์ โทรเลข โทรศัพท์ เงิน ใช้ผสมทำเหรียญกษาปณ์ เครื่องประดับ เครื่องใช้ และชุบโลหะ

3. ใช้ประดิษฐ์เครื่องจักรกล เครื่องมือทุนแรง และยานพาหนะ เช่นเหล็ก โมลิบดินั่ม ซึ่งใช้ผสมเหล็กเพื่อทำเหล็กกล้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือขีปนาวุธ

4. ใช้ในการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อขุดสำรวจหาแร่ชนิดอื่น ๆ เช่นแร่แบไรท์ ใช้ผสมโคลนในการเจาะสำรวจโดยทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นและกันไม่ให้หัวเจาะร้อนจัด เพชรใช้ตัดหัวสว่านเจาะพื้น ดิน – หิน ใช้ทำใบเลื่อนสำหรับตัดหินตัดพลอย

5. เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ทำให้เกษตรกรได้รับผลผลิตสูงขึ้น เช่น แร่ยิปซั่ม ใช้ทำปุ๋ย แร่ฟอสเฟต ซึ่งมีธาตุฟอสฟอรัส เป็นองค์ประกอบสำคัญใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยเพื่อเพิ่มฟอสฟอรัสให้กับดิน

6. ช่วยให้ประชาชนมีอาชีพ การทำเหมืองแร่รูปแบบต่าง ๆ ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก และแร่ที่ขุดได้เมื่อนำใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแต่ละประเภท ส่วนใหญ่จะใช่แรงคนในการผลิต ทำให้คนมีรายได้ มีอาชีพที่มั่นคง รวมไปถึงผู้ประกอบกิจการค้าขาย เครื่องมือเครื่องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีแร่เป็นองค์ประกอบ แม้กระทั้งการกระจายผลิตภัณฑ์สู่ตลาดหรือผู้บริโภค ก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก

7. ประเทศชาติมีรายได้จากการขายแร่ให้กับต่างประเทศ หรือการผลิตเครื่องมืออุปกรณ์เครื่องใช้ งานศิลปะส่งออกจำหน่าย การมีแร่ธาตุต่าง ๆ หลายชนิดย่อมทำให้เกิดความมั่นคงของประเทศชาติทางด้านเศรษฐกิจ และการนำเอาทรัพย์กรแร่ธาตุไปใช้ในการเสริมสร้างกำลังอาวุธก็มีผลถึงความมั่นคงของประเทศเช่นกัน

ลักษณะทางธรณีสัณฐานที่เด่นชัดของจังหวัดกาญจนบุรี

ธรณีสัณฐานคาสต์

คาสต์เป็นคำที่ใช้เรียกภูมิประเทศที่เกิดขึ้นบริเวณที่หินเป็นหินปูน หรือหินโดโลไมท์ โดยเฉพาะบริเวณที่ขึ้นอยู่กับการละลายใต้ระดับผิว และให้น้ำที่ไหลบนพื้นที่ผิวเปลี่ยนเป็นไหลไปตามทางน้ำใต้พื้นดิน ธรณีสัณฐานคาสต์มีที่มาจากชื่อท้องถิ่น Dinaric karst ในสาธารณรัฐโครเอเชีย ( Republic of Croatia ) ภูมิประเทศที่เรียกว่าคาสต์นี้มีลักษณะเป็นหลุมเป็นแอ่งเกิดขึ้นทั่วไป เกิดจากการที่น้ำระบายลงใต้ดิน และละลายเอาหินบริเวณนั้นออกไป เหลือภูมิประเทศเป็นแอ่ง เนิน ภูเขา หุบเขา และร่องน้ำที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากภูมิประเทศทั่วไป

เงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาการของภูมิประเทศหินปูน 4 ประการที่จะช่วยให้ภูมิประเทศหินปูนพัฒนาไปได้สมบูรณ์ที่สุด คือ

•  จะต้องมีหินปูนหรือหินละลายน้ำได้อยู่บริเวณพื้นผิวหรือใกล้พื้นผิว และที่เหมาะที่สุดคือ หินปูน หินโดโลไมต์ ก็ละลายได้ แต่ไม่ดีเท่าหินปูน ชอล์คก็สามารถละลายได้แต่ก็ไม่ดีเหมือนสองชนิดแรก

•  ปัจจัยที่สำคัญที่สุด หินที่ละลายน้ำได้ต้องมีความหนาแน่นสูง มีรอยแยกและเหนืออื่นใดต้องมีชั้นบาง

•  เป็นเงื่อนไขที่จะช่วยให้การพัฒนาของภูมิประเทศหินปูนดำเนินไปอย่างดี คือต้องมี “ หุบเขาอยู่ตัว ” (Entrenched valleys) อยู่ใต้ที่สูงและมีหินละลายง่ายและมีรอยแยกมาอยู่ใต้หุบเขา สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญเพราะจะทำให้น้ำใต้ดินไหลผ่านหินเหล่านี้ได้ การละลายหินปูนจะทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศต่างๆ ได้ ก็เมื่อมันสามารถไหลไปกับน้ำใต้ดินได้การหมุนเวียนของน้ำอย่างดีจะทำให้เกิดภูมิประเทศหินปูนได้เร็วและสมบูรณ์กว่าน้ำที่หมุนเวียนไม่ดีหรือน้ำนิ่ง

•  บริเวณที่จะมีภูมิประเทศหินปูนได้ อย่างน้อยต้องมีฝนตกปานกลาง สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญเพราะว่าพื้นที่ที่มีภูมิประเทศหินปูนนั้นจะอยู่ในบริเวณที่ฝนตกปานกลางหรือฝนตกมากโดยทั่วไปแล้วเขตแห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งจะไม่มีภูมิประเทศหินปูนปรากฏให้เห็นมากนัก จึงกล่าวได้ว่าบริเวณที่มีภูมิประเทศแบบหินปูนนั้นเป็นเขตชุ่มชื้น

 

ธรณีสัณฐานคาสต์แบบต่างๆ

ลักษณะภูมิประเทศหินปูน มิได้หมายความว่าจะมีปรากฏในทุกที่ที่มีหินปูนที่หนึ่ง อาจจะมีภูมิประเทศเพียงแบบเดียวหรือสองสามแบบขึ้นอยู่กับลักษณะของการพัฒนาและช่วงเวลาในการพัฒนา หินปูนมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีเมื่อน้ำมีความเป็นกรดเล็กน้อย เมื่อฝนตกจะได้รับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ และในดิน ทำให้น้ำมีความเป็นกรดอย่างอ่อน หินปูนเมื่อได้รับฝนเป็นประจำ ผิวหน้าของหินปูนจะถูกละลายออกไปเกิดเป็นหลุมและร่องเล็กๆ บนผิวของปูน ส่วนที่ไม่ละลายน้ำจะแปรสภาพเป็นดินปกคลุมหินปูนบริเวณนั้นและมีต้นไม้ขึ้น โดยทั่วไปดินที่เหลือจากการละลายของหินปูนออกไปแล้วเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต้นไม้ขึ้นได้ดี ดังจะเห็นได้ว่าบริเวณที่รองรับด้วยหินปูนจะมีการทำการเกษตรอยู่ทั่วไป เมื่อน้ำฝนซึมผ่านดินลงไปสัมผัสกับหินปูน และซึมลงไปในหินปูนตามรอยแตก น้ำที่สัมผัสหินปูนจะละลายหินปูนออกไปด้วย โดยเริ่มต้นละลายหินปูนจากผนังของรอยแตกแล้วซึมผ่านรอยแตกลึกลงไปใต้ดิน ส่วนที่เหลือจากการละลายจะกลายเป็นดินปกคลุมหินปูนไว้ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม สำหรับบริเวณซึ่งเป็นที่ลาดเอียงหรือมีการโค่นถางป่าทำให้ดินตะกอนถูกชะล้างออกไปได้ง่าย หินปูนโผล่ให้เห็นเป็นโหนกและเป็นร่องลึก ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ เรียกว่า พื้นที่ลาเปียซ (lapiaz) หรือป่าช้าหินปูน ลักษณะภูมิประเทศเหล่านี้มีขนาดเล็ก จึงไม่ปรากฏให้เห็นในรูปถ่ายทางอากาศหรือภาพจากดาวเทียม แต่จะเห็นได้ตามพื้นภูมิประเทศที่ลาดเอียงเชิงเขาซึ่งดินถูกชะล้างออกไป

การละลายของหินปูนทำให้ภูมิประเทศมีลักษณะแตกต่างจากหินชนิดอื่น มองในทางราบมีลักษณะเป็นยอดเขาแหลมจำนวนมาก ดังตัวอย่างที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกิดจากหินปูนละลายออกไปเกิดเป็นหลุมยุบหรือหุบยุบ ทำให้เห็นส่วนที่เหลือเป็นยอดเขาแยกจากกันเป็นหลายยอด

หลุมยุบและหุบยุบ เป็นธรณีสัณฐานที่พบเป็นส่วนใหญ่ในบริเวณที่เป็นหินปูน มีลักษณะเป็นหลุมหรือแอ่ง มีระดับต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ มีรูปร่างและขนาดต่างๆ วัดได้เป็นเมตรหรือมากกว่ากิโลเมตร หลุมยุบเกิดจากการที่น้ำละลายหินปูน และซึมลงใต้ดินตามแนวรอยแตกจนเกิดเป็นหลุมลึกต่ำกว่าบริเวณอื่นๆ หรือการที่หินปูนที่อยู่ลึกลงใต้ดินถูกละลายออกไปจนเป็นโพรงใหญ่ เมื่อเกิดใกล้พื้นดินไม่สามารถรับน้ำหนักได้ส่วนเพดานก็จะถล่มเป็นหลุมลึกหลุมยุบอาจมีรูปร่างเป็นรูปคล้ายกรวย หรืออาจลาดชันเป็นเหวลึก ขึ้นอยู่กับลักษณะการเกิดของหลุมยุบ หลุมยุบเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเป็นทางที่น้ำระบายลงสู่ใต้ดิน เรียกว่า “ ช่องน้ำมุด ” หรือ “ สะดือหลุม ” (Swallow Hole) เมื่อน้ำในหลุมมีมากแต่ระบายลงสู่ใต้ดินช้าจะเกิดเป็นน้ำขังเป็นหนอง บึง ตำแหน่งหลุมยุบมักพัฒนาตรงบริเวณที่มีรอยแตก และเกิดขึ้นง่ายที่รอยแตกตัดกันจึงเห็นหลุมยุบเรียงตัวเป็นแนว หลุมยุบเมื่อเริ่มต้นมีขนาดเล็ก และค่อยๆ พัฒนามีขนาดใหญ่และลึกมากขึ้น เมื่อหลุมยุบขยายตัวใหญ่ขึ้นอาจเชื่อมถึงกันเป็นหลุมใหญ่เรียกว่า หุบยุบ

เขาหินปูนฝาชี (Cone Karst) เกิดในบริเวณหินปูนมีรอยแตกตัดกันเป็นแนว น้ำละลายหินปูนได้ดีตรงรอยแตกที่ตัดกันเกิดเป็นแอ่งรูปดาว ส่วนที่ยังไม่ละลายเหลือเป็นเนินเขาวงกลมคล้ายฝาชีจำนวนมาก บางแห่งเหลือเนินเขาฝาชีกระจายเป็นแห่งๆ เกิดจากการละลายของหินปูนโดยรอบ เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการสึกกร่อนในวัฏจักรของธรณีสัณฐานคาสต์

เขาปูนผาชัน (Tower Karst) เกิดจากการกัดกร่อนทางแนวราบของทางน้ำไหลหรือคลื่นกระแสน้ำ ทำให้บริเวณเชิงเขาถูกกัดกร่อน และส่วนบนของหินปูนพังลงมาเป็นหน้าผาชัน

ถ้ำ และธารมุด (Subterranean Stream) เป็นธรณีสัณฐานเกิดในหินปูนวึ่งมองไม่เห็นด้วยรูปถ่ายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม อย่างไรก็ตามบริเวณหลุมยุบที่มีตำแหน่งธารมุด หรือน้ำหาย และบริเวณที่ธารน้ำไหลออกจากถ้ำหรือหน้าผาหินปูนจะเห็นตำแหน่งได้ด้วยรูปถ่ายทางอากาศ และภาพจากดาวเทียมการทำแผนที่แสดงตำแหน่งหลุมยุบ ธารมุด น้ำหาย และบริเวณที่ธารน้ำไหลออกจากถ้ำ สามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการสำรวจถ้ำและธารน้ำมุด

 

ธรณีสัณฐานคาสต์ในกาญจนบุรี

กาญจนบุรีมีหินปูนและโดโลไมท์รองรับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาหลายอำเภอ เช่น อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี อำเภอบ่อพลอย ธรณีสัณฐานคาสต์หินปูนของกาญจนบุรี จะอยู่ในหินชุดราชบุรี ยุคเพอร์เมียน - คาร์บอนิเฟอรัส สำหรับตัวอย่างธรณีสัณฐานในกาญจนบุรีคือ

•  อำเภอไทรโยค พื้นที่ระหว่างแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อยทางด้านตะวันออกของอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี รองรับด้วยหินปูนชุดราชบุรี ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาแสดงธรณีสัณฐานคาสต์แบบเขาหินปูนฝาชีที่เด่นชัดกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ทางด้านเหนือของเทือกเขาหินปูนเป็นแนวผาชันที่เกิดตามแนวรอยเลื่อน ภูมิประเทศบนเทือกเขาหินปูนแห่งนี้ นอกจากปรากฏลักษณะตะปุ่มตะป่ำ ของเขาหินปูนฝาชีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่แล้ว ยังมีลักษณะของหุบเขาคาสต์ขนาดใหญ่ 2 แนว ได้แก่แนวตะวันออกเฉียงเหนือ คือห้วยกุ้ง และแนวตะวันตกเฉียงใต้ มีธารมุดซึ่งทำมุมเกือบตั้งฉากกัน คาดว่าเป็นหุบเขาคาสต์ที่เกิดจากการละลายและยุบตัวตามแนวรอยเลื่อน แม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อยกัดเซาะลึกลงในพื้นที่ภูมิประเทศ สร้างลานตะพักลำน้ำ หลายระดับบนบริเวณที่ราบตะกอนน้ำพาของแม่น้ำทั้งสอง เป็นที่น่าสังเกตว่าในบริเวณเทือกเขาหินปูนด้านที่อยู่ใกล้แม่น้ำทั้งสอง มีลักษณะภูมิประเทศลาดเอียงและมีร่องรอยของการละระดับความสูงเป็นชั้นๆ ลงมาคล้ายลานตะพักลำน้ำ

•  อำเภอทองผาภูมิ ทิวเขาหินปูนยุคเพอร์เมียนทางด้านตะวันตกของอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแนวตะวันตกเฉียงเหนือ – ตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มจากตอนใต้ของอ่างเก็บน้ำขนานกับฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแควน้อย ธรณีสัณฐานด้านตะวันตกของทิวเขาเป็นผารอยเลื่อนแล้วลาดลงมาทางด้านตะวันออก มาสิ้นสุดที่ห้วยแม่น้ำแควน้อย รูปร่างทิวเขางอคล้ายมุมเมอแรง ในภาพจากดาวเทียมเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาดังกล่าว บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของ อำเภอทองผาภูมิ แสดงธรณีสัณฐานคาสต์หลายรูปแบบ เช่น หลุมยุบ หุบยุบ ธารมุด เป็นต้นน้ำของห้วยขาแข้ง รอยยุบวงแหวน และเขาหินปูนฝาชี เป็นต้น

หลุมยุบและหุบยุบเชื่อมต่อที่ปรากฏอยู่ในบริเวณนี้ ส่วนใหญ่เรียงตัวกันเป็นแนวตามแนวรอยเลื่อน ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายทิศทาง ได้แก่ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ - ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ - ใต้ ในบางส่วนของบริเวณทิวเขาด้านตะวันออก เป็นเขาหินปูนผาชันทั้งสองด้านคาดว่า เกิดจากการถล่มตามแนวโพรงถ้ำที่มีทางน้ำไหลผ่านที่ราบลงสู่แม่น้ำแควน้อย ในบริเวณหุบเหล่านี้มีโอกาสพบถ้ำธารมุด โดยเฉพาะบริเวณหุบที่ห้วยขาช้างไหลผ่าน น้ำจะไหลผ่าน น้ำจะไหลผ่านธารมุดซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำของลำห้วยนี้

 

ธรณีสัณฐานรอยเลื่อน (Fault)

รอยเลื่อน (Fault) เป็นโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่มีพบอยู่โดยทั่วไป เป็นโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ก่อให้เกิดลักษณะภูมิประเทศได้หลายแบบที่นักธรณีสัณฐานวิทยาให้ความสนใจ เหตุที่รอยเลื่อนเป็นลักษณะที่น่าสนใจ อาจจะเนื่องมาจาก

•  การยกตัว การจมตัว หรือการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกไปในแนวระนาบ ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศที่ต่อเนื่องอีกหลายอย่าง

•  ทำให้เกิดแนวกระแทกหรือเขตเชื่อมของหิน ซึ่งเป็นเขตที่ถูกกัดกร่อนพัดพาได้ง่ายกว่าหินที่อยู่โดยรอบ

•  การเลื่อนตัวเป็นการนำหินที่อ่อนแอมาสัมผัสกับหินที่แข็งแรง ทำให้เกิดการกัดกร่อนพัดพาสองข้างของรอยเลื่อนแตกต่างกัน

 

ตามธรรมชาติแล้วรอยเลื่อนจะเป็นมุมสูง (Hight Angle) หรือมุมต่ำ (Low Angle) และทั้งสองนี้อาจเกิดแบบธรรมดาหรือแบบเลื่อนย้อน (Reverse Fault) อย่างไรก็ตามรอยเลื่อนธรรมดาชนิดมุมต่ำมีพบน้อย ในบางพื้นที่มีร่องรอยของรอยเลื่อนที่เรียกว่า รอยเลื่อนทรานสเคอเรนต์ (Transcur-rent Fault) ซึ่งเป็นการเลื่อนทางด้านระนาบมากกว่าด้านดิ่ง ลักษณะบนรอยเลื่อนที่น่าสนใจได้แก่รอยเลื่อนที่เกิดขึ้นบนรอยเลื่อนมุมสูง

สำหรับธรณีสัณฐานรอยเลื่อนของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ หุบเขารอยเลื่อน ด่านเจดีย์สามองค์ ชื่อรอยเลื่อนเจดียืสามองค์ได้มาจากรอยเลื่อนที่พาดผ่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี รอยเลื่อนนี้เป็นรอยเลื่อนเหลื่อมข้าง ซึ่งมีทิศทางการวางตัวอยู่ในแนวตะวันออกเฉียงใต้ค่อนไปทางทิศตะวันออก และขนานกับทิศทางการวางตัวของรอยเลื่อนแม่ปิง รอยเลื่อนดังกล่าว มีขอบเขตอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ของหุบเขาแม่น้ำแควน้อย ซึ่งเป็นขอบเขตทางด้านเหนือของหินโคลนกรวดมหายุคพาลีโอโซอิกตอนปลาย หรือที่เรียกว่าหินชุดภูเก็ต หรือชุดหินแก่งกระจานในประเทศไทย และหินชุดเมอร์กุยในประเทศเมียนมาร์ มีหลักฐานว่ารอยเลื่อนเจดีย์สามองค์นี้ต่อเนื่องมาจากทางด้านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเข้าไปในประเทศเมียนมาร์ ไปบรรจบกับรอยเลื่อนมัณฑะเลย์ ใกล้กับกรุงย่างกุ้ง รอยเลื่อนที่พบตามแม่น้ำแควน้อยนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้เนื่องจากความแตกต่างกันของลักษณะทางธรณีวิทยาทั้งสองฝั่งของแม่น้ำแควน้อย ได้แก่กลุ่มรอยเลื่อนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นมีความสำคัญตลอดแม่น้ำแควน้อย ได้แก่กลุ่มรอยเลื่อนที่ขนาบกับแม่น้ำแควใหญ่ที่อยู่ทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ รอยเลื่อนดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดแอ่งยาวแต่แคบ เป็นขอบของหินตะกอนมหายุคมีโสโซอิกกับมหายุคพาลีโอโซอิก ตอนปลายทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และหินมหายุคพาลีโอโซอิกและยุคแคมเบรียนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

หุบเขายาวที่แม่น้ำแควน้อยไหลผ่านและต่อเนื่องลงมาตามแนวแม่น้ำแม่กลองผ่านที่ราบเจ้าพระยาลงมาจนถึงอ่าวไทย รวมไปถึงหุบเขาที่เป็นแนวขนานหรือเป็นส่วนของหุบเขาเหล่านี้เกิดขึ้นโดยการทำงานของน้ำที่กัดกร่อนลึกลงตามแนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่ในภาพถ่ายจากดาวเทียม แสดงให้เห็นหุบเขาและทางน้ำพาดผ่านเข้าไปในบริเวณด่านเจดีย์สามองค์ และเลยต่อไปยังเมืองมัณฑะเลย์หุบเขาดังกล่าวเป็นแนวทางการเดินทางและขนถ่ายสินค้าซึ่งมีมาแต่อดีตนานนับพันปี ปัจจุบันได้มีการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ในหุบเขารอยเลื่อนนี้ได้แก่ เขื่อนเขาแหลมที่แม่น้ำแควน้อย และเขื่อนศรีนครินทร์ที่แม่น้ำแควใหญ่

 

ธรณีสัณฐานภูเขาไฟ

หินร้อนเหลวมีอยู่ภายใต้พื้นโลกที่เรียกว่า “ แมกมา ” เมื่อเคลื่อนตัวขึ้นมาบนพื้นผิวโลกเรียกว่า “ ลาวา ” เมื่อเย็นตัวลงจะกลายเป็นหิน เกิดเป็นภูมิประเทศแบบ “ ภูเขาไฟ ” และ “ ลาวาหลาก ” ภูเขาไฟเป็นสัณฐานที่เป็นเนินหรือภูเขาสูงคล้ายฝาชีหรือกรวยคว่ำ มีปล่องภูเขาไฟ (Volcanic Crater) ให้ลาวาและก๊าซไหลออก ภูเขาไฟบางแห่งเป็นเพียงเนินสูงไม่มีปล่องภูเขาไฟ สำหรับลาวาหลากเป็นสัณฐานธรณีที่เกิดจากลาวาไหลคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างเมื่อเย็นตัวลงเกิดเป็นภูมิประเทศที่มีลักษณะราบตามขอบเขตที่ลาวาไหลคลุมไปถึง บางแห่งที่ลาวาไหลขึ้นมาจำนวนมากจะมีลักษณะภูมิประเทศแบบที่ราบสูง การแข็งตัวของแมกมาภายใต้ผิวโลกมีลักษณะต่างกันโดยจะไม่แสดงธรณีสัณฐานให้เห็นจนกว่าหินที่ปิดทับอยู่จะถูกกัดกร่อนไป การเย็นตัวของลาวาบนพื้นผิวโลกเกิดเป็นภูเขาไฟและลาวาหลากแบบต่างๆ เมื่อลาวาแข็งตัวเป็นภูมิประเทศแบบภูเขาไฟและลาวาหลากแล้วจะถูกกัดกร่อนเปลี่ยนแปลงไป ส่วนที่เป็นภูเขาไฟอาจเหลืออยู่แต่เพียงแกนกลางของภูเขาไฟซึ่งเป็นหินมีธรณีสัณฐานแบบ “ แกนภูเขาไฟ ” (Volcanic Neck)

การเคลื่อนตัวขึ้นมาบนพื้นผิวโลกของหินร้อนเหลว เรียกกันทั่วๆ ไปว่า การประทุของ ภูเขาไฟหรือการระเบิดของภูเขาไฟ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ภูเขาไฟระเบิด ลักษณะของการระเบิดอาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงเกิดความสั่นสะเทือนรู้สึกได้เป็นบริเวณกว้างส่งก๊าซและเถ้าภูเขาไฟขึ้นไปในบรรยากาศสูงนับเป็นกิโลเมตรหรืออาจเป็นเพียงลาวาที่เกิดจากหินร้อนไหลขึ้นมาบนผิวแบบเงียบๆ มีผลกระทบเพียงบริเวณแคบๆ ที่ลาวาไหลคลุมไปถึง ซึ่งผู้คนอาจยืนดูการไหลของลาวาได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่มีอันตราย ลักษณะการระเบิดของภูเขาไฟขึ้นอยู่กับความหนืดและอุณหภูมิของลาวาตลอดจนไอน้ำและอุณหภูมิสูง จะไหลได้ง่ายคลุมพื้นที่เป็นพื้นที่กว้าง และไม่เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ลาวาประเภทนี้มักขึ้นมาตามรอยแตกของเปลือกโลกขนาดใหญ่และลึก บางแห่งเกิดช่องปะทุหรือเรียกว่า ปล่องภูเขาไฟขนาดเล็ก ลาวาประเภทนี้เรียกว่า เบสิกลาวา (Basic Lava) ได้แก่ หินบะซอลต์ ซึ่งมีคุณสมบัติปล่อยให้ไอน้ำออกไปได้ง่าย ทำให้มีลักษณะเป็นรูพรุนเป็นช่องกลมๆ ลาวาที่มีความหนืดสูงอุณหภูมิต่ำจะไหลยากและแข็งตัวง่ายทำให้บริเวณช่องประทุแข็งตัวแข็งตัวเป็นหินกักเก็บไอน้ำไว้เป็นจำนวนมาก เกิดความดันสูง และระเบิดออกอย่างรุนแรง เกิดไอน้ำและเถ้าภูเขาไฟออกไปในอากาศ ลาวาประเภทนี้เรียกว่า แอวิดลาวา (acid lava) ได้แก่ หินโรโอไลต์ หินแอนดีไซต์ และแร่ประเภทแอลคาไลน์ (alkaline) การระเบิดจะผ่านออกทางช่องปะทุ หรือปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ การระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่ การระเบิดของภูเขาไฟ จะดูได้จากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและลาวาหลาก รวมทั้งองค์ประกอบของหินและการเกิดหินภูเขาไฟแบบต่างๆ เช่น หินตะกรันภูเขาไฟ (scoria) เถ้าธุลีภูเขาไฟ (volcanic ash) หินพัมมิช (pumice) บอมบ์ภูเขาไฟ (volcanic bomb) และโครงสร้างแสดงการไหลของหินภูเขาไฟ เป็นต้น

ประเทศไทยไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกแนวภูเขาไฟ จึงไม่มีการปะทุของภูเขาไฟเกิดขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในประเทศไทยยังมีธรณีสัณฐานภูเขาไฟและลาวาหลากที่ยังคงสภาพให้เห็นได้หลายแห่งจากการกำหนดอายุหินภูเขาไฟเหล่านั้น พบว่าเป็นการระเบิดของภูเขาไฟประมาณสี่แสนล้านปี หรือมากกว่านั้นภูเขาไฟและลาวาหลาก ที่มีผู้สำรวจพบและเขียนรายงานไว้หลายแห่ง เท่าที่พบและได้นำมาแสดงไว้เป็นตัวอย่างจะมีแต่ภูเขาไฟและลาวาหลากของหินบะซอลต์ จัดเป็นประเภทเบสิกที่มีความหนืดน้อยไหลแผ่กระจายได้ง่าย ขึ้นอยู่กับปริมาณลาวาที่ขึ้นมาบนผิวโลก โดยทั่วไปเมื่อเย็นตัวแล้วจะมีความลาดเอียงน้อยการระเบิดของภูเขาไฟประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นประเภทฮาวายไอต์ (Hawaiite) เป็นการปะทุขึ้นมาตามรอยแตกแบบเงียบๆ หรือการระเบิดขนาดปานกลาง เกิดช่องปะทุลาวาไหลได้ง่ายและมีก๊าซปะปนอยู่ เมื่อระเบิด ก๊าซและพะเนียงไฟขึ้นไปในอากาศ มีฝุ่นละอองเล็กน้อย มีภูมิประเทศเป็นรูปฝาชีคว่ำฐานกว้างแบบลาวาโดม (Lava Dome) หรือลาวาชิลด์ (Lava Shield) สำหรับในกรณีที่ความลาดเอียงโค้งลงเป็นรูปกรวยคว่ำ เรียกว่า กรวยลาวา ทั้งสองกรณีจะมีปล่องภูเขาไฟ แต่สำหรับกรณีที่เป็นเนินสูงไม่มีปากปล่องภูเขาไฟ เรียกภูเขาไฟแบบนี้ว่าลาวามาวด์ (Lava Mound) หรือเนินลาวา ในประเทศไทยได้พบลาวาหลากหลายแห่ง บางแห่งมีปล่องภูเขาไฟให้เห็น บางแแห่งขึ้นมาตามแนวแตกแล้วแผ่กระจายออกคลุมพื้นที่กว้างบางแห่งเป็นบริเวณแคบยาวเนื่องจากลาวาไหลลงไปในหุบเขา เช่น ลาวาหลากบริเวณหนองบอน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ลาวาหลากและภูเขาไฟในประเทศไทย พบว่ามีสัมพันธ์กับรอยแตกหรือรอยเลื่อนขนาดใหญ่ บางแห่งมีร่องรอยแสดงว่าลาวาไหลขึ้นมาบนพื้นผิวโลกหลายครั้ง ลาวาบางชนิดมีองค์ประกอบที่มีแร่รัตนชาติตกผลึกฝังอยู่ และเมื่อลาวาผุพังสลายตัว แร่รัตนชาติจะสะสมตัวเป็นแหล่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ แหล่งพลอยที่สำคัญของประเทศไทยทุกแห่ง ล้วนมีความสัมพันธ์กับบริเวณที่พบหินบะซอลต์ทั้งสิ้น เช่น แหล่งพลอยบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี

หินบะซอลต์ที่ให้พลอยของจังหวัดกาญจนบุรี ยังคงแสดงลักษณะให้เห็นเป็นปากปล่องภูเขาไฟ ( อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอบ่อพลอยประมาณ 1 กิโลเมตร ) โดยมีลักษณะไม่กลมนัก ครอบคุมพื้นที่ความกว้างระหว่าง 500- 800 เมตร ซึ่งยังคงเห็นเนื้อหินโผล่ทั่วๆ ไป ประกอบด้วยเขาลูกเล็กๆ 6-7 ลูกด้วยกัน และยังพอเห็นรูปเสา (Columnar Structure) จากในท้องที่ได้หลายบริเวณ ลักษณะของหินบะซอลต์โดยทั่วไปแล้วจะมีเนื้อแน่นละเอียด สีเทาดำ และมักจะมีผลึกแร่เม็ดโต (Megacrysts) ของแร่หลายชนิด เช่น ไพรอกซีนดำ ( นิลเสี้ยน ) สปิเนลดำ ( นิลตันหรือนิลตะโก ) รวมทั้งแร่เฟลต์สปาร์ขาวใสชนิดซานีดีน และกระจุกแร่สีเขียมอมเหลืองของโอลิวีน ฯลฯ ซึ่งเป็นหินแปลกปลอม ฝังให้เห็นอย่างเด่นชัด ส่วนพลอยคอรันดัมที่ฝังในเนื้อหิน ปกติไม่ค่อยจะพบได้ง่าย เนื่องจากปริมาณน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับปริมาณเพื่อนแร่อื่นๆ

การไหลเอิบอาบของหินหนืดบะซอลต์ที่พุ่งออกจากปล่องภูเขาไฟดังกล่าว จะไหลพอกพูนขึ้นไปสูงไม่ต่ำกว่า 100 เมตร จากพื้นปล่องปัจจุบัน และส่วนใหญ่จะไหลท่วมท้นไปทางทิศตะวันตก โดยข้ามหลังอำเภอลงไปด้านลุ่มน้ำลำตะเพิน นอกจากนี้ยังได้พบร่องรอยของปล่องภูเขาไฟอีกบริเวณหนึ่งเหนือปล่องภูเขาไฟหน้าอำเภอในแนวอ่อนแอของรอยเลื่อนที่ห้วยมะค่า ซึ่งเป็นแหรกของห้วยน้ำพุ บริเวณบ้านช่องด่าน หลักฐานที่ปรากฏค่อนข้างชัดเจน ได้พบพลอยสะสมตกค้างอยู่ในบริเวณบนเขาไม่ไกลจากที่พบหินแม่บะซอลต์นี้นัก

การปะทุของหินภูเขาไฟที่บริเวณห้วยมะค่าตามหลักฐานที่ปรากฏ คาดว่าได้ปะทุเอิบอาบสูงขึ้นไม่ต่ำกว่าง 200 เมตร จากพื้นปัจจุบัน และไหลอาบข้ามเทือกเขาสกายแลปไปทางด้านตะวันตกทั้งหมด ลงสู่แอ่งราบของลำตะเพิน โดยมิได้ไหลข้ามไปทางทิศตะวันออก ทั้งนี้เนื่องจากไม่ปรากกพบร่องรอยของพลอยหรือเพื่อนแร่พลอยตามบริเวณไหล่เขาและยอดเขาซีกด้านตะวันออกของห้วยมะค่าเลย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุและผลที่ว่าทำไมจึงมีการพบชั้นหินบะวอลต์ใต้ลานแร่พลอย ในบริเวณบ้านช่องด่าน และมักจะพบพลอยสะสมตัวอย่างสมบูรณ์ในลานแร่ด้านตะวันออกของแอ่งลำตะเพิน

เนื่องจากหินหนืดบะซอลต์ มีคุณสมบัติเหลวมากเป็นพิเศษกว่าหินหนืดของภูเขาไฟ ชนิดอื่นๆ จึงสามารถไหลไปอย่างรวดเร็วและคล่องตัวเมื่อปะทุสู่พื้นผิวโลก ยิ่งถ้าเกิดในที่สูงหรือลาดชันมากๆ อาจเคลื่อนตัวไปได้ไกลนับสิบนับร้อยๆ กิโลเมตร หรือกว่านั้น ก็เคยปรากฏหลักฐานให้เห็น และยังสามารถดันแทรกขึ้นมาได้หลายจุด หากมีโครงสร้างที่อ่อนแอเอื้ออำนวยและแม้แต่ตัวหินบะซอลต์เดิมก็สามารถถูกดันแทรกทะลุขึ้นมาได้อีกด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ทั้งหมด หากลานแร่พลอยที่บริเวณบ้านช่องด่านมิได้เกิดจากหินภูเขาไฟบะซอลต์ ที่ไหลเอิบอาบมาจากบริเวณอื่น เช่น บริเวณห้วยมะค่า ก็อาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากหินบะซอลต์ที่ดันแทรกขึ้นมาในบริเวณที่พบหรือใกล้เคียงแหล่งลานแร่พลอยนั่นเอง

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วยภูเขาและป่าไม้ อยู่ในแนวเทือกเขาตะนาวศรีและเทือกเขาถนนธงชัยและมีที่ราบทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งลักษณะภูมิประเทศจะแบ่งได้ 3 เขต ตามลำดับความสูงของพื้นที่ คือ เขตภูเขาสูง เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำระหว่างหุบเขาและเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ โดยลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดกาญจนบุรีที่เป็นภูเขาสูงทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า แร่ธาตุต่างๆ ฯลฯ สำหรับธรณีวิทยาของจังหวัดกาญจนบุรีจะประกอบไปด้วยหินหลายชนิด มีทั้งหินอัคนี หินชั้น และหินแปรในปริมาณที่แตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ ส่วนธรณีสัณฐานของจังหวัดกาญจนบุรีจะมีลักษณะเด่นๆ หลายรูปแบบเป็นผลมาจากลักษณะทางธรณีวิทยา เช่น ธรณีสัณฐานรอยเลื่อน (Fault) ธรณีสัณฐานแบบคาสต์ (Karst Topography) ซึ่งลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต์หรือลักษณะภูมิประเทศหินปูน ทำให้บริเวณอำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอสังขละบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ พบน้ำตก หินงอกหินย้อย โดยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี

ลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดกาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรีตั้งอยู่ในเขตร้อนในซีกโลกเหนือ และตั้งอยู่บนขอบริมทวีปเอเชีย และตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของประเทศไทย ได้รับอิทธิพลอันเนื่องมาจากความแตกแยกทางด้านอุณหภูมิและความกดอากาศระหว่างพื้นแผ่นดินอันกว้างใหญ่คือ ทวีปเอเชียกับพื้นน้ำที่กว้างใหญ่ คือ มหา - สมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดีย จังหวัดกาญจนบุรีจึงตกอยู่ในอิทธิพลของลมมรสุมซึ่งเป็นลมที่เกิดจากความแตกต่างทางด้านอุณหภูมิและความกดอากาศระหว่างพื้นที่ดินและพื้นที่น้ำที่กว้างใหญ่ดังกล่าวในฤดูร้อนและฤดูหนาว ลมมรสุมที่พัดเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี จะมีทิศทางลมที่แตกต่างกันไปกล่าวคือ ในฤดูร้อนทิศทางของลมมรสุมที่พัดเข้ามาจะเข้ามาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนมรสุมฤดูหนาวจะเข้ามาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลมมรสุมที่พัดเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะเป็นตัวการสำคัญในการนำฝนมาตก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเกษตรกรรมของจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นตัวนำความเย็นเข้ามา

ภูมิอากาศของจังหวัดกาญจนบุรีขึ้นอยู่กับระบบของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งแต่ละระบบมีคุณสมบัติของตัวเองดังนี้

•  ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มีความสัมพันธ์กับฤดูหนาวทางซีกโลกเหนือโดยปกติแล้วมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนกุภาพันธ์แต่บางปีอาจจะเลยไปถึงกลางเดือนมีนาคมได้ ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้เป็นฤดูที่อากาศหนารวเย็นและแห้งแล้งในจังหวัดกาญจนบุรี ลมตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งกำเนิดในประเทศจีน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำในระยะนี้ ลมมรสุมนี้จึงมีคุณสมบัติหนาวเย็นและค่อนข้างแห้งมีไอน้ำน้อย ดังนั้นเมื่อพัดเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี จึงทำให้อุณหภูมิลดลงทั่วไปและท้อฟ้าค่อนข้างโปร่งใส

•  ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือจะมีลมตะวันตกเฉียงใต้จะปรากฏอยู่บริเวณแถบศูนย์สูตรเป็นบริเวณเกือบครึ่งรอบโลก ลมมรสุมนี้มีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงในซีกโลกใต้ในมหาสมุทรอินเดียและทวีปออสเตรเลีย เมื่อเริ่มพัดออกจากแหล่งความกดอากาศสูงจะเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ แต่เมื่อพัดเข้าเส้นศูนย์สูตรแล้วจะเปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ กำลังแรงของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จึงมีความสัมพันธ์กับความแรงของความกดอากาศสูงจากซีกโลกใต้บริเวณดังกล่าว

ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะเริ่มเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงปลายเดือนกันยายน บางปีอาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้เล็กน้อย ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นฤดูฝนในจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากลมนี้ได้พัดพาเอาความชุ่มชื้น ( มีไอน้ำมาก ) เข้ามาทำให้มีเมฆและฝนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบริเวณเทือกเขาด้านรับลมจะมีฝนมากกว่าบริเวณอื่นๆ

ช่วงระหว่างลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้เรียกว่าช่วงเปลี่ยนฤดู ซึ่งแสดงลักษณะโดยลมมีทิศทางไม่แน่นอนได้แก่ช่วงกลางเดือนมีนาคม ไปถึงกลางเดือนพฤษภาคม ช่วงนี้พื้นที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นทำให้เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนในบรรยากาศระดับต่ำๆเหนือพื้นดินอากาศในระยะนี้จึงร้อนอบอ้าว อุณภูมิสูงแต่อากาศเย็นจากประเทศจีนยังสามารถแผ่ลงมาถึงตอนบนได้บางเป็นบางโอกาสทำให้เกิดพายุฟ้าคะนองอย่างแรงได้

ในเดือนตุลาคม ก็เป็นช่วงเปลี่ยนฤดู อีกครั้งหนึ่งคือเป็นช่วงที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเข้ามาแทนที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ฝนที่เคยตกชุกในระยะมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้จะลดลงโดยทั่วไป

•  ฤดูกาลในจังหวัดกายจนบุรี จากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นลมประจำฤดูพัดผ่านจังหวัดกาญจนบุรี ในฤดูร้อนและฤดูหนาวกับมีช่วงต่อระหว่างสองฤดูนี้อยู่บ้าง ทำให้สามารถแบ่งฤดูกาลในจังหวัดกาญ - จนบุรีได้เป็น 3 ฤดู กล่าวคือ ฤดูฝน ฤดูหนาวและฤดูร้อน ฤดูฝนนับว่ายาวกว่าฤดูอื่นๆ คือประมาณ 6 เดือน ส่วนฤดูหนาวและฤดูร้อนสั้นกว่าฤดูฝน มีประมาณ 2-3 เดือน และฤดูร้อนประมาณ 3 เดือน และเนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่องกันประมาณ 6 เดือน จึงทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงแห้งแล้งที่เห็นได้ชัด ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้อย่างกว้างๆ ว่าจังหวัดกาญจนบุรีมีฤดูกาลที่เด่นชัดเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝน กับ ฤดูแล้ง

•  ฤดูฝน ฤดูนี้เป็นฤดูที่ลมมรสุมพัดเข้ามาสู่จังหวัดกาญจนบุรีทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากสถิติเฉลี่ยในคาบ 30 ปี ฤดูฝนของจังหวัดกาญจนบุรีจะเริ่มจริงๆ ประมาณเดือนพฤษภาคม และจะไปสิ้นสุดประมาณเดือนตุลาคม เป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน หลังจากเดือนตุลาคมแล้วปริมาณน้ำฝนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเหลือเพียง 56.3 มิลลิเมตร ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมซึ่งมีถึง 222.9 มิลลิเมตร จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันมาก ลมมรสุมที่พัดเข้ามาในฤดูนี้จะพัดเข้ามาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดกาญจนบุรี ความชื่นสัมพัทธ์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนเดือนพฤษภาคม ความชื้นในอากาศที่ลมพัดพามามีมากขึ้น โอกาสที่ฝนจะตกจึงมีมาก ปริมาณน้ำฝนในเดือนนี้จึงสูงมากจนเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน หลังจากนี้ปริมาณน้ำฝนจะลดลงบ้างในเดือนมิถุนายน และค่อยๆ สูงขึ้นในเดือนต่อๆ ไป จนถึงเดือนที่มีฝนตกชุกที่สุดคือเดือนกันยายน พอถึงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นระยะปลายฤดูฝน ปริมาณจะลดลงและจะลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนพฤศจิกายน และในช่วงเดือนตุลาคม ทิศทางลมมรสุมจะเริ่มเปลี่ยนไปบ้าง จากสถิติพบว่าในเดือนนี้บางปีจะเป็นลมที่พัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ บางปีจะเป็นลมที่พัดมาจากทางเหนือ ซึ่งก็แล้วแต่อิทธิพลของหย่อมความกดอากาศสูงในใจกลางทวีป ปีใดที่อิทธิพลของหย่อมความกดอากาศสูงแผ่ลงมาเร็ว ในเดือนนี้ลมจะพัดมาทางทิศเหนือ ถ้าปีใดหย่อมความกดสูงแผ่งมาล่าช้ากว่าปกติลมจะพัดผ่านจังหวัดกาญจนบุรีทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ดังนั้นในเดือนตุลาคม จึงเป็นช่วงฤดูกาลระหว่างฤดูฝนไปสู่ฤดูหนาว ในช่วงฤดูฝนนี้จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับฝนในหลายลักษณะคือฝนที่เกิดจากอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำ เคลื่อนเข้ามาพาดผ่าน การพัดปกคลุมโดยสม่ำเสมอของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และจากการเคลื่อนตัวผ่านเข้ามาของพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งผ่านเข้ามาในลักษณะของดีเปรสชั่น ฝนที่ตกในกาญจนบุรีจะตกชุกในเดือนสิงหาคม และกันยายน และจังหวัดกาญจนบุรีมักจะเกิดฝนทิ้งช่วง ( ฝนน้อย ) เกิดขึ้นประมาณเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคมเสมอ การเกิดฝนทิ้งช่วงหรือฝนน้อยในระยะนี้มักเป็นอุปสรรคต่อการเกาตรในจังหวัด เพราะเมื่อเริ่มฤดูฝนเกษตรกรจะเริ่มลงมือทำการเกษตร แต่เมื่อประสบภาวะฝนทิ้งช่วงในระยะเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม จะทำให้พืชผลที่ลงทุนไว้เสียหายได้ และถ้าลงมือทำการเกษตรใหม่ในระยะเดือนสิงหาคม ซึ่งมีฝนตกชุกก็อาจประสบกับปัญหาน้ำท่วมในช่วงนี้ หรือเกิดการขาดแคลนน้ำในช่วงปลายฤดูได้ สภาพเช่นนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการชลประทาน เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตรด้วย

•  ฤดูหนาว ในระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นระยะของการเปลี่ยนฤดู ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อ่อนกำลังลง ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังจะเข้ามาแทนที่ ลักษณะอากาศจึงไม่แน่นอนอาจมีฝนตกบ้างเป็นบางวัน และอากาศอาจหนาวเย็นหรือร้อนอบอ้าวเป็นบางครั้ง เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศและอุณหภูมิของจังหวัดกาญจนบุรีก็ไม่ลดลงมากนัก อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่หนาวที่สุดประมาณ 24.6 องศาเซลเซียส กลางวันในฤดูหนาวของจังหวัดกาญจนบุรีส่วนใหญ่ยังคงร้อนอบอ้าว แต่จะหนาวเย็นในตอนกลางคืน จากสถิติอุณหภูมิสูงสุดในเดือนธันวาคม และมกราคมจะสูงพอๆ กับฤดูฝนคือ 30.7 องศาเซลเซียส และ 32.3 องศาเซลเซียสตามลำดับ ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดในเดือนธันวาคมและเดือนมกราคมเท่ากับ 18.3 องศาเซลเซียส และ 18.2 องศาเซลเซียส ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าในฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นในตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่

อุณหภูมิของอากาศในฤดูหนาวจะลดลงต่ำมากที่สุดในเดือนธันวาคมและมกราคม ช่วงของความหนาวเย็นจะมีเป็นระยะประมาณครั้งละ 3-4 วัน ตามจังหวะที่บริเวณความกดอากาศสูงในประเทศจีน ซึ่งกำลังแรงและแผ่ลงมาทางใต้ เมื่อบริเวณความกดอากาศสูงในประเทศจีนอ่อนกำลังลงและผ่านไปกาญจนบุรี ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือก็อ่อนกำลังลงตามไปด้วย อากาศจะกลับเข้าสู่สภาพปกติ คือ กลางวันเริ่มร้อนตั้งแต่สายจนถึงเย็น แต่ตอนกลางคืน อากาศจะหนาวเย็นลง เนื่องจากการแผ่รังสีของพื้นดินและอากาศ เมื่อบริเวณความกดอากาศสูงในประเทศจีนเริ่มมีกำลังแผ่ลงมาทางใต้อีกจังหวัดกาญจนบุรีก็จะมีอากาศหนาวเย็นลงอีก เป็นอยู่เช่นนี้จนกระทั่งสิ้นสุดฤดูหนาว การที่ความกดอากาศสูงในประเทศจีนอ่อนกำลังลงและถอยไปจากกาญจนบุรี ทำให้สภาพอากาศกลับร้อนขึ้นตั้งแต่สายจนถึงเย็นในฤดูหนาวนี้ เนื่องจากที่ตั้งของจังหวัดกาญจนบุรีอยู่ในเขตร้อน ได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์มาก อากาศโดยปกติจึงร้อน แต่ที่หนาวเย็นลงไปก็เพราะอิทธิพลของความกดอากาศสูงในประเทศจีน แผ่ลงมาลดอิทธิพลของรังสีจากดวงอาทิตย์ทำให้อากาศหนาวเย็นลง เมื่ออิทธิพลของความกดดันอากาศสูงในประเทศจีนอ่อนกำลังลงเมื่อใดรังสีของดวงอาทิตย์จะทำให้อากาศในกาญจนบุรีกลับเข้าสู่สภาพปกติอีก คือกลับร้อนขึ้นอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง สภาพเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าความหนาวเย็นในจังหวัดกาญจนบุรีต่างกับความหนาวเย็นในบริเวณละติจูดสูงหรือละติจูดกลาง ความหนาวเย็นในบริเวณละติจูดสูงหรือละติจูดกลาง เกิดขึ้นเนื่องจากในฤดูหนาวได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์น้อย เพราะได้รับแสงเฉียงและระยะเวลาการแผ่รังสีกลับออกจากพื้นดินยาวนานในเวลากลางคืน อากาศจึงหนาวเย็นมากและต่อเนื่องกัน ไม่หนาวเป็นช่วงๆ เหมือนความหนาวเย็นของกาญจนบุรี

•  ฤดูร้อน ในระยะที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออ่อนกำลังลงในเดือนกุมภาพันธ์ แสงตั้งฉากของดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนขึ้นไปทางซีกโลกเหนือแล้ว ประมาณเดือนเมษายนจะขึ้นมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี ดังนั้นอุณหภูมิจึงเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา และขึ้นสูงสุดในเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนนี้ประมาณ 32 องศาเซลเซียส จากนั้นจึงเริ่มลดลงเล็กน้อยเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน ในช่วงฤดูร้อนนี้จะมีฝนตกบ้างเล็กน้อย มักเป็นฝนที่เกิดจากการยกตัวของอากาศสังเกตได้ว่าเริ่มมีพายุฟ้าคะนอง (Thunderstorm) เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้จะมีฝนตกบ้างในปริมาณที่มากกว่าฤดูหนาวก็จริง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกในฤดูฝนแล้วยังต่างกันมาก จึงถือได้ว่าช่วงนี้ยังคงเป็นช่วงแห้งแล้งต่อจากฤดูหนาว ดังนั้นระยะแห้งแล้งของจังหวัดกาญจนบุรีจึงต่อเนื่องกันประมาณ 6 เดือน ซึ่งแห้งแล้งพอที่จะทำให้ห้วย หนอง คลอง บึง บางแห่งน้ำแห้งขอดลงได้ จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเกษตรมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการปลูกพืชไร่หลังการเก็บเกี่ยวแล้ว

•  องค์ประกอบของอากาศ ฤดูกาลที่กล่าวมาประกอบด้วยองค์ประกอบของอากาศที่เป็นลักษณะสำคัญของอากาศ คืออุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณน้ำฝนและการกระจาย สภาวะความแห้งแล้งร่องมรสุม ความกดอากาศ ตลอดจนลักษณะอื่นๆ คือ

•  อุณหภูมิ อุณหภูมิของจังหวัดกาญจนบุรีมีลักษณะเช่นเดียวกับอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของประเทศไทย คือมีอุณหภูมิสูงเกือบสม่ำเสมอตลอดปี แม้เดือนที่หนาวที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรีอุณหภูมิเฉลี่ยก็ยังเกิน 24 องศาเซลเซียส ในฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่ร้อนที่สุดประมาณ 30-31 องศาเซลเซียส โดยปกติแล้วเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ในฤดูร้อนนี้อากาศร้อนอบอ้าวมาก ลมที่พัดเข้ามาก็เป็นลมร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดของเดือนเมษายนสูงถึง 38.1 องศาเซลเซียส และเนื่องจากจังหวัดกาญจนบุรีอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดิน ห่างไกลจากทะเล ไม่ได้รับอิทธิพลจากทะเล เข้ามาผ่อนคลายความร้อนเหมือนจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ชายฝั่งทะเล อุณหภูมิของจังหวัดกาญจนบุรีจึงสูงเป็นระยะเวลานานมีถึง 6 เดือนที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 28 องศาเซลเซียส คือตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม

เมื่อพิจารณาจากแนวตั้งฉากของดวงอาทิตย์ขณะเที่ยงวัน (Analemma) แล้วพบว่า แสงตั้งฉากของดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านจังหวัดกาญจนบุรี 2 ระยะในรอบปี คือประมาณต้นเดือนพฤษภาคมครั้งหนึ่ง และต้นเดือนสิงหาคมอีกครั้งหนึ่ง ในระยะที่แสงตั้งฉากของดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านนี้จะทำให้อุณหภูมิของจังหวัดกาญจนบุรีขึ้นสูงสุด เพราะเป็นระยะที่ได้รับแสงตรง แต่เมื่อพิจารณาสถิติเฉลี่ยในคาบ 30 ปีแล้ว ปรากฏว่าอุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือนเมษายน ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากในเดือนเมษายนนั้นแม้แสงตั้งฉากของดวงอาทิตย์จะยังไม่ตรงกับจังหวัดกาญจนบุรีก็จริงแต่ได้เคลื่อนเข้าใกล้ จังหวัดกาญจนบุรีจึงได้รับแสงเกือบเป็นแสงตั้งฉากด้วย ประกอบกับในระยะนี้ยังไม่มีลมจากทะเลพัดเข้ามาผ่อนคลายความร้อน จึงทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นโดยตลอด พอถึงเดือนพฤษภาคม และเดือนสิงหาคมแม้ระยะนี้แสงตั้งฉากของดวงอาทิตย์จะอยู่ตรงกับจังหวัดกาญจนบุรี แต่ระยะนี้ลมทะเลพัดพาเอาความชื้นมาก ท้องฟ้ามีเมฆครึ้มตลอดและฝนก็ชุกขึ้น สภาพเช่นนี้เมฆจะช่วยดูดซึมรังสีที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์เอาไว้บ้าง ทำให้พลังงานความร้อนที่ส่งมายังพื้นโลกน้อยลง และฝนก็จะช่วยผ่อนคลายความร้อนลงไปด้วย อุณหภูมิในระยะดังกล่าวนี้จึงต่ำกว่าเดือนเมษายนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสภาพธรรมชาติดังกล่าวแม้จะช่วยลดอุณหภูมิตอนกลางวันไม่ให้สูงเหมือนเดือนเมษายน ก็ตาม แต่สภาพเช่นนี้กลับทำให้อากาศในตอนกลางคืนอบอ้าวกว่าระยะเดือนเมษายนด้วยเช่นกัน กล่าวคือเมื่อท้องฟ้ามีเมฆ การแผ่รังสีความร้อนของดวงอาทิตย์กลับในตอนกลางคืนจะออกไปได้น้อย เพราะเมฆและไอน้ำในอากาศจะดูดซึมเอาไว้อีก เวลากลางคืนอากาศจึงร้อนอบอ้าว

ในฤดูหนาวอุณหภูมิของอากาศลดต่ำลงกว่าฤดูร้อนประมาณ 5-6 องศาเซลเซียส เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากแหล่งความกดอากาศสูงบริเวณตอนกลางของประเทศจีนที่แผ่ลงมาโดยมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้ามา อุณหภูมิในระยะเดือนธันวาคม และมกราคมจะต่ำกว่าเดือนอื่นๆ อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนทั้งสองประมาณ 24.6 และ 25.4 และเมื่อพิจารณาถึงอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด และอุณหภูมิต่ำสุดของเดือนทั้งสองนี้แล้วพบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดของทั้งสองเดือนมีค่า 30.7 องศาเซลเซียส และ 32.3 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดมีค่า 18.3 องศาเซลเซียส และ 18.2 องศาเซลเซียสตามลำดับ แสดงว่าในฤดูหนาวของจังหวัดกาญจนบุรีเกือบจะเรียกว่าไม่หนาวเลย ตอนกลางวันอุณหภูมิยังคงสูงพอๆ กับฤดูกาลอื่นๆ ส่วนกลางคืนอากาศค่อนข้างเย็นเป็นบางคืนในระยะที่อิทธิพลของความกดอากาศสูงจากประเทสจีน มีอิทธิพลมากขึ้น

•  ความชื้นสัมพัทธ์ ความชื่นสัมพัทธ์ของจังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉลี่ยค่อนข้างสูง เดือนที่มีความชื้นน้อยที่สุดร้อยละ 57 คือเดือนมีนาคม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่ำสุดของประเทศเล็กน้อย ค่าเฉลี่ยต่ำสุดของประเทศประมาณร้อยละ 60 ความชื้นสัมพัทธ์จะผันแปรไปตามฤดูกาล กล่าวคือความชื้นสัมพัทธ์โดยเฉลี่ยจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเดือนพฤศจิกายนจึงเริ่มลดลง มีค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 74 ระยะนี้เข้าสู่ฤดูหนาว ความชื้นสัมพัทธ์ ลดลงเรื่อยๆ จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน ความชื้นสัมพัทธ์ยังคงลดลงต่อไปอีก เดือนมีนาคมและเมษายนเป็นระยะที่มีความชื้นสัมพัทธ์ลดลงต่ำสุด คือเฉลี่ยประมาณร้อยละ 57 และ 59 ตามลำดับ

การที่ความชื้นสัมพัทธ์ของจังหสัดกาญจนบุรีเริ่มลดลงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนั้น เนื่องจากระยะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวมีลมมรสุมซึ่งเป็นลมเย็นและแห้งแล้งพัดมาจากทางเหนือแต่ เนื่องจากในระยะต้นฤดูหนาวอิทธิพลของลมมรสุมที่พัดมาทางเหนือยังน้อย ความชื้นสัมพัทธ์จึงค่อยๆ ลดลง และจะลดลงในเดือนมกราคมมากว่าเดือนอื่นๆ ในฤดูเดียวกัน พอย่างเข้าเดือนมีนาคมความชื้นสัมพัทธ์ก็ยังคงลดลงต่อไปอีกทั้งๆ ที่หมดอิทธิพลของลมมรสุมทางเหนือแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากจังหวัดกาญจนบุรีตั้งลึกเข้ามาในแผ่นดิน ในฤดูร้อนอิทธิพลจากลมที่พัดเอาความชื้นจากทะเลเข้ามาน้อยมาก ประกอบกับระยะนี้มีอุณหภูมิสูงขึ้นอากาศสามารถจุไอน้ำได้มากขึ้น ดังนั้นเมื่อความชื้นไม่มีเข้ามาเพิ่มแต่อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคิดเป็นความชื้นสัมพัทธ์จึงมีค่าความชื้นสัมพัทธ์ต่ำที่สุดในฤดูนี้ อย่างไรก็ตามลมที่พัดมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ได้พัดพาเอาความชื้นมาเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม ประกอบกับอุณหภูมิเริ่มลดลง ความชื้นสัมพัทธ์จึงเริ่มสูงขึ้นไปจนตลอดฤดูฝน

•  ปริมาณน้ำฝนและการกระจาย ฝนที่ตกในจังหวัดกาญจนบุรีโดยเฉลี่ยแล้วมีปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประเทสไทย กล่าวคือฝนเฉลี่ยทั่วประเทศไทยประมาณ 1,540 มิลลิเมตร แต่ฝนเฉลี่ยในคาบ 30 ปีของจังหวัดกาญจนบุรี มีประมาณ 1,051.8 มิลลิเมตร เท่านั้น ปริมาณน้ำฝนขนาดนี้จึงไม่ค่อยพอเพียงแก่การเกษตรกรรม โดยเฉพาะพืชไร่ที่ปลูกหลังฤดูเก็บเกี่ยวต้องประสบความเสียหายจากความแห้งแล้งเกือบทุกปี ในด้านประเภทของฝนที่ตกนั้นฝนที่ตกในจังหวัดกาญจนบุรีมีดังนี้

•  ฝนจากการพาความร้อน (Convection Rain) คือฝนที่เกิดจากกลุ่มอากาศร้อนซึ่งมีความชุ่มชื้นมากลอยตัวสูงขึ้น โดยที่อุณหภูมิของอากาศจะลดลงในอัตรา 1 องศาเซลเซียสต่อความสูง 100 เมตร หรืออุณหภูมิลดลง 5.5 องศาฟาเรนไฮท์ ต่อความสูง 1,000 ฟุต ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของการลดอุณหภูมิ (Dry Adiabatic rate) จนถึงจุดที่ไอน้ำกลั่นตัวเป็นฝน ฝนในลักษณะนี้เป็นฝนที่ตกในบริเวณไม่กว้างมากหรือเป็นฝนเฉพาะแห่ง เรียกว่า ฝนเฉพาะถิ่น (Local Convection) ฝนในลักษณะนี้มีพายุฟ้าคะนองเกิดขึ้นด้วย

•  ฝนปะทะภูเขา (Orographic Rain หรือ Relief Rain) คือฝนที่เดจากลมที่มีความชื้นพัดไปปะทะภูเขา ลมนี้จะพัดสูงขึ้นไปตามลาดเขา และอุณหภูมิของอากาศนั้นจะลดลงแบบ Dry Adiabatic Rate จนถึงจุดที่ไอน้ำกลั่นตัวตกลงมาเป็นฝนทางด้านรับลม (windward side) เมื่อถึงจุดนี้แล้วลมยังพัดลอยสูงขึ้นไปอีก อุณหภูมิของอากาศจะลดลงในอัตรา 0.6 องศาเซลเซียส ต่อความสูง 100 เมตร หรือ 3.2 องศาฟาเรนไฮท์ ต่อความสูง 1,000 ฟุต เป็นปรากฏการณ์ของ Wet adiabatic rate เมื่อลมนี้พัดข้ามภูเขาไปแล้วจะจมตัวลงตามลาดเขาทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นในอัตราของ Dry Adiabatic Rate มีผลทำให้อากาศร้อนและมีฝนตกน้อย ทางด้านหลังเขา หรือด้านอับลม (Leeward side) ฝนในลักษณะนี้ เกิดจากลมมรสุมพัดพาเอาความชื้นเข้ามาปะทะภูเขานั่นเอง และถ้าพิจารณาปริมาณน้ำฝนที่ตกในจังหวัดกาญจนบุรีมีฝนเฉลี่ยตลอดปี อยู่ในเกณฑ์น้อย เนื่องจากมีทิวเขาตะนาวศรีกั้นกระแสลมจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน ทำให้กระแสลมอ่อนกำลังลงเมื่อปะทะทิวเขานี้ เมื่อผ่านเข้ามาในจังหวัดกาญจนบุรีจึงมีความชุ่มชื้นและไอน้ำน้อยมาก ทำให้จังหวัดกาญจนบุรีเกิดสภาพอับฝนหรือเป็นเขตเงาฝน (Rain Shadow) มีฝนตกน้อย

•  ฝนพายุหมุน (Cyclonic Rain) พายุหมุนที่ผ่านเข้าสู่ประเทศไทยมักก่อตัวในทะเลจีนใต้ หรือมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อก่อตัวแล้วเคลื่อนไปทางตะวันตก ผ่านเวียดนาม เขมร หรือลาว เข้าสู่ประเทศไทย ก่อนจะถึงประเทศไทยพายุต้องปะทะภูเขา ต้นไม้ ฯลฯ ทำให้กำลังพายุอ่อนลง เมื่อมาถึงประเทศไทย มีลักษณะเป็นดีเปรสชั่น จังหวัดกาญจนบุรีก็ได้รับอิทธิพลของฝนประเภทนี้ด้วย

•  ฝนแนวปะทะ (Frontal Rain) หรือแนวปะทะโซนร้อน (Intertropical Convergence Zone) คือฝนที่เกิดจากมวลอากาศร้อนและมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่มาพบกันอากาศเย็นจะช้อนให้อากาศร้อนลอยตัวขึ้นเบื้องบน อุณหภูมิของอากาศจะลดลงจนเกิดการกลั่นตัวเป็นฝน ฝนในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในระยะที่มีร่องมรสุมคาดผ่านประเทศไทยและจังหวัดกาญจนบุรี สำหรับการกระจายของฝนในรอบปี เดือนกันยายน เป็นเดือนที่มีฝนชุกที่สุดประมาณ 218.9 มิลลิเมตร และวันที่มีฝนตกเฉลี่ยประมาณ 17.9 วัน ส่วนเดือนที่มีฝนตกน้อยที่สุดได้แก่เดือนมกราคม มีฝนตกเฉลี่ย 5.1 มิลลิเมตร จำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ยประมาณ 0.9 วัน จำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ย (Mean rainy day) ของแต่ละเดือนจะสัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝน กล่าวคือเดือนใดที่มีจำนวนวันที่มีฝนตกมากก็เป็นเดือนที่มีปริมาณน้ำฝนสูงด้วย ส่วนเดือนใดมีจำนวนวันที่มีฝนตกน้อยวัน ปริมาณน้ำฝนก็ต่ำด้วย มีเพียงเอนเดียวคือ เดือนพฤษภาคมที่จำนวนวันที่ฝนตกและปริมาณน้ำฝนไม่สัมพันธ์กันตามลักษณะที่กล่าวมาแล้ว กล่าวคือ เดือนพฤษภาคมมีจำนวนวันที่ฝนตกน้อยกว่าเดือนอื่นๆ ในฤดูฝน แต่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าเดือนอื่นๆ หลายเดือนในฤดูเดียวกัน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเดือนพฤษภาคมเป็นระยะเริ่มต้นของลมมรสุมที่พัดมาจากทางใต้ ซึ่งเป็นระยะที่มีพายุฟ้าคะนองเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากกว่าเดือนอื่นๆ จึงทำให้มีปริมาณน้ำฝนมาก

•  สภาวะความแห้งแล้งของอากาศ (Drought) สภาวะความแห้งแล้งของอากาศ คือภัยธรรมชาติอันเกิดจากฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย เกิดสภาวะการขาดแคลนโดยทั่วไป และเป็นบ่อเกิดของภัยอื่นๆ ตามมา เช่น โจรภัย โรคภัยไข้เจ็บฯลฯ สภาวะความแห้งแล้งของอากาศแบ่งออกเป็นขั้นๆ ตามลำดับความรุนแรงได้เป็น 3 ขั้น คือ

4.4.1 สภาวะความแห้งแล้งอย่างเบาหรือช่วงฝนแล้ง (Dry Spell) เป็นเวลาต่อเนื่องกัน

ถึง 15 วันในฤดูฝน สภาพวะเช่นนี้ไม่สู้จะมีอันตรายมากนัก เป็นแต่เพียงพืช

พันธุ์จะเหลืองและเหี่ยวแห้งไปจะตายไปบ้างถ้าไม่สามารถช่วยหาน้ำจากแหล่ง

น้ำมาหล่อเลี้ยงได้ และเมื่อสิ้นสภาวะความแห้งแล้งแล้วฝนเริ่มตกมา ต้นไม้จะ

ฟื้นตัวออกใบเขียวชอุ่มขึ้นมาอีก หรือจะปลูกพืชรุ่นใหม่ แทนที่ได้ตายไปแล้ว

ได้ทันท่วงที ก่อนจะหมดฤดูกาล สภาวะความแห้งแล้งอย่างเบาหรือช่วงฝนแล้ง

นี้เกิดขึ้นในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดกาญจนบุรี เสมอๆ ในตอนต้นฤดูฝน

ระหว่างเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม

4.4.2 สภาวะความแห้งแล้งปานกลาง (Partial Drought) เป็นสภาวะความแห้งแล้งของ

ลมฟ้าอากาศที่ฝนตกในฤดูฝน เฉลี่ยไม่เกินวันละ 0.25 มิลลิเมตร (0.01 นิ้ว ) เป็น

เวลาไม้น้อยกว่า 29 วัน เป็นสภาวะที่กระทบกระเทือนต่อการกสิกรรม การอุต

สาหกรรม ความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจของจังหวัด ต้นไม้จะเหี่ยว

แห้ง พืชพันธุ์ในไร่นาจะเหลืองและเหี่ยวแห้ง ในที่สุดจะตายไปด้วยการขาดน้ำ

มาหล่อเลี้ยงพื้นดินจะเริ่มแตกระแหง น้ำในแม่น้ำลำคลอง อ่างเก็บน้ำ คลองและ

คูส่งน้ำจะเหือดแห้งลงไปโดยการที่ต้องถูกนำไปใช้ในทุกๆ ทางในขณะที่ไม่มี

ฝน ตลอดจนการซึมซาบลงไปในดินที่แตกระแหงและระเหยไปในบรรยากาศที่

ร้อนและแห้งแล้ง น้ำกินน้ำใช้จะขาดแคลน โดยทั่วไปการกสิกรรมจะเสียหาย

การอุตสาหกรรมอาจจะต้องหยุดชะงักเพราะขาดน้ำ การพลังไฟฟ้าต้องประสบ

อุปสรรคเพราะกำลังน้ำไม่เพียงพอ แม้ว่าสภาวะความแห้งแล้งของลมฟ้าอากาศ

ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ความเดือดร้อนยังคงมีอยู่โดยทั่วไปเพราะพืชพันธุ์ได้เสียหาย

ล้มตายไปเป็นส่วนมากก่อนที่ฝนจะตกลงมา การเพาะปลูกพืชรุ่นใหม่ก็ไม่ทัน

ฤดูฝนในปีนั้น สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี สภาวะความแห้งแล้งขนาดนี้ปรากฏ

ไม่บ่อย

 

4.4.3 สภาวะความแห้งแล้งอย่างรุนแรง (Absolute Drought) เป็นสภาวะความแห้งแล้ง

ของลมฟ้าอากาศที่ฝนไม่ตกในฤดูต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 15 วัน หรือ อาจมีตก

บ้าง แต่จะไม่มีเลยแม้แต่วันเดียวที่มีฝนตกถึง 0.25 มิลลิเมตร (0.01 นิ้ว ) และอาจ

ไม่มีฝนตกเลยเป็นเดือนๆ เป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่เป็นภัยร้ายแรงที่

สุด แผ่นดินแตกระแหงทั่วไป พืชพันธุ์ในไร่นาตายหมด น้ำในแม่น้ำลำคลอง

หรืออ่างเก็บน้ำแห้งขอด สภาวะเช่นนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในจังหวัดกาญจนบุรีและ

ประเทศไทย

•  ร่องมรสุม (Monsoon Trough) จากการที่จังหวัดกาญจนบุรีอยู่ในอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตะวันตกเฉียงใต้ ลมมรสุมทำให้มีแนวปะทะของมวลอากาศฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ เรียกว่า แนวปะทะลมร้อน (Intertropical convergent zone I.T.C) หรือร่องมรสุม (Monsoon Trough) ร่องมรสุมเป็นร่องของความกดอากาศต่ำ ซึ่งเป็นแนวที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ปะทะกัน ร่องมรสุมจะเคลื่อนขึ้นลงตามการโคจรของดวงอาทิตย์และจะเคลื่อนช้ากว่าการโคจรของดวงอาทิตย์ประมาณ 3-4 สัปดาห์ เนื่องจากร่องมรสุมเป็นแนวที่ลมปะทะกัน ร่องมรสุมจะกว้างหรือแคบก็แล้วแต่กำลังลมที่มาปะทะ ถ้ากำลังลมฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้อ่อนร่องมรสุมก็กว้าง ถ้ากำลังลมทั้งสองฝ่ายแรง ร่องมรสุมก็แคบและทำให้เกิดฝนตก

•  ความกดอากาศ จากการที่จังหวัดกาญจนบุรีอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมทั้งสอง ดังนั้นความกดอากาศในบริเวณนี้จึงต้องผันแปรไปตามฤดูกาล กล่าวคือ ความกดอากาศจะเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น ประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระยะเปลี่ยนฤดูฝนไปเป็นฤดูหนาว และเมื่อเข้าฤดูหนาวความกดอากาศสูงบริเวณตอนกลางของประเทศจีนแผ่อิทธิพลเข้ามาโดยมีลมหนาวพัดเข้ามาทางทิศเหนือ ความกดอากาศในจังหวัดกาญจนบุรีระยะนี้จึงสูงขึ้นด้วย ความกดอากาศสูงสุดในเดือนธันวาคมคือ ประมาณ 1,014.5 มิลลิบาร์ ความกดอากาศจะเริ่มลดลงเมื่อย่างเข้าฤดูร้อน เพราะอิทธิพลจากหย่อนความกดอากาศสูงจากประเทศจีนหมดไป และในฤดูฝนความกดอากาศจะลดต่ำกว่าฤดูอื่นๆ เดือนที่มีความกดอากาศต่ำ สุดคือ เดือนมิถุนายน ประมาณ 905.90 มิลลิบาร์

 

•  การแบ่งประเภทดินฟ้าอากาศแบบคอปเปน (Koppen) ของจังหวัดกาญจนบุรี การแบ่งประเภทของดินฟ้าอากาศตามหลักคอปเปน (Koppen's Classification) ใช้เกณฑ์การแบ่งโดยอาศัยอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนและใช้สัญลักษณ์เป็นตัวอักษรแทนประเภทอากาศแบบต่างๆ 5 ประเภท คือ A B C D และ E

ลักษณะลมฟ้าอากาศที่ใช้ตัวอักษร A เป็นประเภทที่ร้อนและชุ่มชื้นอุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่หนาวที่สุดไม่ต่ำกว่า 64.4 องศาฟาเรนไฮท์ หรือ 18 องศาเซลเซียส ฝนตกชุกการระเหยน้ำมีสูง ปริมาณฝนรวมไม่ต่ำกว่า 35 นิ้วต่อปี

ลักษณะลมฟ้าอากาศที่ใช้ตัวอักษร B แทน เป็นประเภทที่อากาศร้อนและแห้งแล้ง แบบทะเลทราย หรือกึ่งทะเลทราย อัตราการระเหยน้ำมีมากกว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกตลอดปี

ลักษณะลมฟ้าอากาศที่ใช้ตัวอักษร C เป็นประเภทอากาศอบอุ่นอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศเดือนที่หนาวที่สุดต่ำกว่า 64.4 องศาฟาเรนไฮท์ ( 18 องศาเซลเซียส ) แต่สูงกว่า 26.6 องศาฟาเรนไฮท์ (-3 องศาเซลเซียส )

ลักษณะลมฟ้าอากาศที่ใช้ตัวอักษร D แทนเป็นประเภทอากาศหนาวเย็น เดือนที่หนาวที่สุดต่ำกว่า 26.6 องศาฟาเรนไฮท์ (-3 องศาเซลเซียส ) อุณหภูมิของเดือนที่ร้อนที่สุดกว่า 50 องศาฟาเรนไฮท์ (10 องศาเซลเซียส )

ลักษณะลมฟ้าอากาศที่ใช้ตัวอักษร E แทนเป็นประเภทอากาศหนาวแบบขั้วโลกหนาวเย็นตลอดปี อุณหภูมิของเดือนที่ร้อนที่สุดต่ำกว่า 50 องศาฟาเรนไฮท์ (10 องศาเซลเซียส )

สำหรับประเทศไทย เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นของโลก มีอุณหภูมิสูงตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่หนาวที่สุดไม่ต่ำกว่า 64.4 องศาฟาเรนไฮท์ หรือ 18 องศาเซลเซียส มีฝนตกชุก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยของประเทศไทยประมาณ 60 นิ้วต่อปี ดังนั้นลักษณะของอากาศประเทศไทยจึงจัดเป็นลักษณะดินฟ้าอากาศแบบ A ตามหลักการแบ่งเขตอากาศของคอปเปนลักษณะลมฟ้าอากาศแบบ A นี้ยังเป็นลักษณะอากาศย่อยออกไปอีกตามประมาณและการกระจายของน้ำฝนในรอบปี และลักษณะลมฟ้าอากาศ แบบฝนเมืองร้อนเกือบตลอดปี เนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมทั้งสองฤดูประกอบกับลักษณะภูมิประเทศของไทย ทำให้การกระจายและปริมาณน้ำฝนที่ตกในแต่ละภูมิภาคของไทยแตกต่างกันไป ลักษณะลมฟ้าอากาศในประเทศไทยจึงมีทั้งแบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู แบบฝนเมืองร้อนตลอดปีและแบบฝนเมืองร้อนเกือบตลอดปี

สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี มีภูมิอากาศแบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู หรือแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน (Aw) หรือ ภูมิอากาศสะวันนา (Savanna climate) ลักษณะอากาศแบบนี้มีอุณหภูมิสูงตลอดปี มีความชุ่มชื้นหรือฝนตกชุกครึ่งปี ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของลมมรสุมทั้งสองฤดู กล่าวคือในระยะที่มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้าสู่กาญจนบุรีในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน มีฝนชุกตลอดฤดูกาลเป็นระยะเวลาประมาณ 5 เดือน พอถึงมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือพัดเข้าสู่กาญจนบุรี ประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม อากาศจะค่อนข้างเย็นแห้งแล้งและฝนตกน้อย ในช่วงฤดูร้อน ก่อนจะถึงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน อากาศก็แห้งแล้ง ฝนตกน้อยเช่นเดียวกับในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อรวมแล้วช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งฝนตกน้อยประมาณครึ่งปี สภาพที่มีฝนตกชุกครึ่งปีและแห้งแล้งครึ่งปีนี้ทำให้พืชพันธุ์ธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นทุ่งป่าโปร่ง แบบป่าไม้ ผลัดใบ บริเวณที่มีลักษณะอากาศฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู ได้แก่ อำเภอเมืองกายจนบุรี อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา อำเภอไทรโยค อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี อำเภอบ่อพลอย อำเภอเลาขวัญ อำเภอพนมทวน อำเภอหนองปรือ อำเภอห้วย กระเจา และอำเภอศรีสวัสดิ์

สัตว์ป่าของจังหวัดกาญจนบุรี

สัตว์ป่านับว่าเป็นทรัพยกรธรรมชาติที่มนุษย์ได้พึงพาอาศัยนำมาใช้เป็นอาหาร ยารักษาโรคเครื่องนุ่งห่มมาแต่อดีตกาล ซึ่งจัดว่าเป็นทรัพย์กรที่ใช้แล้วไม่สิ้นเปลือง ถ้าว่าได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง จากความเข้าใจดังกล่าว จึงทำมนุษย์ทำการล่าสัตว์ป่าอย่างไร้ขอบเขต ดังนั้นจะเห็นว่าในอดีตที่ไม่ยาวนานนัก สัตว์ป่าในประเทศไทยรวมทั้งในจังหวัดกาญจนบุรีจะอุดมสมบูรณ์มากกว่าที่ราบลุ่มน้ำต่าง ๆ จะมีสัตว์ป่าอาศัยอย่างชุกชุม ทั้งสัตว์กินหญ้าและสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร แต่ในปัจจุบันสัตว์ป่าได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว สัตว์ป่าหลายชนิดลดจำนวนลงอย่างน่าวิตก ในขณะเดียวกัน สัตว์ป่าบางชนิดใกล้สูญพันธ์ไปทุกที เช่น กระซู่ กวางผา ละมั่ง และเนื้อทรายเป็นต้น

ความหมายของสัตว์ป่า

ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ . ศ . 2535 ได้ให้คำจำกัดความของสัตว์ป่า คือ สัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก แมลง หรือแมง ซึ่งโดยสภาพตามธรรมชาติ ย่อมเกิด และดำรงชีวิตอยู่ในป่าหรือน้ำ รวมถึงไข่ของสัตว์เหล่านั้นทุกชนิดยกเว้นสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณ ตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ

สัตว์ป่าโดยทั่ว ๆไป หมายถึง สัตว์มีกระดูกสันหลัง ตลอดจนแมลงหรือแมงทุกชนิดไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในน้ำหรือบนบก ซึ่งแบ่งออกได้เป็นพวกใหญ่ ๆ คือ

สัตว์เลื้อยคลาน เช่น เต่า ตะกรวด เหี้ย กิ้งก่า และงูชนิดต่าง ๆ

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ เขียด ปาด คางคก ฯ ลฯ

สัตว์จำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ช้าง เสือ กวาง ค้างคาว

สัตว์จำพวกนก เช่น นกเขา ไก่ป่า นกกระจอก นกยูง

แมงและแมลงทุกชนิด

ปลาตามปกติ ปลาที่อาศัยอยู่ในห้วย ธาร หนองคลอง บึงในป่าก็ถือว่าเป็นสัตว์ป่าด้วย

สัตว์ป่าถูกทำลายจนใกล้จะสูญพันธุ์หลายชนิด จึงทำให้กลุ่มคนบางคนเริ่มตระหนักและเห็นคุณค่าของสัตว์ป่าบางชนิดถูกทำลายเป็นจำนวนมากและจส่งผลให้เกิดความไม้สมดุลทางธรรมชาติปรากฏขึ้น ตัวอย่างเช่น นกป่าหลายชนิดถูกทำลายจะทำให้แมลงซึ่งเป็นศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นละต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการกำจัดศัตรูพืช ส่วนการทำลายป่าของมนุษย์ จะเป็นการทำลายป่าทางอ้อม เพราะแหล่งอาหารและที่หลบภัยของสัตว์ป่าถูกทำลายไป โอกาสที่สัตว์ป่าจะถูกล่าจึงมีมาก

 

 

ประโยชน์ของสัตว์ป่า

สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่มนุษย์เริ่มปรากฏขึ้นมาบนโลก เป็นอาชีพดั้งเดิม เช่นเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ จับปลา แม้ว่ามนุษย์จะเจริญขึ้น และมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้น แต่ความสำคัญของสัตว์ป่าก็มิได้ลดน้อยลงแต่อย่างใดประโยชน์ที่สำคัญของสัตว์ป่า คือ

1. ด้านเศรษฐกิจ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มนุษย์ได้รับจากสัตว์ป่าโดยตรงคือการนำชิ้นส่วนต่าง ๆของสัตว์ป่ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน สัตว์ป่าบางชนิดมีความสวยงามน่ารัก เช่น นก ชะนี ลิง มีการออกมาจำหน่ายทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ และรายได้ที่เกิดจากการเก็บค่าบริการเข้าไปชมสัตว์ป่าตามสวน

2. ใช้เป็นเครื่องประดับและตกแต่งบ้าน อวัยวะสัตว์เช่น งา เขา หนัง และนำขนมาใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านที่มีคุณค่ายิ่ง เช่น เขากวาง งาช้าง ขนนกยูง ขนมิ้งค์ หนังนำมาใช้ทำเข็มขัดและกระเป๋า นอกจากนี้ งา กระดูกและเขาสัตว์ป่ายังสมารถนำมาแกะสลักเป็นของใช้เช่น ด้ามมีด เป็นต้น

3. ใช้ในการบริโภค สัตว์ป่าหลายชนิดที่นิยมนำมาใช้เป็นอาหารอยู่ เช่น หมู่ป่า เก้ง กวางกระจง กระทิง ตะกวด แย้ และนกชนิดต่าง ๆ อวัยวะของสัตว์ป่าบางอย่างนำมาดัดแปลงเป็นอาหารและยารักษาโรคได้ดี เช่น กระเพาะค่าง เลือดลิง เขากวางอ่อน ดีหมี ดีงูเห่าและกะโหลกเสียงผา

4. ช่วยขจัดศัตรูพืช สัตว์ป่าหลายชนิดจะเป็นตัวช่วยชาวไร่ชาวนาในการขจัด แมลง หนอน หนูนาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของพืชผลที่ปลูกไว้ให้เบาบางลงเช่น นกฮูก นกเค้วแมว งูช่วยกำจัดหนูนา นกช่วยกำจัดแมลงและนอนที่เป็นศัตรูพืช ด้านวิทยาศาสตร์การศึกษาและการแพทย์ โดยนำมาเครื่องมือทดลอง ค้นคว้าและวิจัย ในขั้นแรกทดลองกับสัตว์ป่าก่อน จากนั้นจึงนำมาทดลองใช้กับคนต่อไป แม้แต่การเดินทางไปกับดาวเทียมที่ขึ้นไปโคจรรอบโลกครั้งแรกก็ใช้ลิงเป็นตัวแทนมนุษย์อวกาศ

5. ด้านนันทนาการ การนันทนาการที่ได้จากสัตว์ป่าจะออกมาในรูปของการเลี้ยงสัตว์ป่าไว้ดูเล่น ตามบ้านเรือนหรือที่พักอาศัย สวนสัตว์เปิดและปิด การไปชมความงามของสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน โดยออกไปส่องสัตว์ในตอนกลางคืนหรือนั่งชมสัตว์ป่าตามสถานที่ทางการจัดเอาไว้

6. ช่วยทำลายศัตรูของป่าไม้ ป่าไม้จะมีศัตรูธรรมชาติมารบกวนน้อยเสมอ หนอนและแมลงชนิดต่าง ๆ ศัตรูของต้นไม้เหล่านี้ยากที่มนุษย์จะปราบปรามให้หมดไปได้และต้องใช้งบประมาณมากในการดำเนินงาน สัตว์ป่าหลายชนิด เช่น นกชนิดต่าง ๆ จะช่วยกำจัดหนอนและแมลงได้ดี

7. ด้านวิชาการ สัตว์ป่านับว่ามีคุณค่าอย่างใหญ่หลวงทางด้านวิทยาศาสตร์การศึกษาและการแพทย์โดยนำมาเป็นเครื่องมือการทดลองค้นค้าวและวิจัย ในชั้นแรกทดลองกับสัตว์ป่าก่อน จากนั้นจึงนำมาทดลองใช้กับคนต่อไป แม้การเดินทางไปกับดาวเทียมที่ขึ้นไปโคจรรอบโลกครั้งแรกก็ใช้ลิงเป็นตัวแทนมนุษย์อวกาศ

8 . ช่วยกระจายพันธุ์พืช สัตว์ป่าหลายชนิด เช่น นก ค้างคาว ลิง ค่าง ชะนี กวาง เก้ง และกระทิง จะกินผลไม้เป็นอาหาร แล้วคายหรือถ่ายส่วนที่เป็นเมล็ดออก เมื่อตกอยู่ในบริเวณอื่นที่มีสภาพเหมาะสม ก็จะเจริญงอกงามต่อไปถือได้ว่าเป็นการจะจายพันธุ์ของพืชพรรณธรรมชาติที่สำคัญอย่างหนึ่ง

9. ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน สัตว์ป่าจะเป็นแหล่งอินทรีย์วัตถุตามธรรมชาติที่เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดแก่ดินตามเขตป่าไม้ หรือทุ่งหญ้า ซึ่งจะออกมาในรูปของมูลสัตว์ ซากสัตว์ที่ตายแล้ว

10. ใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าให้เป็นประโยชน์พื้นที่ว่างเปล่าบางแห่งไม่เหมาะสามารถนำมาประโยชน์ได้ จึงปล่อยทิ้งไว้ เช่นพื้นที่ตามไหล่เขา ที่ชื้นแฉะ ป่าละเมาะ เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าได้อย่างดี จึงทำให้พื้นที่เหล่านั้นเกิดประโยชน์ได้ต่อไป

ประเภทของสัตว์ป่า

การจำแนกชนิดของสัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ . ศ . 2535 แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. สัตว์ป่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่าที่หายากตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ พ . ศ . 2535 มี 15 ชนิด คือ

1.1 นกเจ้าฟ้าสิรินธร เป็นนกนางแอ่นชนิดหนึ่งพบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2511 บริเวณบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เพียงแห่งเดียวในโลก และปัจจุบันเชื่อว่าสูญพันธุ์แล้ว

1.2 นกกระเรียน อยู่ในตระกูลนกบินได้ขนาดใหญ่ที่สุด พบตามบึงหนองและท้องทุ่งปัจจุบันไม่พบในประเทศไทยแต่ยังพบในประเทศลาวและกัมพูชา

1.3 กวางผา มีขาแข็งแรง สามารถกระโดดตามซะง่อนผาได้ได้อย่างว่องไวพบตามยอดเขาสูงปัจจุบันจำนวนน้อยลงเพราะถูกนำมาล่าเป็นยาจำนวนมาก

1.4 เลียงผา เป็นสัตว์กีบคู่มีเขาจำพวกเพาะ พบตามภูเขาที่มีหน้าผาหรือถ้ำ ปัจจุบันจำนวนน้อยลงเพราะถูกนำมาล่าเป็นยาจำนวนมาก

1.5 ละอง หรือละมั่ง เป็นกวางชนิดหนึ่งมีสองสายพันธุ์ย่อย ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ปัจจุบันไม่พบในป่าของประเทศไทย

1.6 ควายป่า เป็นบรรพบุรุษของควายบ้าน มีขนาดใหญ่กว่า พบตาม ป่าโปร่งทุ่งหญ้าสูง ปัจจุบันพบไปในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานีเท่านั้น

1 .7 พะยูน เป็นสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม พบตามบริเวณใต้ชายฝั่ง ปัจจุบันหายาก ลดจำนวนลง พบบริเวณเกาะลิบง และหาดเจ้าไหม จังหวัด ตรัง

1.8 กูปรี อยู่ในตระกูลเดียวกับกระทิง และวัวแดง พบในไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ปัจจุบันมีจำนวนน้อย และมีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์

•  สมัน เป็นกวางขนาดกลางมีเขาสวยงามที่สุด เคยมีอยู่ในเฉพาะทุ่งโล่งในภาคกลาง ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปประมาณ 60 ปีมาแล้ว

•  แรด มีนอเดียวพบในป่าทึบที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เคยมีพบในบริเวณป่าชายแดน ไทย – เมียนมาร์ ปัจจุบันไม่พบเห็นอีกเลยในประเทศไทย

•  นกแต้วแล้วทองคำ เป็นนกขนาดเล็ก อาศัยอยู่เฉพาะป่าดิบที่ราบต่ำปัจจุบันพบแห่งเดียวในโลก ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์เขาประ - บางคราม จังหวัดกระบี่

•  แมวลายหินอ่อน เป็นแมวป่าขนาดกลางชอบอยู่บนต้นไม้ในป่าดงดิบชื้น ปัจจุบันมีจำนวนน้อย

•  กระซู่ เป็นแรดพันธุ์เล็กที่สุด ปัจจุบันคาดว่าจะพบได้ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว จังหวัดชัยภูมิ

•  สมเสร็จ เป็นสัตว์ที่มีลักษณะของสัตว์หลายชนิดมารวมกัน หากินกลางคืน ตามที่รกทึบ ปัจจุบันพบบริเวณป่าชายแดน ไทย – เมียนมาร์ และภาคใต้ของไทย

•  เก้งหม้อ ลักษณะคล้ายเก้งธรรมชอบอาศัยอยู่เดี่ยว ๆ ในป่าดงดิบตามลาดเขาปัจจุบันเป็นสัตว์ที่หายาก พบบริเวณชายแดน ไทย – เมียนมาร์ และภาคใต้ของไทย

2. สัตว์ป่าคุ้มครอง หมายถึง สัตว์ป่าตามที่กฏกระทรวงกำหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามบัญชีรายชื่อใหม่ 7 จำพวกคือ

2.1 สัตว์ป่าจำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน 189 ชนิด

2.2 สัตว์ป่าจำพวกนก มี 181 ลำดับ จำนวน 71 ชนิด

2.3 สัตว์ป่าจำพวกเลื้อยคลานมี 64 ลำดับ จำนวน 91 ชนิด

2.4 สัตว์ป่าจำพวกสะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 12 ชนิด

2.5 สัตว์ป่าจำพวกปลก จำนวน 4 ชนิด

2.6 สัตว์ป่าจำพวกแมลง มี 13 ลำดับ

2.7 สัตว์ป่าจำพวกไม่มีกระดูกสันหลังมี 13 ลำดับ

สัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่งที่ไม่ได้จำแนกเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 2 เพราะหลักกฎหมายไม่อนุญาติให้ล่าทั้งสัตว์ป่าสงวน และคุ้มครอง เว้นแต่กระทำโดยราชการ เพื่อการศึกษา และวิจัยทางวิชาการ การเพาะพันธุ์ หรือเพื่อกิจการสวนสัตว์สาธารณะ และหากผู้ใดมีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ครอบครองแต่เดิมให้นำมาชึ้นทะเบียนต่อป่าไม้อำเภอภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศพระราชบัญญัติฉบับนี้

3. สัตว์ป่านอกประเภท หมายถึง สัตว์ป่าที่ไม่ปรากฏในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ . ศ . 2535 และไม่ปรากฏในบัญชีท้ายกฎกระทรวงซึ่งกำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นสัตว์ที่ไม่สงวนและคุ้มครองได้แก่หนู หนูผี หมูป่า นกกระจอก นกกระจิบ นกคุ่มอืด แย้ กบอึ่ง เขียด เป็นต้น

 

ประเภทสัตว์ป่าในจังหวัดกาญจนบุรี

สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญหลักอันหนึ่งคู่กับพืชพรรณและป่าไม้ เพราะบรรดาสัตว์ป่าจะมีชีวิตและสืบสายพันธุ์ได้ดีต้องอาศัยป่าไม้ จึงปัจจัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ จังหวัดกาญจนบุรีมีสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการอาศัยของสัตว์ป่าเป็นอย่างยิ่ง สัตว์ป่าที่พบในจังหวัดกาญจนบุรีแยกออกเป็น 5 ประเภท คือ สัตว์ป่าประเภทนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และปลาน้ำจืด

•  สัตว์ประเภทนก จากการสำรวจจำนวนนกที่พบในจังหวัดกาญจนบุรีพบไม่น้อยกว่า 150 ชนิด โดยเป็นนกที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งตามบัญชีรายชื่อสถานภาพของทางการอนุรักษ์ คือ พญาแร้ง นกที่ใกล้สูญพันธุ์ คือ นกยูง เป็นนกที่แนวโน้มว่าจะใกล้สูญพันธุ์คือ เหยี่ยวเล็กกระโพกขาว และเป็นนกที่มีสถานภาพใกล้ถูกคุกคามได้แก่ นกอีลุ้ม นกเงือกกรามช้าง นกกกหรือนกกาฮัง นอกจากนี้ยังมีนกที่สำคัญได้แก่ ไก่ฟ้าหลังเขา นกแว่นสีขาว นกแก๊ก นกหัวขวานใหญ่สีเทา นกกระทาด้งแข้งเขียว ไก่ป่า นกเขาธรรมดา และนกมูม

•  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จากจำนวนสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมมีจำนวนน้อยกว่า 100 ชนิด ปรากฏว่าจังหวัดกาญจนบุรีพบสัตว์ที่มีสถานภาพเป็นสัตว์สงวนได้แก่ ละอง ละมั่ง สมเสร็จ เลียงผา นอกจากนี้ยังมีค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกอีกด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดที่สำคัญและใกล้สูญพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ เสือลายเมฆ ช้างป่า วัวแดง กระทิง ชะนีมือขาว หมาใน หมีหมา ค่าง แว่นถิ่นเหนือ ลิงเสน นอกจากนี้ยังมีชนิดที่สำคัญได้แก่ กระต่ายป่า เสือดำ เสือโคร่ง อีเก้ง กวางป่า อีเก้งหม้อ ค้างคาวมงกุฎแดง เป็นต้น

•  สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีมีไม่น้อยกว่า 40 ชนิด โดยชนิดที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอาทิ เช่น ตะพาบม่านลาย เต่าหก เต่า ปูลุ เต่าหับ ตะกวด จระเข้น้ำจืด กิ้งก่าคอขาวใส กิ้งก่าบินปีกจุกดำ กิ้งก่าหัวน้ำเงิน งูเหลือมงูเขียวกบกาบหมาก งูจงอาง และงูเห่าเป็นต้น

 

 

•  สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเป็นสัตว์ที่สำคัญและสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 ได้แก่ คางคก คางคกหัวเรียบ จงโคร่ง ปาดนิ้วแยกขาลาย อึ่งอิ๊ดขาเหลือง อึ่งอิ๊ดหลังลาย และอึ่งอ่าง สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 มีเพียงชนิดเดียว คือ กบทูต สัตว์ป่าที่ไม่ได้คุ้มครองได้แก่ เขียดจะนา เขียดหลังเขียว เขียดหนอง กบหัวสีช้างดำ นอกจากนี้ยังพบสัตว์จำพวกปูที่พบเห็นเฉพาะในท้องที่กาญจนบุรี คือ ปูกาญจนบุรี ปูสุรพล น้ำตกเอราวัณ ปูสุรพล ปูมานิตย์ ปูตะนาวศรี และปูราชินี

•  ปลาน้ำจืด ชนิดพันธุ์ปลาน้ำจืดที่พบในจังหวัดกาญจนบุรีมีไม่น้อยกว่า 70 ชนิด ส่วนมากพบในแม่น้อยแควน้อย และแควใหญ่ ชนิดปลาส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลากราย ปลากดเหลือง ปลากระสูบขีด ปลาแรด นอกจากนี้ปลาที่ได้รับการจัดสถานภาพทางการอนุรักษ์ว่าแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ ปลาดุกด้าน

แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรีมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง ฝ่ายวิชาการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวไว้เมื่อ พ . ศ . 2528 ว่ากาญจนบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง และเป็นจังหวัดที่มีลักษณะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี มีทั้งทรัพยากรการท่องเที่ยวธรรมชาติ ทรัพยากรท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ทรัพยากรท่องเที่ยวประเภทที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมไปถึงการท่องเที่ยวประเภทการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีแยกเป็นรายอำเภอดังนี้

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอเมืองกาญจนบุรี

•  สะพานข้ามแม่น้ำแคว (River Kwai Bridge) หรือเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ชาวตะวันตกว่า The Bridge Over The River Kwai สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่เขตตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสะพานที่สำคัญที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะ เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2486 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ ทหารอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลันดา และแรงงานชาเอเชียอื่นๆ จำนวนมาก มาสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ผ่านประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมีส่วนหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะความทารุณของสงคราม และโรคภัยตลอดจนขาดอาหาร ทำให้เชลยศึกจำนวนหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง สะพานข้ามแม่น้ำแควเดิมได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และรัฐบาลไทยได้ซ่อมแซมใหม่ เมื่อ พ . ศ . 2489 จนสามารถใช้งานได้ สะพานข้ามแม่น้ำแควห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือตามทางหลวงหมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร

•  ทางรถไฟสายมรณะ (The Death Railway) หรือทางรถไฟสายธนบุรี - น้ำตก เริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านเข้ากาญจนบุรี ข้ามแม่น้ำแควใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ จนถึงปลายทางที่เมืองตันบีอูซายัด (Thanbyuzayat) ประเทศเมียนมาร์ ทางรถไฟสายนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ปรงงานเชลยศึกของสัมพันธมิตรที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้าง เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศเมียนมาร์ ทางรถไฟสายมรณะมีความยาวจากหนองปลาดุกถึงสถานีตันบีอูซายัดรวม 415 กิโลเมตร เป็นทางรถไฟอยู่ในเขตประเทศไทยประมาณ 303.95 กิโลเมตรและอยู่ในเขตพม่า 111.05 กิโลเมตร ปัจจุบันเส้นทางนี้ไปสุดปลายทางที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตก ระยะทางจากสถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตก เป็นระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดเดินรถบนเส้นทางนี้ทุกวันและจัดรถไฟขบวนพิเศษสายกรุงเทพฯ - น้ำตก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ จุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากคือช่วงสะพานข้ามแม่น้ำแคว และช่วงโค้งมรณะหรือถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นสะพานโค้งเลียบแม่น้ำแควน้อยยาวประมาณ 400 เมตร

•  พิพิธภัณฑ์อักษะเชลยศึกหรือพิพิธภัณฑ์สงครามวัดใต้ (JEATH War Museum : Japan England Australia Thailand Holland) สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ . ศ . 2520 ในบริเวณวัดไชยชุมพลชนะสงคราม หรือวัดใต้ ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมืองกาญจนบุรี ตัวอาคารสร้างเป็นกระท่อมเลียนแบบค่ายเชลยศึก สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นที่เก็บรวบรวมภาพวาด ภาพถ่าย แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเชลยศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือ เครื่องใช้ของทหารเชลยศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น อาวุธสงคราม หมวก มีด ช้อน ส้อม เป็นต้น สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากสถานีขนส่งกาญจนบุรีเพียง 400 เมตร เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น .

•  สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก (Kanchanaburi War Cemetery) เนื่องจากการเกณฑ์ทหารสัมพันธมิตรมาสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ ผ่านกาญจนบุรีไปเมียนมาร์ของกองทัพญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเหตุให้เชลยศึกพันธมิตรเสียชีวิตที่กาญจนบุรีเป็นจำนวนมาก สุสานแห่งนี้บรรจุกระดูกของทหารสัมพันธมิตร จำนวน 6,982 หลุม สุสานแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 17 ไร่ ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟกาญจนบุรี ห่างจากศูนย์กลางจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 2 กิโลเมตร ในเขตบ้านดอนรัก ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ภายในมีการตกแต่งสวยงาม ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเยี่ยมชมจำนวนมากเพราะเป็นเส้นทางผ่านไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ และอยู่ห่างจากสถานีรถไฟกาญจนบุรีเพียง 300 เมตร เท่านั้น

•  สุสานทหารสัมพันธมิตรเขาปูน หรือสุสานช่องไก่ ( Chong-Kai War Cemetery ) เคยเป็นที่ตั้งค่ายเชลยศึกขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ฝั่งตะวันออก ในตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมืองกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 2 กิโลเมตร ขนาดเล็กกว่าสุสานกาญจนบุรี ( ดอนรัก ) มีพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ บรรจุศพเชลยศึกรวม 1,750 หลุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารอังกฤษ ภายในมีการตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างร่มรื่น การเดินทางไปสุสานเขาปูน ทางรถยนต์ไปตามถนนลาดยางประมาณ 2 กิโลเมตร และอาจเดินทางโดยเรือที่หน้าเมืองกาญจนบุรี ตามลำน้ำแควน้อยอีกประมาณ 2 กิโลเมตร

•  พิพิธภัณฑ์บ้านเก่า (Ban Kao Museum) บ้านเก่าเป็นตำบลเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย เขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 35 กิโลเมตร บ้านเก่าเป็นแหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญของโลก ในระหว่าง พ . ศ . 2503 – 2505 มีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินใหม่ เครื่องมือและเครื่องใช้ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ เครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยหิน เครื่องประดับรูปแบบต่างๆ การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าสะดวกและรวดเร็ว โดยทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - สังขละบุรี ตามทางหลวงหมายเลข 323 แยกเข้าบ้านเก่าที่กิโลเมตราที่ 10 ไปถนนสายลาดยาง ประมาณ 20 กิโลเมตร ถึงบ้านเก่าแยกเข้าพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าประมาณ 1 กิโลเมตร หรือเดินทางโยรถไฟสายกาญจนบุรี - น้ำตกไปลงที่สถานีบ้านเก่าและเดินทางตามทางรถยนต์อีก 2 กิโลเมตร

•  พิพิธภัณฑ์สงครามเชิงสะพานข้ามแม่น้ำแคว ( War Museum ) เป็นสถานที่เก็บรักษาสิ่งที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง อันได้แก่ อาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ โครงกระดูกของเชลยศึกสงคราม และภาพถ่ายเหตุการณ์ในสมัยนั้น นอกจากนี้บางส่วนยังจัดทำเป็นหอศิลป์ เก็บรวบรวมสิ่งของต่างๆ เช่น แสตมป์ ไปรษณีย์บัตรโบราณ เพชร พลอย และเครื่องประดับ พิพิธภัณฑ์สงครามเชิงสะพานข้ามแม่น้ำแควอยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร อยู่ติดกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว

•  ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ด้านหน้าสถาบันราชภัฏกาญจนบุรีอยู่บนถนนสายกาญจนบุรี - ไทรโยค ( ทางหลวงหมายเลข 323) ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นแหล่งแสดงเครื่องใช้ภายในครัวเรือน เครื่องมือที่ใช้ในการประมง ภาชนะดินเผาก่อนประวัติศาสตร์ หนังสือไทยโบราณและศิลปวัตถุต่างๆ

•  สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (Stone Garden) ตั้งอยู่ที่ทุ่งนาคราช ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ในบริเวณวิทยาลัยเกษตรกรรม จังหวัดกาญจนบุรี มีเนื้อที่ 600 ไร่ ประชาชนทั่วไปเรียกสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ว่า “ สวนหิน ” หรืออุทยานหินเพราะในบริเวณนั้นมีหินงอกอยู่เรียงราย อย่างเป็นระเบียบในเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ การเดินทางไปสวนหิน เส้นทางที่ใกล้ที่สุด คือเดินทางจากหลักเมืองไปยังท่าร่วมของแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำแควใหญ่ ข้ามแพขนานยนต์ไปยังฝั่งตรงข้าม เดินทางผ่านสุสานเขาช่องไก่ ถ้ำเขาปูน และวิทยาลัยเกษตรกรรม จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งไปตามถนนแสงชูโต ผ่านสุสานสัมพันธมิตรถึงสามแยกแก่งเสี้ยนเลี้ยวซ้าย ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่ ไปตามเส้นทางวัดเขาปูนจะถึงบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ระยะทาง 21 กิโลเมตร

•  วัดถ้ำมังกรทอง (Wat Tham Mangkon Thong) ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแควน้อย ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีราว 3-4 กิโลเมตร ตามทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - ด่านมะขามเตี้ย ตัวถ้ำอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 100 เมตร ถ้ำมังกรทองเป็นถ้ำขนาดเล็กมีรูปสิงห์โตติดอยู่กับหินแท่งใหญ่ตรงปากถ้ำ ภายในมีซอกหินสลับซับซ้อนสวยงาม บริเวณถ้ำมังกรทองมีวัดถ้ำมังกรทอง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ . ศ . 2477 ทางขึ้นวัดทำเป็นบันไดก่ออิฐถือปูนประมาณ 95 ขั้น สองข้างบันไดทำเป็นรูปมังกรชูศรีษะ นอกจากวัดและถ้ำมังกรทองแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้มีจุดสนใจอยู่ที่การแสดงแม่ชีลอยน้ำ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ การเดินทางไปถ้ำมังกรทองสามารถใช้เส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - ด่านมะขามเตี้ย ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางโดยทางเรือตามลำแควน้อยประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จนถึงวัดถ้ำมังกรทอง

•  ถ้ำขุนแผน (Khun Phaen Cave) หรือถ้ำพุพระ (Phu Phra Cave) เป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแควใหญ่ ในเขตตำบลหนองบัว อำเภอเมืองกาญจนบุรี บนถนนกาญจนบุรี - ไทรโยค ห่างจากเมืองกาญจนบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร โดยอยู่เยื้องกับสถาบันราชภัฏกาญจนบุรีเล็กน้อย แต่เดิมมีชื่อว่า ถ้ำพุพระ เพราะมีการพบพระพิมพ์รุ่นเก่าจำนวนหนึ่ง ต่อมามีการจัดตั้งวัดขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดถ้ำขุนแผน ถ้ำพุพระเป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่สูงจากพื้นราบประมาณ 100 เมตร มีบันไดคอนกรีตประมาณ 190 ขั้น จากพื้นราบจนถึงปากถ้ำ ภายในถ้ำพบหินงอกหินย้อยสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปชมถ้ำพุพระได้ตามเส้นทางรถยนต์สาย กาญจนบุรี - ไทรโยค ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตรจากตัวเมืองแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าตามถนนลูกรังอีกประมาณ 1 กิโลเมตร

•  ถ้ำมะเดื่อ (Ma D) อยู่ภายในบริเวณวัดถ้ำมะเดื่อ ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 40 กิโลเมตร ตัวถ้ำอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ฝั่งตรงข้ามกับปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร การเดินทางไปวัดถ้ำมะเดื่อต้องลงเรือข้ามฟากจากท่าเรือ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟท่ากิเลนประมาณ 1 กิโลเมตร หรือถ้าไปทางรถยนต์ต้องข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแควน้อยที่ตำบลบ้านเก่าต่อไปอีก 2 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีเนื้อที่กว้างขวาง มีหินงอกหินย้อยสวยงามแตกต่างกันไป ในแต่ละคูหา ต้องใช้เวลาในการชมประมาณ 2 ชั่วโมง ทางวัดมะเดื่อได้ติดตั้งไฟฟ้าเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นความงดงามของถ้ำ

•  ถ้ำวังตะเคียน (Wangtakaen Cave) อยู่ในบริเวณเทือกเขาหลังหมู่บ้านวังตะเคียน เขตตำบลขรเข้เผือก อำเภอเมืองกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 30 กิโลเมตร เทือกเขาหลังหมู่บ้านวังตะเคียนมีถ้ำหินปูนหลายแห่ง เช่น ถ้ำระย้าโมกขธรรม ถ้ำนางคอย ถ้ำเท้าช้าง และถ้ำวังตะเคียน หรือถ้ำไทรย้อยเป็นถ้ำที่มีความงามมากกว่าถ้ำอื่นๆ ในหมู่ถ้ำหลังเทือกเขาวังตะเคียน เพราะมีขนาดกว้างขวาง และประกอบด้วยหินงอกหินย้อยรูปแบบต่างๆ จำนวนมาก การเดินทางไปถ้ำวังคะเคียนทำได้ 3 เส้นทาง คือ ไปตามทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - ไทรโยค แล้วเลี้ยวซ้ายที่สามแยกท่าน้ำตื้น ผ่านเขาปูนเป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร จะถึงถ้ำวังตะเคียน อีกสายหนึ่งไปตามทางรถยนต์สาย กาญจนบุรี - ไทรโยค ผ่านสถาบันราชภัฏกาญจนบุรี แล้วเลี้ยวซ้ายไปที่สามแยกเข้าบ้านเก่า ประมาณ 26 กิโลเมตร แล้วต่อไปถ้ำวังตะเคียนอีก 9 กิโลเมตร นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถใช้เส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรี - สถานีน้ำตก ลงที่สถานีวังตะเคียนและเดินเท้าประมาณ 2 กิโลเมตร จนถึงถ้ำวังตะเคียน

•  ถ้ำสัตตบรรณคูหา (Sattabunkuha cave) อยู่ในเขตตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จากทางเข้าสวนหินมาประมาณ 1 กิโลเมตร เยื้องกับวิทยาลัยเกษตรกรรม มีทางแยกไปถ้ำอีก 1 กิโลเมตร บริเวณถ้ำเป็นที่ตั้งสำนักสงฆ์ สภาพภูมิประเทศโดยรอบสวยงามและเงียบสงบ

•  วัดถ้ำพุหว้า (Wat tham Phu Wa) ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองหญ้า เป็นสาขาหนึ่งของวัดปากน้ำ เป็นวัดที่พัฒนา บรรยากาศโดยรอบสะอาดร่มรื่น เงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปปฏิบัติธรรม ทั้งยังสวยงามด้วยภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าไม้ และถ้ำที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยงดงามหลายแห่ง การเดินทางไปยังวัดถ้ำพุหว้า สามารถใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทางคือ เส้นทางกาญจนบุรี - บ้านเก่า เลี้ยวซ้ายบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 16 ไปตามเส้นทางสายพุประดู่ - วังลาน อีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงทางแยกเข้าวัด หรือข้ามแพขนานยนต์ที่ท่าน้ำหน้าเมือง เดินทางผ่านวัดถ้ำเขาปูน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่บริเวณระหว่างกิโลเมตรที่ 48-49 ไปตามเส้นทางสายพุประดู่อีก 5 กิโลเมตร

•  โบราณสถานในเขตเมืองกาญจนบุรี (Ruins of Ancient Town ) ตั้งอยู่ในเขตตำบลลาดหญ้า บริเวณนี้เคยเป็นเมืองหน้าด่าน สกัดกั้นการเดินทัพของเมียนมาร์ที่ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประมาณ พ . ศ . 2031-2328 สภาพปัจจุบันยังเหลือร่องรอยแนวกำแพงดิน รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 168 X 355 มีป้อมค่ายอยู่ทั้ง 4 มุม โบราณสถานโดยรอบวัดมีวัดขุนแผน วัดแม่หม้าย วัดป่าเลไลยก์และวัดนางพิม

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอไทรโยค

พื้นที่อำเภอไทรโยคนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง

•  อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทเมืองสิงห์ (Muang sing historical park) ตั้งอยู่บริเวณที่ราบริมแม่น้ำแควน้อยฝั่งตะวันออก เขตบ้านปากกิเลน หมู่ที่ 1 ตำบลสิงห์ ปราสาทเมืองสิงห์เป็นโบราณสถานสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ได้มีการก่อสร้างศาสนสถานตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายานโดยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมร ปราสาทเมืองสิงห์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญและได้รับการเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ เมื่อ 3 เมษายน พ . ศ . 2535

•  ทางรถไฟสายมรณะ (The death Railway) เป็นทางรถไฟที่สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในส่วนที่ผ่านพื้นที่ของอำเภอไทรโยค เป็นเส้นทางที่ผ่านภูเขาและป่าไม้ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นสะพานโค้งถ้ำกระแซมีความงดงามมาก เพราะเป็นเส้นทางที่หลบภูเขาเลียบตามความโค้งของแม่น้ำแควน้อย ทางรถไฟสายนี้ไปสิ้นสุดปลายทางที่สถานีน้ำตก นับเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี

•  ช่องเขาขาด ( Hellfire Pass ) เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะ การเดินทางไปชม ใช้เส้นทางไทรโยค - ทองผาภูมิ ถึงกิโลเมตรที่ 66 มีทางแยกซ้ายไปช่องเขาขาดอีก 500 เมตร ช่องเขาขาดเป็นภูเขาที่ถูกตัดเป็นช่องเพื่อสำหรับสร้างทางรถไฟในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันมีร่องรอยของทางรถไฟปรากฏอยู่

•  เมืองครุฑ (Muang khrut) ตั้งอยู่ในเขตบ้านท่าตาเสือ หมู่ที่ 6 ตำบลสิงห์ เมืองครุฑเป็นเมืองโบราณ อยู่ใบบริเวณที่ราบหุบเขาล้อมรอบด้วยเขาแก้วน้อย เขาแก้วใหญ่และเขาเมืองครุฑ ลักษณะเมืองครุฑ เป็นเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกำแพงดินล้อมรอบ 3 ด้าน และที่สำคัญมีการขุดพบชิ้นส่วนรูปครุฑขนาดใหญ่ เมื่อ พ . ศ . 2534 หลักฐานที่พบพอสันนิษฐานได้ว่า เมืองครุฑสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 มีอายุใกล้เคียงกับปราสาทเมืองสิงห์

•  น้ำตกไทรโยคใหญ่ (Saiyok yai Waterfall) ตั้งอยู่ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค ตำบลไทรโยค น้ำตกไทรโยคใหญ่หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “ น้ำตกเขาโจน ” เป็นน้ำตกที่ไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย ภายในบริเวณน้ำตกแห่งนี้ยังมีค่ายทหารญี่ปุ่นและเชลยศึกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาท่องเที่ยว

•  น้ำตกไทรโยคน้อย หรือน้ำตกเขาพัง (KHAO Phang Waterfall) เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ช่วงที่น้ำตกมีความสวยงามมากคือ เดือนตุลาคม - มกราคม เนื่องจากมีปริมาณน้ำมาก น้ำตกไทรโยคน้อยตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้านท่าเสา สุขาภิบาลไทรโยคน้อย อยู่ใกล้ถนนสายกาญจนบุรี - สังขละบุรีและห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีเพียง 52 กิโลเมตร

•  ด่านบ้องตี้ (Bong Ti Pass) ด่านบ้องตี้ อยู่ในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ในเขตบ้านบ้องตี้บน หมู่ที่ 1 ตำบลบ้องตี้ ด่านบ้องตี้เป็นเส้นทางติดต่อระหว่างไทย - เมียนมาร์ ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พื้นที่ตอนล่างของด่านบ้องตี้ เป็นหมู่บ้านชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ดั้งเดิมหมายหมู่บ้าน เช่น บ้านบ้องตี้ล่างและบ้านท้ายเหมือง ด่านบ้องตี้เป็นเส้นทางที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและเมียนมาร์ มาตั้งแต่สมัยโบราณ

•  ถ้ำรูป (Rub Cave) เป็นถ้ำที่พบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในเขตพื้นที่บ้านบ้องตี้น้อย หมู่ที่ 8 ตำบลวังกระแจะ อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เมตร ทางขึ้นปากถ้ำลาดชัน ห่างจากแม่น้ำแควน้อยประมาณ 5 กิโลเมตร ถ้ำรูปเป็นชื่อที่คนในท้องถิ่นตั้งขึ้นนานมาแล้ว หมายถึงถ้ำที่มีรูป ถ้ำรูปเป็นแหล่งโบราณคดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำรูปแสดงให้เห็นถึงงารนสร้างสรรค์ สำคัญของคนในสมัยนั้น ภาพที่พบ ประกอบด้วย ภาพคน สัตว์ ภาพมือและภาพลายเรขาคณิต ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสมัยนั้น

•  ถ้ำดาวดึงส์ ( Daowadung Cave ) ถ้ำดาวดึงส์อยู่ในบริเวณบ้านดาวดึงส์ หรือบ้านแก่งมะเติง หมู่ที่ 6 ตำบลไทรโยค บริเวณถ้ำอยู่ห่างจากแม่น้ำแควน้อยไปทางตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะถ้ำดาวดึงส์เป็นถ้ำขนาดกลาง ภายในถ้ำพบหินงอกและหินย้อยรูปแบบต่างๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอไทรโยค

•  ถ้ำละว้า (Lawa cave) ถ้ำละว้าตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อยฝั่งตะวันตกในเขตบ้านแก่งละว้า หมู่ที่ 5 ตำบลวังกระแจะ ถ้ำละว้าเป็นแหล่งที่พบหลักฐานมนุษย์ในสมัยหินเก่าของสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถ้ำละว้าเป็นถ้ำขนาดใหญ่พบหินงอกหินย้อยแบบต่างๆ กันสวยงามมาก

•  ถ้ำพระ (Phra cave) ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 บ้านแก่งประลอม ตำบลไทรโยค บริเวณวังพระ ริมแม่น้ำแควน้อยฝั่งตะวันออก อยู่ห่างจากน้ำตกไทรโยคใหญ่ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร ถ้ำพระเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากแห่งหนึ่งเพราะมีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินกลาง รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนมาก เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ถ้ำพระมีมนุษย์อาศัยอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือประมาณ 7,000 ปีมาแล้ว

•  ถ้ำไทรทอง ( Chrai Thong Cave ) หรือถ้ำตาหม่อง ตั้งอยู่ที่บ้านไทรทอง ตำบลลุ่มสุ่ม ห่างจากอำเภอไทรโยคประมาณ 8 กิโลเมตร ไปตามถนนสายวังโพธิ์ - บ้านท้ายเหมือง แล้วแยกเข้าเส้นทางสายบ้านพุน้อย - แก่งระเบิด ถึงบริเวณเชิงเขา ต่อจากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นไปยังปากถ้ำ ถ้ำไทรทองมีความกว้างของปากถ้ำ 20 เมตร ความยาวตลอดถ้ำประมาณ 100 เมตร ตอนปลายถ้ำมีช่องเปิดสู่ด้านบนของภูเขา ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม

•  ถ้ำสวรรค์วังบาดาล ( Sawanwangbadan Cave ) ( ถ้ำวังบาดาล ) เป็นถ้ำซึ่งค้นพบโดยชาวบ้าน อำเภอไทรโยค ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าเสา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 63 กิโลเมตร อยู่ด้านหลังน้ำตกไทรโยคน้อยประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นถ้ำขนาดเล็กแต่มีความลึกมาก จากการสำรวจพบว่าถ้ำแห่งนี้มีทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นจะมีความลาดชัน และมีชื่อเรียกไปตามจินตนาการของผู้พบเห็น ถ้ำนี้มีความงามตามธรรมชาติ มีหินงอกหินย้อย สลับซับซ้อนภายในถ้ำมีแอ่งน้ำกว้างประมาณ 10 เมตร มีปลาอาศัยอยู่และเป็นที่น่าสังเกตว่าปลามีสีขาวทุกตัว จากความงามภายในถ้ำ ชาวบ้านและผู้พบเห็นจึงตั้งชื่อว่า “ ถ้ำสวรรค์บันดาล ”

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอทองผาภูมิ

อำเภอทองผาภูมิเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ป่าไม้ สถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอทองผาภูมิจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติเกือบทั้งหมด เช่น น้ำตก ภูเขา ป่าไม้ ฯลฯ

•  น้ำตกผาตาด (PHATAD WATERFALL) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อยู่ใกล้เคียงกับน้ำพุร้อนหินดาดในเขตตำบลหินดาด อำเภอเมืองทองผาภูมิ ห่างตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 130 กิโลเมตร การเดินทางไปน้ำตกผาตาด เข้าตามทางลาดยางอีกประมาณ 9 กิโลเมตร จึงถึงบริเวณหน้าน้ำตกผาตาด น้ำตกผาตาดมีหลายชั้น โดยเฉพาะหน้าฝนจะงดงามมาก สภาพของสองข้างทางตลอดลำธารน้ำตกยังมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี

•  น้ำพุร้อนหินดาด หรือน้ำพุร้อนกุยมั่ง (Hindato Hot Spring) เป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติริมลำธารตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 135 กิโลเมตร ตามเส้นทางกาญจนบุรี - สังขละบุรี ทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 107 น้ำพุร้อนหินดาดได้รับการพัฒนาครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นสร้างทางรถไฟสายมรณะและสร้างค่ายทหารที่หินดาด (HINDATO CAMP) ทหารญี่ปุ่นได้สร้างบ่อซีเมนต์ขนาด 20 ตารางเมตร หลังจากนั้นน้ำพุร้อนหินดาดได้มีชื่อเสียงตามลำดับ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

•  น้ำตกเกริงกระเวีย (Kroeng Krawia Waterfall) เป็นน้ำตกชั้นเตี้ยๆ ไหลลดหลั่นมาตามชั้นหินปูน ซึ่งมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น มีน้ำมากในฤดูฝน น้ำตกเกริงกระเวียตั้งอยู่ริมทางสายทองผาภูมิ - สังขละบุรี ห่างจากทองผาภูมิไปประมาณ 32 กิโลเมตร

•  น้ำตกไดช่องถ่อง (Dai chong Thong Waterfall) เป็นน้ำตกขนาดเล็กเลยน้ำตกเกริงกระเวียไปตามเส้นทางทองผาภูมิ - สังขละบุรี 2 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายไปน้ำตกอีกประมาณ 6 กิโลเมตร สภาพเส้นทางเข้าตัวน้ำตกไม่ดีนัก เดินทางลำบาก โดยเฉพาะในฤดูฝน

•  บึงเกริงกระเวีย (Kroeng Krawia Swump) อยู่ติดกับหมู่บ้านเกริงกระเวีย ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ ห่างจากอำเภอทองผาภูมิประมาณ 35 กิโลเมตร ลักษณะของบึงเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ในหุบเขา และปกคลุมด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เนื้อที่ในฤดูแล้งจะมีพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ในฤดูฝนพื้นที่บึงจะขยายออกไปหลายเท่าตามปริมาณน้ำ ในแต่ละปี บึงเกริงกระเวียนอกจากเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญแล้วยังอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้ และสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือน พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ จะมีนกเป็ดน้ำหลายชนิดอพยพจากไซบีเรีย มาอาศัยอยู่เป็นแสนๆ ตัว

•  อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ( Khao Laem Park ) มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณป่าเขาและอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม เป็นพื้นที่ประมาณ 815 ตารางกิโลเมตร นอกจากทิวทัศน์ที่สวยงามของอ่างเก็บน้ำแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีก ได้แก่ น้ำตกเกริงกระเวีย น้ำตกไดช่องถ่อง บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ตั้งอยู่ริมทางหลวงสายทองผาภูมิ - สังขละบุรี มีสถานที่สำหรับกางเต็นท์ที่พักแรม

•  ทุ่งใหญนเรศวร (Thung Yai Naresuan Wildlife Sanctuary) เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในเขตติดต่อระหว่างอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยทิวเขาใหญ่น้อยของเทือกเขาตระนาวศรี บางตอนเป็นที่ราบกว้างขวาง บางพื้นที่เป็นหุบเขาสูงชัน บริเวณนี้จึงเป็นต้นน้ำสำคัญของแควใหญ่และแควน้อย ทุ่งใหญ่นเรศวรมีความสำคัญหลายลักษณะดังนี้

•  เป็นแหล่งที่มีความงดงามทางธรรมชาติที่หาได้ยากที่สุดของโลก เนื่องจากมีแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย มีเทือกเขา เนินเขา และทุ่งหญ้าสลับซับซ้อนจึงเป็นเขตป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

•  เป็นแหล่งสัตว์ป่านานาชนิดที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก และปลาน้ำจืด สัตว์บางชนิดในบริเวณนี้เป็นสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองที่หายาก และกำลังจะสูญพันธุ์ เช่น แรด กระซู่ สมเสร็จ เก้งหม้อ เสือลายเมฆ และเสือลายพาดกลอน

•  เป็นบริเวณที่มีความหลากหลายของพันธุ์พืชประเภทต่างๆ เช่น ป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าเต็งรัง ทุ่งหญ้า เป็นต้น และพืชบางชนิดในเขตทุ่งหญ้าเป็นพืชหายากและล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์

•  เป็นเขตที่มีประชากรชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากการเดินทางเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ สามารถเข้าไปได้ทั้งทางอำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอสังขละบุรี แต่ต้องขออนุญาตกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ และควรเดินทางในฤดูแล้งจะสะดวกที่สุด

•  เขื่อนเขาแหลม (Khao Laem Dam) เขื่อนเขาแหลมอยู่ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ ห่างจากตัวอำเภอทองผาภูมิไปทางเหนือประมาณ 6 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีตามเส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี – สังขละบุรี ประมาณ 150 กิโลเมตร เขื่อนเขาแหลมเป็นเขื่อนเอนกประสงค์โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ ตัวเขื่อนสร้างขึ้นบริเวณเขาแหลม ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ และอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนอยู่ในเขตอำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรี แยกเข้าอำเภอทองผาภูมิ 1 กิโลเมตรและมีถนนเชื่อมถึงเขื่อนเขาแหลมอีก 6 กิโลเมตร

•  เหมืองแร่ปิล็อก (Pilok Mine) เป็นกลุ่มเหมืองแร่หลายแห่งบนเทือกเขาตะนาวศรี เขตตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ห่างจากอำเภอทองผาภูมิไปทางทิศตะวันตกประมาณ 67 กิโลเมตร บริเวณเหมืองแร่ปิล็อก ประกอบด้วย เหมืองสำคัญคือ เหมืองอีต่อง เหมืองอีปู่และเหมืองผาแป แร่ที่ผลิตในบริเวณนี้คือ วุลแฟรม ตะกั่ว พลวง สังกะสีและดีบุก เหมืองแร่ปิล็อกนอกจากมีความสำคัญด้านเศรษฐกิจแล้วยังมีธรรมชาติโดยรอบที่น่าสนใจ เพราะเป็นภูเขาสลับซับซ้อน การเดินทางไปเหมืองแร่ปิล็อก แต่เดิมใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องผ่านเส้นทางที่เป็นภูเขาสูงจากอำเภอทองผาภูมิประมาณ 67 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถเดินทางรถยนต์ไปกลับจากตัวเมืองกาญจบุรีได้ภายในวันเดียว

•  เจดีย์กลางน้ำบ้านพุอ่อง อยู่ที่บ้านพุอ่อง ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ ห่างจากตัวเมืองอำเภอทองผาภูมิไปทางทิศตะวันตก 35 กิโลเมตร เจดีย์พุอ่องเป็นเจดีย์ทรงมอญ สร้างบนยอดเขาเล็กๆ มีบึงใหญ่ล้อมรอบ ไม่ทราบแน่ชัดว่าเจดีย์สร้างขึ้นในสมัยใด เจดีย์พุอ่องเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของอำเภอทองผาภูมิที่มีชาวไทย กะเกรี่ยง มอญ และพม่าให้ความเคารพนับถือ โดยมีประเพณีบูชาเจดีย์ประจำปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 การเดินทางไปเจดีย์พุอ่องใช้เส้นทางเดียวกับไปเหมืองแร่ปิล็อก

•  น้ำตกทุ่งนางครวญ (Thung Nang Khuen Waterfall) เป็นน้ำตกหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านทุ่งนางครวญ ตำบลชะแล สภาพน้ำตกยังคงความเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมทั่วบริเวณตัวน้ำตก เป็นหินปูน มีทั้งสิ้น 7 ชั้น แต่ละชั้นมีลักษณะเป็นหน้าผาขนาดสูงใหญ่ บางชั้นสูงกว่า 50 เมตร และมีน้ำไหลตลอดปี อยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 190 กิโลเมตร การเดินทางใช้เส้นทางสาย 323 ตามถนนทองผาภูมิ - สังขละบุรี เลี้ยวขวาบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 26 โดยสังเกตจากพระพุทธรูปสีขาวที่อยู่บริเวณทางแยก เดินทางต่อไปอีก 15 กิโลเมตร สภาพถนนเป็นทางราดยางสลับกับทางลูกรังอัดแน่น เมื่อถึงหมู่บ้านทุ่งนางครวญ จะมีทางแยกเข้าน้ำตกอีก 3 กิโลเมตร

•  ถ้ำลำคลองงู ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับน้ำตกทุ่งนางครวญ ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ เป็นถ้ำที่สวยงาม มีโพรงถ้ำใต้ดิน เสาหินปูน ลำธารใต้ดินและค้างคาว การเดินทางใช้เส้นทางสาย 323 ตามถนนทองผาภูมิ - สังขละบุรี ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีเกือบ 200 กิโลเมตร ตัวถ้ำอยู่ห่างจากน้ำตกทุ่งนางครวญประมาณ 4.5 กิโลเมตร

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอสังขละบุรี

สถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอสังขละบุรีมีหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น น้ำตก ภูเขา ป่าไม้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวประเภทวัฒนธรรม เช่น วัดวังวิเวการาม ด่านเจดีย์สามองค์ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอสังขละบุรีมีดังนี้

•  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร (Thung Yai Naresuam Widlife Sanctuary) มีพื้นที่อยู่ในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภออุ้มผางจังหวัดตาก ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนยอดเขาสูงสุดคือ เขาใหญ่ อยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่เป็นต้นน้ำของลำธารหลายสาย มีป่าไม้หลายชนิดประกอบด้วยทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การเดินทางไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งนเรศวรยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากสภาพถนนบางช่วงไม่ดี จากเส้นทางทองผาภูมิ - สังขละบุรี บริเวณแยกห้วยเสือไปยังบ้านคลิตี้ระยะทาง 42 กิโลเมตร ผู้ที่จะไปยังทุ่งใหญ่นเรศวรต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร สำนักงานป่าไม้จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 71000

•  ด่านเจดีย์สามองค์ (Three Pagodas Pass) ด่านเจดีย์สามองค์เป็นช่องทางผ่านระหว่างไทยกับเมียนมาร์ ที่มีความสำคัญมานาน บริเวณที่ราบเล็กๆ บนเทือกเขาตะนาวศรี มีพื้นที่ 2-3 ไร่ พื้นที่โดยรอบเป็นป่าไม้และภูเขาสูง อยู่ในท้องที่ตำบลหนองลู อำเภอ สังขละบุรี อยู่ห่างจากอำเภอสังขละบุรีประมาณ 20 กิโลเมตร และห่างตัวจังหวัดกาญจนบุรีไปทางเหนือประมาณ 245 กิโลเมตร สิ่งที่สำคัญของด่านเจดีย์สามองค์คือ มีเจดีย์เล็กๆ สามองค์ตั้งอยู่ตรงพรมแดนไทยและเมียนมาร์ ปัจจุบันองค์เจดีย์ทั้งสามองค์มีขนาดใกล้เคียงกัน มีลักษณะเป็นเจดีย์สูง 5 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ความสำคัญของด่านเจดีย์สามองค์ นอกจากเป็นเส้นทางผ่านไทยและเมียนมาร์ที่มีความสำคัญมานานแล้ว องค์พระเจดีย์ยังเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของกาญจนบุรีด้วย ปัจจุบันมีเส้นทางรถยนต์กาญจนบุรี - สังขละบุรีและสังขละบุรี - ด่านพระเจดีย์สามองค์ ที่สามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียว

•  วัดวังก์วิเวการาม (Wat Wangwivegaram) ตั้งอยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี มีวิหารริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามและเป็นที่จำพรรษาของ “ หลวงพ่ออุตตมะ ” ซึ่งประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกะเหรี่ยงและเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเคารพนับถือ อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยาบรรจุพระบรมสารี - ริกธาตุ ผู้ที่จะเดินทางไปยังเจดีย์แห่งนี้ ต้องเลี้ยวขวาก่อนเข้าตัวอำเภอ มีป่ายบอกทางไปเจดีย์เป็นระยะทางอีก 5 กิโลเมตร

•  น้ำตกคลีตี้ (Kliti Wterfall) คลีตี้เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “ เสือโทน ” มีต้นน้ำอยู่บนยอดเขาดีกะ ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งนเรศวร การเดินทางไปน้ำตกคลีตี้บน ต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2 วัน จากบ้านกะเหรี่ยงคลีตี้ และจะต้องมีลูกหาบและคนนำทางส่วนน้ำตกคลีตี้ล่างอยู่เหนือทะเลสาบแควใหญ่บริเวณลำเขางู ใช้เวลาเดินทางเรือท่ากระดานหรือท่าหม่องกระแทะประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

•  น้ำตกตะเคียนทอง (Takaienthong Waterfall) ( น้ำก๊วย ) น้ำตกตะเคียนทองเป็นน้ำตกที่ถูกปกคลุมด้วยป่าไผ่ ดงหวาย ดงเฟิร์น และไม้ใหญ่ยืนต้นนานาพันธุ์ บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี แนวเขตชายแดนไทย - เมียนมาร์ ในเขตสังขละบุรี ตัวน้ำตกมีต้นน้ำอยู่ในเขตประเทศเมียนมาร์ ไหลเลาะเลื้อยมาตามแนวเขาที่กั้นเขตแดน สู่ประเทศไทยที่ห้วยซองกาเลีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นแม่น้ำแควน้อย จากความอุดมสมบูรณ์ของป่า ทำให้เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี แต่ละชั้นมีความงามแปลกตา ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นลานกว้าง มีน้ำตกไหลแผ่กระจายกันออกไป นักท่องเที่ยวสามารถเดินลุยน้ำไปตามน้ำตกเพื่อขึ้นไปชมในชั้นสูงๆ ได้ การเดินทางไปน้ำตกตะเคียนทองแยกจากอำเภอสังขละบุรี - ด่านเจดีย์สามองค์ไปประมาณ 8 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางเข้าน้ำตกอยู่ริมถนนด้านขวาเลี้ยวตามทางแยกไปบนถนนลูกรังอีกประมาณ 12 กิโลเมตร เส้นทางค่อนข้างแคบ และบางช่วงมีเนินสูงชัน และต้องตัดผ่านลำธารเป็นบางช่วง จึงควรใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือระกระบะในการเดินทาง เมื่อถึงจุดพักรถจะต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 30 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตก

•  น้ำตกกระเต็งเจ็ง (Krattengien Waterfall) เป็นน้ำตกที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อำเภอสังขละบุรี เป็นน้ำตกที่มีความสูงถึง 36 ชั้น นักท่องเที่ยวจะต้องปีนป่ายผ่านสายน้ำขึ้นไปตามชั้นต่างๆ จนถึงชั้นบนสุด เมื่อขึ้นไปถึงแล้วนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินป่าที่ยังคงสภาพป่าดิบอันสมบูรณ์ ระหว่างทางจะผ่านดงเฟิร์น ที่กว้างใหญ่ตระการตา ผ่านป่าระกำไฟ ลิ้นจี่ป่า มะไฟป่า และต้นไม้ยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ถึง 13 คนโอบ ตลอดทางเดินจะได้ยินเสียงน้ำตกกระทบโขดหินดังก้องอยู่ในป่าตลอดเวลา จัดเป็นเส้นทางการเดินป่าที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง การเดินทางไปน้ำตกกระเต็งเจ็งใช้เส้นทางทองผาภูมิ - สังขละบุรี จนถึงอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณขวามือของถนนก่อนถึงอำเภอสังขละบุรี ประมาณ 30 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็จะถึงตัวน้ำตก

•  ถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล (Kaewsawanbundan Cave) ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี ห่างจากด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร อาณาเขตของถ้ำแก้วสวรรค์บันดาล กินบริเวณกว้างขวาง เนื่องจากเป็นถ้ำที่อยู่ในภูเขาทั้งลูก ภายในยังแบ่งเรียกถ้ำต่างๆ อีก 4 ถ้ำ คือ ถ้ำวังบาดาล ถ้ำมรกต ถ้ำแก้ว และถ้ำสวรรค์บันดาล แต่ละถ้ำมีความสลับซับซ้อนสามารถเดินเชื่อมทะลุถึงกันได้หมดทุกถ้ำ ภายในมีหินย้อยรูปทรงต่างๆ งดงามมาก เมื่อกระทบกับแสงไฟจะสะท้อนแสงแวววาวคล้ายถูกโรยไว้ด้วยกากเพชร การเข้าไปเที่ยวชมควรแต่งกายด้วยชุดที่รัดกุม เลือกสวมรองเท้าที่เหมาะสม และต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะบางถ้ำมีโขดหินสูงชัน บางถ้ำต้องใช้วิธีการคลานและมุดไปตามซอกของช่องหิน และบางถ้ำต้องเดินผ่านธารน้ำเล็กๆ ภายในถ้ำที่มีระดับน้ำสูงประมาณเข่า หากต้องการจะเที่ยวชมให้ครบหมดทุกถ้ำ จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป การเดินทางใช้เส้นทางอำเภอสังขละบุรี - ด่านเจดีย์สามองค์ โดยเลี้ยวขวาที่บริเวณศาลาพักร้อนริมทาง ที่อยู่ก่อนด่านเจดีย์สามองค์ประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นขับรถไปตามถนนดินอีกประมาณ 700 เมตร เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางอีก 200 เมตร

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอศรีสวัสดิ์

•  เขื่อนศรีนครินทร์ (Srinakarin Dam) ตั้งอยู่ที่เขตตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 70 กิโลเมตร เขื่อนนี้เดิมมีชื่อเขื่อนเจ้าเณร เพราะตั้งอยู่ที่บ้านเจ้าเณร เป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2516 แล้วเสร็จ พ . ศ . 2523 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนวัตถุประสงค์ที่รองลงไปคือ การชลประทาน บรรเทาอุทกภัย การคมนาคม อุปโภคบริโภค สถานที่พักผ่อน การประมง การเจือจางน้ำเสีย และการผลักดันน้ำเค็ม เป็นต้น การเดินทางไปเขื่อนศรีนครินทร์ใช้เส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - น้ำตกเอรา - วัณ และมีทางรถยนต์ต่อจากบริเวณน้ำตกเอราวัณ ถึงตัวเขื่อนประมาณ 4 กิโลเมตร

•  น้ำตกเอราวัณ (Erawan Waterfal) เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงาม บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ น้ำตกเอราวัณมีความยาว 2,000 เมตร ทั้งหมด 7 ชั้น อยู่ห่างจากตัวเมือง 65 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสายกาญจนบุรี - ศรีสวัสดิ์ ( ทางหลวงหมายเลข 3199) เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 56 แยกซ้ายข้ามสะพานเข้าตลาดเขื่อนศรีนครินทร์ตรงไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงลานจอดรถแล้วเดินต่อไปอีก 500 เมตร จะถึงน้ำตก สำหรับการเดินทางโดยรถประจำทางมีรถออกจากสถานีขนส่งใกล้ที่ทำการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มายังตลาดเขื่อนศรีนครินทร์ทุกวันที่บริเวณน้ำตกเอราวัณมีบ้านพักของกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย

•  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ (Khao Numphu Natural and Wildlife Education Center ) ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 55 กิโลเมตร ริมทางหลวงกาญจนบุรี - ศรีสวัสดิ์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระมีการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อการศึกษาวิจัย มีเส้นทางเดินเท้าผ่านลำธาร เนินเขา หน้าผา เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาธรรมชาติ พันธุ์ไม้และสัตว์ป่าโดยใช้เวลาเดินทางไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมง ในบริเวณมีค่ายพักแรมสำหรับเยาวชน ติดต่อล่วงหน้าโดยการทำหนังสือถึงกองอนุรักษ์สัตว์ป่ากรมป่าไม้

•  อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ ( Chaloemratranakosin Park ) หรือถ้ำธารลอด อยู่ในบริเวณหมู่บ้านท่าลำใย ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีไปตามเส้นทางกาญจนบุรี บ่อพลอย และหนองปรือ ประมาณ 90 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาตินี้รู้จักกันดีในนามถ้ำธารลอด ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์เมื่อ พ . ศ . 2535 อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์เป็นกลุ่มสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งคือ ถ้ำธารลอดใหญ่ ถ้ำธารลอดน้อย น้ำตกไตรตรึงส์ น้ำตกธารทอง น้ำตกธารเงิน เป็นต้น

ถ้ำธารลอดอยู่ในบริเวณเขาตลอด ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเดิมคือ ถ้ำตลอดน้อยและถ้ำตลอดใหญ่ และเปลี่ยนชื่อให้มีความหมายตามสภาพของถ้ำมาเป็นถ้ำธารลอดน้อยและถ้ำธารลอดใหญ่ เมื่อ พ . ศ . 2516 ลำธารที่ไหลผ่านถ้ำธารลอดมีชื่อว่าลำกระพร้อย ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ที่เทือกเขากำแพง ถ้ำธารลอดน้อยมีความกว้างประมาณ 50 เมตร และยาวประมาณ 270 เมตร มีลักษณะทางธรณีวิทยาเป็นทางน้ำใต้ดิน (subteranian stream) ซึ่งไหลผ่านใต้เนินเขาในช่วงต่อระหว่างหินปูนกับหินแกรนิต ต่อมาน้ำได้กัดกร่อนหินจนเกิดเป็นช่องลำธารใต้ภูเขาและเมื่อระดับน้ำลดต่ำลงเกิดช่องว่างตอนบนซึ่งมีหินงอกหินย้อยเกิดขึ้น

น้ำตกไตรตรึงส์อยู่เหนือถ้ำธารลอดน้อยประมาณ 1,500 เมตร เป็นน้ำตกขนาด 3 ชั้น แต่ละอยู่ห่างกันประมาณ 100-200 เมตร แต่ละชั้นมีความงามแตกต่างกัน ชั้นที่ 1 มีแอ่งน้ำลึกสามารถอาบน้ำได้ ชั้นที่ 2 มีขนาดน้ำตกกว้างและใหญ่ ส่วนชั้นที่ 3 น้ำตกสูงกว่า 20 เมตร จากน้ำตกชั้นที่สามจะเป็นเส้นทางสูงชันไปสู่ถ้ำธารลอดใหญ่

ถ้ำธารลอดใหญ่อยู่ห่างจากน้ำตกไตรตรึงส์ชั้นที่ 3 ประมาณ 500 เมตร ลักษณะของถ้ำทางธรณีวิทยาเรียกว่า สะพานธรรมชาติ ( Natural Bridge ) ซึ่งแต่เดิมในบริเวณนี้ปกคลุมด้วยหินปูน ต่อมาเกิดทางน้ำไหลผ่านกัดเซาะจนเกิดโพรงถ้ำขึ้น และเมื่อระดับน้ำลดลงจึงมีโพรงถ้ำขนาดใหญ่มองดูเหมือนสะพานธรรมชาติบนพื้นดิน ถ้ำธารลอดใหญ่มีขนาดกว้างขวาง มีลักษณะเหมือนเพิงหินขนาดใหญ่เชื่อมติดกันและสูงจากพื้นดินมาก ตรงเพดานถ้ำส่วนหนึ่งพังทลายลงมาเหมือนปล่องทำให้แสงสว่างผ่านได้ ลำธารที่ไหลผ่านถ้ำธารลอดใหญ่คือ ลำกระพร้อยซึ่งเป็นสายเดียวกันกับลำธารที่ผ่านถ้ำธารลอดน้อย

น้ำตกธารทองและน้ำตกธารเงิน (Than Thong and Than Ngen Waterfall) อยู่ใกล้เคียงกับทางเข้าถ้ำธารลอดน้อย เป็นน้ำตกที่มีต้นน้ำอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขากำแพง ไหลมาตามลำห้วยทองหลาง น้ำตกธารเงินเป็นน้ำตกขนาดเล็กลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ส่วนน้ำตกธารทองเป็นน้ำตกขนาดใหญ่มี 15 ชั้น สองข้างทางมีพรรณไม้ป่านานาชนิด การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ใช้เส้นทางรถยนต์สายกาญจน - บุรี - บ่อพลอย ผ่านอำเภอบ่อพลอยไปตามทางรถยนต์ บ่อพลอย - ถ้ำธารลอดอีกประมาณ 50 กิโลเมตร

•  น้ำตกห้วยขมิ้น (Huai Kamint Waterfall) อยู่ฝั่งตะวันตกของทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ในบริเวณบ้านห้วยขมิ้น อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากเมืองกาญจนบุรีประมาณ 100 กิโลเมตร น้ำตกห้วยขมิ้นได้รับการเผยแพร่สู่นักท่องเที่ยวเมื่อ พ . ศ . 2522 น้ำตกแห่งนี้เกิดจากลำห้วยแม่ขมิ้น และไหลลงสู่ทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ น้ำตกแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือตอนบนและตอนล่าง แต่ละตอนมีความยาวหลายกิโลเมตร และมีความงามไม่น้อยไปกว่าน้ำตกเอราวัณ การเดินทางไปยังน้ำตกห้วยขมิ้นใช้เส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - เขื่อนศรีนครินทร์ และใช้เส้นทางรถยนต์หลังเขื่อนอีกประมาณ 40 กิโลเมตรจะถึงบริเวณน้ำตกอีกเส้นทางหนึ่งเดินทางเรือจากทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ประมาณ 30 นาที แล้วเดินเท้าจากท่าเรือน้ำตกห้วยขมิ้นอีก 2 กิโลเมตรก็จะถึงบริเวณน้ำตก

•  ถ้ำพระธาตุ (Prathat Cave) อยู่ในบริเวณภูเขาแก่งเรียง ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ( เขาสลอบ ) ห่างจากน้ำตกเอราวัณประมาณ 1 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทางเหนือประมาณ 77 กิโลเมตร แต่เดิมถ้ำนี้มีชื่อว่าถ้ำดุสิตมหึมา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นถ้ำพระธาตุ ตามลักษณะของหินปูน หรือแคลเซียมคาร์บอเนตที่ผสมอยู่ในน้ำ และเกิดเป็นผลึกเล็กๆ เรียกว่า ไข่มุกถ้ำ (cave pearl) คล้ายพระธาตุ การเดินทางไปถ้ำพระธาตุสะดวกมาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางตามเส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - เขื่อนศรีนครินทร์ แล้วผ่านเส้นทางหลังเขื่อนอีกประมาณ 8 กิโลเมตร จากนั้นเดินเท้าอีกประมาณ 500 เมตร จึงถึงปากถ้ำ

•  ถ้ำองจุ (Ongiu Cave) อยู่บริเวณเทือกเขาองจุ ตำบลนาสวน อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากอำเภอศรีสวัสดิ์ประมาณ 22 กิโลเมตร ถ้ำองจุเป็นถ้ำสูงจากพื้นดินประมาณ 150 เมตร มีลักษณะเป็นโพรงหินลึกเข้าไปในภูเขา ภายในถ้ำมีขนาดกว้างขวางพื้นถ้ำราบเรียบและมีหินงอกหินย้อยเกิดขึ้นเป็นรูปลักษณะต่างๆ ถ้ำองจุมีลักษณะพิเศษกว่าถ้ำอื่นๆ เพราะเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ภายในถ้ำมีหลวงพ่อองจุซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเก่าแก่ ขนาดหน้าตัก 6 ศอก สูง 9 ศอกเศษ การเดินทางไปถ้ำองจุใช้เส้นทางรถยนต์กาญจนบุรี - ศรีสวัสดิ์ ข้ามแพขนานยนต์เหนือเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านทางเข้าอำเภอศรีสวัสดิ์ไปทางเส้นทางศรีสวัสดิ์ - บ้านปลายนาสวนอีกประมาณ 20 กิโลเมตร จึงถึงทางเข้าวัดถ้ำองจุ

•  สวนเวลารำลึก เป็นสวนที่อยู่ภายในเขื่อนศรีนครินทร์ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้สร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมพระเกียรติและรำลึกถึงำพระกรุณาธิคุณในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีทางพระเจริญมายุครบ 90 พรรษา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2533 สวนเวลารำลึกนี้ เป็นสวนปฏิมากรรม บอกเวลาบนลานกว้างของพื้นที่สวน 30 ไร่ ของเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นเครื่องเตือนใจให้รำลึกถุงคุณค่าแห่งชีวิตที่ก้าวล่วงเวลาทุกนาทีที่ผ่านไป สมดังพระราชหฤทัยของสมเด็จย่าที่ทรงตระหนักเป็นแน่แท้ว่า “ เวลาเป็นของมีค่า ” ซึ่งควรจะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่ควรปล่อยให้ล่วงเลยไปอย่างไร้ประโยชน์ สัญลักษณ์แห่งสวนนี้จึงเป็นนาฬิกาแดดและลานรอบนาฬิกาแดดเป็นประติมากรรมคอนกรีตเสริมเหล็กทางเข้าจะเป็นบ่อน้ำพุขนาดใหญ่ บนลานโดยรอบจะมีที่นั่งพักผ่อนเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของเขื่อนศรีนครินทร์

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอท่ามะกา

•  โบราณสถานพงตึก (Ruins of Ancient Pongtuk) เป็นโบราณสถานสมัยทวาราวดีพุทธศตวรรษที่ 13-16 ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับวัดดงสักทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง ตรงข้ามกับหมู่บ้านท่าหว้า ในเขตหมู่ที่ 4 ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่ามะกาประมาณ 6 กิโลเมตร โบราณสถานแห่งนี้ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 90 กิโลเมตร ห่างจากตังจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 38 กิโลเมตร โบราณสถานประกอบด้วย ซากอาคารหลายแห่ง เช่น ซากอาคารขนาดใหญ่อยู่ใกล้ศาลเจ้า ซากอาคารขนาดเล็กในบริเวณบ้านนายมา ซากอาคารสี่เหลี่ยมจัตุรัสบริเวณสวนกล้วย นอกจากนี้ยังมีการพบโบราณวัตถุสำคัญอีกจำนวนมาก ที่แสดงให้เห็นว่าพงตึกเป็นชุมชนโบราณที่เคยมีความสำคัญในอดีต เช่น ตะเกียงโรมันสำริด การเดินทางไปโบราณสถานพงตึกที่สะดวกที่สุดใช้เส้นทางจากกรุงเทพมหานคร ตามถนนเพชรเกษม และถนนแสงชูโต แยกเข้าพงตึกตรงสะพานวัดดงสักอีก 1 กิโลเมตร

•  พระแท่นดงรัง (Pra Than Dong Rung) อยู่ในเขตหมู่ที่ 7 ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่ามะกาประมาณ 16 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 38 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 100 กิโลเมตรเศษ พระแท่นดงรังเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณพระแท่นดงรังเป็นเนินเขาเตี้ยๆ และป่าไม้มีเนื้อที่ประมาณ 2,390 ไร่ โดยเป็นเขตของวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร ประมาณ 100 ไร่เศษ นอกนั้นเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติพระแท่นดงรัง วัดพระแท่นดงรังวรวิหารเป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในระยะใกล้เคียงกับการค้นพบพระแท่นดงรัง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาในวันที่ 26 ธันวาคม พ . ศ . 2515 จึงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกวัดพระแท่นดงรังเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร สถานที่สำคัญในบริเวณวัดพระแท่นดงรังวรวิหารคือ วิหารพระแท่นดงรังตั้งอยู่เชิงเขาเตี้ยๆ ที่เรียกว่าเขาถวายพระเพลิง ตัววิหารสร้างคลุมองค์พระแท่นดงรังที่สมมติว่าเป็นพระแท่นบรรทมของพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานบนพระแท่นนี้ การเดินทางไปพระแท่นดงรังจากกรุงเทพ - มหานคร ใช้เส้นทางรถยนต์สายเพชรเกษม และถนนแสงชูโต แยกเข้าถนนท่าเรือพระแท่นอีกประมาณ 16 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งมาตามถนนเพชรเกษมและมาลัยแมน แยกเข้าถนนกำแพงแสน - พนมทวนอีกประมาณ 22 กิโลเมตร

•  รอยพระพุทธบาทจำลองและฆ้องมโหระทึกวัดเขาสะพายแร้ง วัดเขาสะพายแร้งอยู่ในเขตหมู่ 2 ตำบลสนามแย้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่ามะกาประมาณ 13 กิโลเมตร วัตถุโบราณที่พบที่วัดนี้มีอายุตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุสำคัญคือรอยพระพุทธบาทจำลอง ฆ้องมโหระทึก เครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยหินและเครื่องปั้นดินเผา

•  อุทยานมัจฉาสังกะวาส อยู่ในบริเวณวัดหวายเหนียว ตำบลหวายเหนียว อำเภอท่ามะกา อุทยานแห่งนี้มีปลาสังกะวาสเลี้ยงไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยากทั้งยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอท่าม่วง

•  เขื่อนวชิราลงกรณ์ (Wachiralongkorn Dam) ตั้งอยู่ในเขตตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 14 กิโลเมตร จัดเป็นเขื่อนชลประทานที่มีความสำคัญที่สุดของโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำแม่กลอง เขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนแห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2507 เพื่อการชลประทานในลุ่มแม่น้ำแม่กลองตอนล่าง จำนวน 3 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี สุพรรณบุรี นครปฐมและสมุทรสาคร การเดินทางไปเขื่อนแห่งนี้ใช้เส้นทางถนนแสงชูโตและแยกเข้าตัวเขื่อนที่ตัวอำเภอท่าม่วงอีก 3 กิโลเมตร

•  วัดมโนธรรมาราม (Wat Manothunmaram) หรือวัดนางโน ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง เขตตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ประมาณ 4 กิโลเมตร วัดนี้เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามีปูชนียสถานสำคัญดังนี้ พระพุทธไสยาสน์เก่าสร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างด้วยปูนปั้นผิวนอกขัดปูน พระปรางค์ขนาดความสูง 20 เมตร สร้างด้วยอิฐถือปูนในระยะใกล้เคียงกับพระพุทธไสยาสน์ การเดินทางไปวัดมโนธรรมาราม ใช้เส้นทางผ่านเขื่อนวชิราลงกรณ์ ตามถนนลาดยางต่อจากเขื่อนอีก 4 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งใช้เส้นทางข้ามสะพานหน้าศาลากลางจังหวัดแล้วแยกซ้ายตรงเชิงสะพานต่อเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร

•  วัดถ้ำเสือ (Wat Thumsuae) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง บริเวณเขาน้อยซึ่งมีความสูงไม่มากนัก ในท้องที่ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ 4 กิโลเมตร วัดถ้ำเสือมีปูชนียสถานสำคัญคือ พระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี อุโบสถอัฐมุขทรงไทย รอยพระบาทหินธรรมชาติลึก 2.50 เมตร กว้าง 1.50 เมตร น้ำขังตลอดปี ถ้ำหลวงพ่อปู่หรือถ้ำเสือมีรูปปั้นพระสงฆ์เก่าแก่ไม่ปรากฏนามชัดเจน พระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาทเป็นเจดีย์สูง 59 เมตร ขนาด 9 ชั้น เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร ชั้นที่ 8 บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดีย การเดินทางไปวัดถ้ำเสือใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปวัดมโนธรรมาราม

•  วัดบ้านถ้ำ (Wat banthum) เป็นวัดเก่าแก่ในเขตตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง สร้างในสมัยสุโขทัย ต่อเนื่องกับสมัยอยุธยา ภายในบริเวณวัดมีปูชนียสถานสำคัญหลายแห่ง เช่น พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย อู่ทอง และอยุธยา พิพิธภัณฑ์วัดบ้านถ้ำเป็นที่จัดแสดงพระพุทธรูปสมัยต่างๆ รวมถึงเครื่องใช้ต่างๆ ถ้ำคุหามังกรสวรรค์ หรือถ้ำนางบัวคลี่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 8 ศอก สูง 11 ศอก นอกจากนี้ยังมีถ้ำใหญ่เล็กอีกหลายถ้ำ เช่น ถ้ำม่านวิจิตร ถ้ำดอกจอก ถ้ำขุนแผน ถ้ำดุสิต ถ้ำหมืนหาญ และถ้ำนางนวล ถ้ำแต่ละแห่งมีหินงอกหินย้อยรูปลักษณะต่างๆ กัน การเดินทางไปวัดบ้านถ้ำใช้เส้นทางเดียวกับวัดถ้ำเสือ

•  วัดถ้ำเขาน้อย (Wat Thumkaonoi) ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลองติดกับวัดถ้ำเสือ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัดสร้างด้วยศิลปะแบบจีน สิ่งก่อสร้างที่สำคัญและสวยงามคือเก๋งแบบจีนบนยอดเขาน้อย การเดินทางไปวัดเขาน้อยใช้เส้นทางเดียวกับทางไปบ้านถ้ำ

•  วัดสันติคีรีบรมธาตุ (Wat Santikeereborommathat) วัดนี้เดิมชื่อวัดเขาดิน ตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้านเขาดิน หมู่ที่ 4 ตำบลท่าล้อ สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2494 ต่อมาใน พ . ศ . 2498 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดสันติคีรีบรมธาตุ ด้วยเป็นวัดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปสำริดสมัยสุโขทัย คือ พระร่วงโรจน์ประดิษฐานอยู่ในวิหารพระร่วง วัดเขาดินตั้งอยู่ริมถนนแสงชูโต ห่างจากอำเภอท่าม่วงประมาณ 2 กิโลเมตร

 

•  สถานที่ที่องเที่ยว : อำเภอพนมทวน

•  บ้านดอนเจดีย์ (Ban Donchedi) ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร องค์เจดีย์เป็นโบราณสถานสมัยอยุธยา มีลักษณะฐานกลมกว้างประมาณ 12 เมตร ส่วนยอดหักพังลงเหลือความสูงเพียง 7 เมตร นอกจากเจดีย์ทรงกลมดังกล่าวแล้ว ในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีเจดีย์อีก 3 องค์ ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 300 เมตร เจดีย์องค์กลางสร้างขึ้นลักษณะเป็นปรางค์มียอดบนบานออก เจดีย์ทรงปรางค์นี้เป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง บริเวณดอนเจดีย์ได้ขุดพบโครงกระดูก กระดูกช้าง ม้า เครื่องมือ เครื่องใช้ในการทำสงครามจำนวนมาก จึงเชื่อกันว่าบริเวณนี้เคยเป็นสมรภูมิสงครามไทยรบเมียนมาร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ในบริเวณดอนเจดีย์ยังพบหลักฐานของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ พ . ศ . 2535 เช่นโครงกระดูกมนุษย์ และเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่า บ้านดอนเจดีย์เป็นชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว การเดินทางไปดอนเจดีย์ใช้เส้นทางกาญจนบุรี - อู่ทอง มีเส้นทางเข้าวัดดอนเจดีย์ที่กิโลเมตรที่ 15 อีกประมาณ 5 กิโลเมตร

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอบ่อพลอย

•  บ่อพลอย (Bo Ploi) บ่อพลอยอยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 45 กิโลเมตร บริเวณตัวอำเภอบ่อพลอยเป็นแหล่งขุดพลอยที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรีมานานแล้วในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการขุดพลอยส่งไปยังกรุงเทพ - มหานครเรียกว่าส่วยพลอย ต่อมาได้มีประชาชนท้องถิ่นใกล้เคียงเข้าไปขออนุญาตทางราชการมากขึ้นจนกลายเป็นแหล่งชุมชนใหญ่ การขุดพลอยแต่เดิมใช้เครื่องมือเครื่องใช้แบบง่ายๆ เช่น จอบ ชะแลง ปุ้งกี๋ กระป๋อง คันโพงโดยขุดหลุมพลอยเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือหลุมกลม ลึกประมาณ 10-15 เมตร จะพบชั้นพลอยหรือที่ชาวเหมืองเรียกกันว่าชั้นแร่หรือกะสะ ชั้นนี้จะมีความหนาประมาณ 1-5 เมตร หรือโดยเฉลี่ยประมาณ 3 เมตร

พลอยที่มีชื่อเสียงซึ่งขุดได้จากบ่อพลอยคือพลอยสีน้ำเงิน ( ไพลิน ) พลอยสีเหลือง ( บุษราคัม ) นอกจากนี้ยังมีพลอยสีอื่นๆ ที่มีคุณภาพและราคาด้อยลงมา เช่น พลอยสีผักตบชวา สีเขียวคราม สีหมอกมัว และสีดำ ( นิล ) ในปัจจุบันการทำเหมืองพลอยแบบดั้งเดิมหมดลงแล้ว เนื่องจากได้มีการเปิดสัมปทานเป็นเหมืองพลอยขนาดใหญ่ ที่ใช้เครื่องจักร และเครื่องมือทันสมัย มีการผลิตเพื่อการค้าขายในประเทศและมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ การเดินทางไปเหมืองพลอยอำเภอบ่อพลอยใช่เส้นทางกาญจนบุรี - ศรีสวัสดิ์ และแยกเข้าอำเภอบ่อพลอยที่บ้านลาดหญ้าอีกประมาณ 31 กิโลเมตร

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอเลาขวัญ

•  อ่างเก็บน้ำห้วยเทียน (Huaitien Reservoir) อ่างเก็บน้ำห้วยเทียน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเทียนเป็นโครงการชลประทานขนาดกลางที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของตำบลหนองโสน ตำบลหนองปลิง และตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ โดยอยู่ห่างจากตัวอำเภอเลาขวัญประมาณ 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางรถยนต์สายเลาขวัญ - อำเภอหนองปรือ และอยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 100 กิโลเมตร ตามเส้นทางกายจนบุรี - หนองปรือ - เลาขวัญ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเทียนอยู่ในบริเวณเดียวกับป่าดอนแสลบ - เลาขวัญ เป็นพื้นที่ที่มีภูมิประเทศสวยงาม และอยู่ห่างจากเส้นทางรถยนต์สายเลาขวัญ - หนองปรือเพียง 2 กิโลเมตร จึงเป็นสถานที่สำคัญที่เหมาะต่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอเลาขวัญ

•  วัดโบสถ์สระจิกด่าน (Wat Botsrajikdan) วัดโบสถ์สระจิกด่านหรือวัดเก่าเลาขวัญ ตั้งอยู่ริมทางรถยนต์สายเลาขวัญ - อู่ทอง ตำบลเลาขวัญ ห่างจากอำเภอเลาขวัญประมาณ 2 กิโลเมตร วัดโบสถ์กระจิกด่านเป็นวัดโบราณสร้างขึ้นประมาณสมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในบริเวณวัดมีเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ มีสระน้ำโบราณเรียกว่าสระจิกด่าน วัดนี้ มีโบสถ์เก่าล้อมด้วยกำแพงแก้ว ภายในกำแพงแก้วมีเจดีย์ราย 4 องค์ มีเสมา 8 องค์ ใบเสมาของโบสถ์เป็นหินทรายแกะสลักลวดลายสวยงามมาก ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังลายดอกไม้และเทวดาและมีพระพุทธรูปเก่าประดิษฐานอยู่ 4 องค์

•  บ้านห้วยหิน (Ban Huai Hin) ตั้งอยู่บริเวณบ้านห้วยหินหมู่ที่ 1 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 100 กิโลเมตร และห่างจากอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ตามเส้นทางรถยนต์สายอู่ทอง - สระกระโจม - เลาขวัญ ประมาณ 50 กิโลเมตร บ้านห้วยหินมีลักษณะเป็นที่ราบมีลำห้วยวังหินซึ่งเป็นลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่านทางตะวันออก จากการขุดค้นของกรมศิลปากรเมื่อ พ . ศ . 2530 ได้พบโบราณวัตถุหลายอย่าง เช่น เปลือกหอยโข่งจำนวนมาก ขี้ตระกรันของเหล็กหลายแห่ง กระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ เครื่องปั้นดินเผาของจีนอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-18 เครื่องถ้วยลพบุรีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-18 โบราณวัตถุที่พบที่บ้านห้วยหินเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณบ้านห้วยหินเป็นชุมชนโบราณสมัยลพบุรีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอหนองปรือ

•  โครงการพระราชดำริห้วยองคต โครงการห้วยองคตอยู่ในพื้นที่ตำบลสมเด็จเจริญ ห่างจากอำเภอหนองปรือประมาณ 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางรถยนต์หนองปรือ - ห้วยองคต และอยู่ห่างจากจังหวัดกาญจนบุรีตามเส้นทางรถยนต์สายกาญจนบุรี - ด่านช้าง - ห้วยคต ประมาณ 80 กิโลเมตร โครงการห้วยองคต เป็นโครงการพระราชดำริเพื่อสร้างชุมชนเกษตรกรรมสมัยใหม่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ทรุดโทรม จึงเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชากรในท้องถิ่นและยังเป็นแหล่งศึกษาและแหล่งท่องเที่ยว เพราะสภาพแวดล้อมมีการจัดภูมิทัศน์สวยงาม

•  เขาหินตั้ง (Kao Hin Tunk) เขาหินตั้งอยู่ในบริเวณบ้านเขาหินตั้ง ตำบลสมเด็จเจริญ ห่างจากอำเภอหนองปรือไปทางเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร เขาหินตั้งเป็นแท่งหินแกรนิตธรรมชาติขนาดสูง 8 เมตร ความยาวโดยรอบประมาณ 10 เมตร มีลักษณะเหมือนแท่งหินปักลงไปในดินท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา

•  ธารพุร้อน (Than Hot Spring) ธารพุร้อน อยู่ระหว่างอำเภอหนองปรือและถ้ำธารลอด ห่างจากอำเภอหนองปรือไปทางเหนือประมาณ 15 กิโลเมตร ธารพุร้อนหนองปรือเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดินแล้วไหลมารวมกันเป็นลำธาร

•  ถ้ำฤาษี ถ้ำลับแล และถ้ำเนรมิตร (Thum Neramitre) ถ้ำฤาษี ถ้ำลับแล และถ้ำเนรมิตร เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันบริเวณเทือกเขาหินตั้ง บ้านห้วยใหญ่ หมู่ที่ 13 ตำบลหนองปรือ ทั้งสามถ้ำเป็นถ้ำที่เพิ่มพบใหม่ อยู่ห่างจากตัวอำเภอหนองปรือไปทางเหนือประมาณ 18 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีอากาศถ่ายเทสะดวก มีหินงอกหินย้อยลักษณะต่างๆ กัน

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอด่านมะขามเตี้ย

อำเภอด่านมะขามเตี้ยเป็นอำเภอที่จัดตั้งใหม่ ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยวจึงยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร สถานที่สำคัญที่ควรปรับปรุงเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว คือ

•  วัดถ้ำอ่างหิน บ้านท่าโป่ง หมู่ที่ 3 ตำบลจรเข้เผือก

•  วัดด่านมะขามเตี้ย ตำบลด่านมะขามเตี้ย

•  วัดเขาปู่คง บ้านเขาปู่คง หมู่ที่ 10 ตำบลกลอนโด

•  วัดเขาชะอางค์ ตำบลหนองไผ่

ลำน้ำภาชีถ้าได้รับการขุดลอกให้มีน้ำไหลตลอดปีสามารถเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง เพราะเคยเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

แม่น้ำแควน้อยช่วงตำบลจรเข้เผือกและตำบลกลอนโด เป็นช่วงที่มีแม่น้ำลึกและสวยงามเหมาะต่อการท่องเที่ยวตามลำน้ำ

 

•  สถานที่ท่องเที่ยว : อำเภอห้วยกระเจา

•  หนองนาทะเล (Nong Na Thale) ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 อำเภอห้วยกระเจา ด้านที่ว่าการอำเภอห้วยกระเจาในปัจจุบัน หนองนาทะเลเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอห้วยกระเจา มีพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ แหล่งน้ำแห่งนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาการในหมู่บ้านห้วยกระเจาและใกล้เคียงสำหรับใช้บริโภคและอุปโภค นอกจากนี้สภาพโดยรอบมีภูมิประเทศสวยงามเหมาะที่จะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

•  โบราณสถานวัดสระลงเรือ (Ruins of Ancient Wat Sralongrua) วัดสระลงเรืออยู่ในบริเวณหมู่บ้านสระลงเรือ ตำบลสระลงเรือ ภายในวัดมีซากโบราณและเจดีย์ 2 องค์ สันนิษฐานสร้างในมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในบริเวณวัดสระลงเรือเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากเคยเป็นค่ายของขบวนการเสรีไทยที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีสมัยนั้น

•  โบราณสถานวัดเขารักษ์ (Ruins of Ancient Wat Kaoruk) วัดเขารักษ์ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านเขารักษ์ ตำบลดอนแสลบ โบราณสถานสำคัญคือ ปรางค์โบราณสมัยอยุธยาตั้งอยู่บนยอดเขารักษ์

โบราณสถานวัดสระดอนกระเบื้อง (Ruins of Ancient Wat Sradonkrabung) วัดสระดอนกระเบื้องอยู่ในบริเวณหมู่บ้านดอนแสลบ ตำบลดอนแสลบ ภายในวัดมีโบราณสถานสำคัญคือโบสถ์และปรางค์โบราณสันนิษฐานว่าสร้